พระเครื่อง

ปัจจุบันอันเป็นสุข(๕)

ปัจจุบันอันเป็นสุข(๕)

17 ส.ค. 2555

ปัจจุบันอันเป็นสุข (๕) : คันฉ่องและโคมฉาย โดย ว.วชิรเมธี

             มีอยู่คืนหนึ่ง อาตมานอนตอนตี ๑ แล้วฝันว่าอาตมากำลังดูความคิดอยู่ ตื่นมาตอนตีสี่ ตื่นก่อนระฆัง ปรากฏว่าการดูความคิดในฝัน กับการดูความคิดในขณะตื่น มันต่อเป็นเรื่องเดียวกัน พอจิตดวงแรกตื่นปั๊บ เข้าสู่โหมดการปฏิบัติทันที นี่คือการปฏิบัติต่อเนื่อง แม้กระทั่งในฝัน ยังฝันว่าปฏิบัติ พอตื่นขึ้นมาก็ดูจิตต่อเลย
 
              โยมบางคนถามว่าท่านไปเข้าคอร์สบ้างมั้ย เขาเป็นนักปฏิบัตินะ ปฏิบัติมาเป็นสิบครั้ง สิบคอร์ส พระอาจารย์ไปเข้าคอร์สอย่างนี้บ้างมั้ย
 
              อาตมาตอบว่า จะต้องไปเข้าคอร์สทำไม อาตมาอยู่ในวัดอยู่แล้ว อาตมาก็ปฏิบัติอยู่นี่ไง โยมบอกว่า ไม่เห็นท่านปฏิบัติ อาตมาก็ถามว่า โยมคิดว่าอะไรคือการปฏิบัติ โยมตอบว่า ก็ต้องไปเข้าคอร์ส อาตมาเลยบอกว่า
 
              “โยม ปฏิบัติไม่ใช่ที่วัด ปฏิบัติลงไปที่ชีวิต ที่เนื้อที่ตัวของเรา เมื่อเราเดินผ่านกลางสนามอย่างนี้ อาตมาก็ปฏิบัติได้ เมื่อเรานั่งอยู่เฉยๆ อาตมาก็ปฏิบัติได้ นั่งรถ นั่งเครื่องบิน ฉันอาหาร เราก็ปฏิบัติทั้งนั้น”
 
              มีอยู่ปีหนึ่ง นักข่าวคนหนึ่งไปถามท่านติช นัท ฮันห์ นักบวชนิกายเซน ซึ่งสอนวิปัสสนากรรมฐานและการเจริญสติรูปแบบเดียวกับเถรวาท ในขณะที่ท่านกำลังทำสวนพรวนดินผักกาดอยู่
 
              เขาถามว่า
 
              “ท่านอาจารย์ ท่านเป็นบุคคลสำคัญของโลก ทำไมเอาเวลาที่มีอยู่แสนน้อย มารดน้ำพรวนดินสวนผัก ทำไมท่านไม่ไปเขียนกวี มันยั่งยืนกว่า”
 
              ท่านติช นัท ฮันห์ ก็ตอบว่า
 
              “นี่แหละ การพรวนดินนี่แหละ การทำสวนนี่แหละ คือการเขียนกวี”
 
              เช่นเดียวกันกับการปฏิบัติ โยมอย่าไปคิดว่าการปฏิบัติที่วัดแล้วครั้งเดียวจบ โยมต้องทำไปตลอดในชีวิตของโยม อยู่ที่ไหนเราต้องทำของเราไป แต่มันไม่จำเป็นที่จะต้องไปประกาศให้ใครรู้ว่าฉันกำลังปฏิบัติ
 
              การปฏิบัตินั้นเป็นเรื่องที่เราจะต้องกวดขันกับตัวเอง ไม่ใช่เรื่องที่เราจะไปกวดขันกับคนอื่น บางคนปฏิบัติเพื่อกวดขันคนอื่น ฉันปฏิบัติแล้วเธอปฏิบัติหรือเปล่า สู้ฉันไม่ได้ ฉันเข้าวัดประจำ ถ้าอย่างนี้คือยังไม่ได้เรื่องเลย
 
              ปฏิบัติเพื่อดูตนเองไม่ใช่เพื่อดูคนอื่น เพราะฉะนั้นอย่าไปแข่งกับคนอื่น แล้วก็อย่าไปแข่งกับตัวเอง ถ้ายังแข่งอยู่ก็ยังไม่พ้นแพ้ พ้นชนะ มันยังทำด้วยกิเลสอยู่ เราแค่ดูแค่รู้ทำไปตามเหตุตามปัจจัย ถ้ามันทำถูกต้องมันก็ดีขึ้น ดีขึ้น โดยอัตโนมัติ ถ้ามันไม่ถูกต้อง มันก็ยังเท่าเดิม ก็เท่านั้นเอง
 
              ถ้ามันดีขึ้น สิ่งที่จะเห็นได้ชัดคือ โยมจะเป็นคนใจเย็น เมื่อเกิดอะไรขึ้น โยมจะไม่ค่อยเอะอะ รับได้ ใจเย็น ควบคุมสถานการณ์ต่างๆ ได้เป็นปกติ อาการตกอกตกใจตาลีตาเหลือกไม่ค่อยมี มีแต่ความเข้าใจ เกิดอะไรขึ้นก็มีแต่ความเข้าใจ  ลูกร้องก็ไม่โกรธแล้ว ลูกล้มก็ไม่ด่าแล้ว ลูกทำของแตกก็ไม่ด่าแล้ว มันมีแต่ความเข้าใจ
 
              (ติดตามตอนจบวันพระหน้า )

"}])