
ปฏิบัติธรรมแล้วติดสบายทำไงดี ?
ปฏิบัติธรรมแล้วติดสบายทำไงดี ? : ปุจฉา-วิสัชนา กับพระไพศาล วิสาโล
ขนิษฐา คูศิวิไล ปุจฉา : กราบนมัสการเรียนถามว่าเมื่อใจมีทุกข์ การที่ปฏิบัติธรรมแล้วจิตใจสงบ สบาย และอยากจะปฏิบัติอีกนี่ถือว่าผิดเพราะยึดติดหรือไม่คะ พระอาจารย์มีข้อแนะนำอย่างไรไม่ยึดติดทั้งสุขและทุกข์คะ
วิสัชนา : ไม่ถือว่าผิดหรอก ถ้าคุณอยากปฏิบัติเพราะได้รับความสุขใจ ย่อมเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะช่วยส่งเสริมให้คุณเกิดฉันทะหรือความใฝ่ใจในการปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม เวลาลงมือปฏิบัติ ควรปล่อยวางความคาดหวังว่าจะเกิดความสงบหรือความสุขใจ เพราะถ้าคุณทำด้วยความคาดหวัง จะเป็นทุกข์ได้เวลาไม่เกิดความสงบหรือความสุขใจอย่างที่คาดหวัง แม้ว่าเมื่อวานคุณจะได้รับความสุขใจอย่างมากในระหว่างการปฏิบัติ มาถึงวันนี้เมื่อลงมือปฏิบัติก็ควรวางประสบการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเสีย เพราะมันเป็นอดีตไปแล้ว คุณควรใส่ใจกับปัจจุบัน และปฏิบัติด้วยใจที่เปิดกว้าง รับรู้แต่เฉพาะปัจจุบันขณะ อย่าให้อดีตมาครอบงำจิตใจของคุณ
นอกจากนั้นในระหว่างที่ปฏิบัติ จะมีสุขหรือทุกข์ ก็เพียงแต่รับรู้เฉยๆ อย่าหลงใหลเมื่อเจอสุข และอย่าผลักไสเมื่อเจอทุกข์ หลวงพ่อชา สุภัทโท เปรียบทุกข์ว่าเหมือนหัวงู ส่วนสุขนั้นคือหางงู จับหัวงู ก็โดนมันกัด ส่วนหางงูหากจับแล้วไม่รีบปล่อย ก็โดนมันแว้งกัด ดังนั้นเมื่อเกิดความสุขสงบในจิตใจ ก็อย่าไปยึดติดถือมั่น เพราะมันก็ไม่เที่ยง พอมันแปรเปลี่ยนไป หากยึดมัน ใจก็จะเป็นทุกข์ ดังนั้นจึงแค่ดูมันเฉยๆ ก็พอแล้ว
ชอบพูดเรื่องธรรมะมาก จนคนหาว่าบ้า!
ไม่คงที่ ไม่ทน ปุจฉา : กราบนมัสการพระคุณเจ้าค่ะ คือคนบางคนเขาคิดว่าเราบ้าไปแล้วหรือเพี้ยนที่เอาแต่พูดคุยเรื่องธรรมะ หรือคิดแต่จะหาเวลาไปวัดฟังธรรม เขาคิดว่าแค่ทำบุญตามประเพณีก็น่าจะพอแล้ว เขาคิดว่าเราอกหักหรือมีปัญหาชีวิต หรือมีแต่คนมีปัญหาเลยเข้าวัดเราควรจะบอกเขาอย่างไรดีเจ้าคะ
วิสัชนา : พระพุทธองค์เคยตรัสว่า “ตถาคตไม่ขัดแย้งกับโลก แต่โลกต่างหากที่ขัดแย้งกับตถาคต” ในทำนองเดียวกัน คนที่อยู่แวดล้อมคุณคงคิดว่าคุณสวนทางกับโลก จึงหาว่าคุณบ้า แต่ความจริงอาจเป็นตรงกันข้าม ดังนั้นคุณจึงไม่ควรเอาคำพูดของเขามาเป็นอารมณ์ ถ้าคุณเห็นอานิสงส์แห่งธรรมอย่างแท้จริง คือมีความสุขความสงบเย็น คุณก็จะไม่หวั่นไหวเพราะคำพูดของเขา กลับจะเห็นใจหรือสงสารเขาด้วยซ้ำที่ยังอยู่ในวังวนแห่งความร้อนรุ่ม หรือพลัดไหลไปตามกระแสโลกอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว
อย่างไรก็ตามการพูดเรื่องธรรมะ ก็ควรดูกาลเทศะด้วย การพูดธรรมะพร่ำเพรื่อ หรือพูดแบบเอาธรรมะทั้งดุ้นมาพูด โดยไม่คำนึงถึงคนฟัง ก็ก่อปัญหาได้เหมือนกัน เพียงแค่การนำธรรมะมาปฏิบัติกับเนื้อกับตัว หรือให้แนบแน่นกับจิตใจเท่านี้ก็ไม่ต่างจากการประกาศธรรมแล้ว เพราะใครอยู่ใกล้ก็จะรู้สึกสงบเย็น ชวนให้เกิดศรัทธาในธรรม โดยคุณอาจยังไม่ได้เอ่ยปากพูดคุยธรรมะเลยก็ได้
มีเรื่องเล่าว่าคราวหนึ่งพระเถระซึ่งเป็นน้องชายของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี นั่งสงบอยู่ในป่าองค์เดียว เทวดาก็มานมัสการพร้อมกับโปรยดอกไม้ และพูดว่า พวกข้าพเจ้าขออนุโมทนาในธรรมกถาอันไพเราะของพระคุณเจ้า ท่านตอบว่า อาตมาไม่ได้เทศน์อะไรเลย ไฉนท่านหาว่า อาตมาเทศน์ เทวดาตอบว่า การที่ท่านนั่งเงียบสงบนั่นแหละคือการเทศน์ที่ยิ่งกว่าเทศน์เสียอีก



