พระเครื่อง

'ชินทัต'ซีพี.จ้างมีหน้าที่ทำงานบุญ

'ชินทัต'ซีพี.จ้างมีหน้าที่ทำงานบุญ

07 ส.ค. 2555

ชินทัต เวียร์สุวรรณกับวจี..."ซีพี.จ้างผมมาทำงานบุญโดยเฉพาะ" : เรื่อง / ภาพ โดยไตรเทพ ไกรงู

              บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เป็นผู้นำด้านเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร ที่ดำเนินธุรกิจและบริหารงานอย่างมีคุณธรรมและจริยธรรมมาโดยตลอด จึงไม่เพียงมุ่งเน้นให้พนักงานของบริษัทเป็นคนเก่งด้านการทำงานเท่านั้น ยังปลูกฝังให้เป็นคนดีมีจริยธรรม ผ่านโครงการ “ส่งเสริมจริยธรรมองค์การ” เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้พนักงานได้ตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องดังกล่าว และสามารถนำมาใช้เป็นแนวทางในการดำรงชีวิตประจำวันและปรับใช้ในการทำงาน โดยที่ผ่านมาได้หมุนเวียนไปจัดกิจกรรมในโรงงานต่างๆ ภายใต้การนำของนายชินทัต เวียร์สุวรรณ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สำนักส่งเสริมจริยธรรมองค์การซีพีเอฟ
 
              ทั้งนี้ ซีพีเอฟได้นิมนต์พระนักเทศน์ที่มีชื่อเวียงมาจัดบรรยายธรรมให้พนักงานของบริษัทในเครือ มากกว่า ๓๐ ครั้งแล้ว โดยกระจายไปตามโรงงานต่างๆ ทั่วประเทศ ทั้งนี้ผู้บริหารได้ประกาศเป็นนโยบายที่ว่า "ในวันจัดฟังธรรมนั้นพนักงานคนใดที่มาร่วมกิจกรรมถือว่าเป็นการทำงานอย่างหนึ่ง ไม่ถูกตัดชั่วโมงทำงาน" ซึ่งมีกระแสตอบรับที่ดีมากจากพนักงาน
 
              “บริษัทซีพีเขาจ้างผมมาทำบุญและเผยแผ่ธรรม จะมีงานในตำแหน่งใดของบริษัทที่จะได้ฟังธรรม ได้รู้จักกับพระนักเทศน์ พระนักปฏิบัติธรรม มีโอกาสได้ไปวัด ได้ทำบุญ เป็นคนนำบุญนำธรรมให้กับของพนักงานของบริษัทได้โดยไม่ต้องไปวัด ที่สำคัญคือได้ทั้งบุญได้ทั้งเงินเดือน จะมีงานในตำแหน่งใดของบริษัทที่ได้อย่างผมบ้าง” นี่เป็นคำพูดของนายชินทัต
 
              ทั้งนี้นายชินทัต ได้ขยายความให้ฟังว่า ตำแหน่งหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมานั้น ด้วยนิสัยเป็นคนชอบอ่านหนังสือ เข้าวัด และปฏิบัติธรรมมาตั้งแต่เด็ก เมื่อผู้บริหารมีนโยบายเรื่องปลูกฝังและสร้างจริยธรรมในองค์กรก็อาสาสมัครมาทำงานโดยไม่เคยคิดว่าเป็นการถูกลดตำแหน่งแต่อย่างใด แต่กลับมาองว่าบริษัทจ้างมาทำงานบุญมากกว่า ซึ่งทุกๆ วัน นอกจากคิดเรื่องนิมนต์พระนักเทศน์ แล้วยังจะต้องคิดเตรียมหัวข้อธรรมที่สำหรับพระมาเทศน์แต่ละโรงงาน ทั้งนี้ เพื่อให้ได้ประโยชน์มากที่สุด พระจะไม่ต้องเทศนอกประเด็น
 
              แม้ว่าแผนกนี้จะเปิดมาได้เพียง ๑ ปี เศษๆ แต่ก็ได้รู้จักกับพระนักเทศน์หลายสิบรูป ที่ผ่านมาได้นิมนต์พระมาเทศน์กว่า ๓๐ ครั้ง เท่ากับได้ฟังธรรมพร้อมๆ กับพนักงานกว่า ๓๐ ครั้งเช่นกัน หากได้ทำงานตรงจุดนี้และตำแหน่งนี้ไปจนเกษียณ ก็จะขึ้นชื่อว่าเป็นพนักงานของคนเดียวของเครือซีพีที่ได้รับฟังธรรมมากที่สุด ไม่มีตำแหน่งใดในบริษัทที่เรียกว่า “ได้ทั้งตังค์ได้ทั้งธรรม”
 
              อย่างไรก็ตามในฐานะที่ทำงานด้านส่งเสริมการลงทุนมาก่อน นายชินทัต บอกว่า นักลงทุนส่วนใหญ่จะมองถึงเรื่องแหล่งที่มาของเงินลงทุน เทคโนโลยีการผลิต ที่ตั้งของสถานประกอบการ ซึ่งไม่ใช่เรื่องถูกต้องเสียทั้งหมด สิ่งหนึ่งที่นักลงทุนต้องให้ความสำคัญมากกว่าที่เป็นอยู่ คือ คนทำงานไม่ว่าจะเป็นระดับใด ตั้งแต่ยามหน้าประตูไปจนถึงผู้บริหาร เพราะผลประกอบการกำไรหรือขาดทุนอยู่ทีคนทำงานไม่ได้อยู่ที่เครื่องจักรและเทคโนโลยี นักลงทุนสามารถซื้อทุกสิ่งทุกอย่ามาอำนวยความสะดวกในการผลิตได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เงินซื้อไม่ได้ คือ พนักงานดีๆ ที่จะมาทำงานเพื่อบริษัท 
 
              บริษัทต้องการคนดีมากกกว่าคนที่มีความรู้ เพราะการที่คนมีความรู้ถ้าไม่เป็นคนดีสอนให้เป็นคนยาก แต่ถ้าเป็นคนดีไม่มีความรู้ สอนความรู้ให้ตรงกับงานสามารถทำได้ เพราะความดีความชั่วอยู่ในกมลสันดาน มันรักษาอยาก สร้างยาก เมื่อเราทำงานก็จะฉลาดในงานไปเรื่อยๆ เพราะถ้าตัวเองไม่พัฒนาจะถูกไล่ออก จะเห็นได้ว่าคนดีจำนวนไม่น้อยที่ทำงานไม่ตรงกับสาขาที่จบมา ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยที่ทำได้ดีกว่าคนที่จบตรงกับสาขานั้นๆ”
 
              "ต้องบอกว่าการที่ได้รับฟังธรรมะปฏิบัติธรรมได้เพียงแค่ปีเดียว จะหวังผลเรื่องการเปลี่ยนในเร็ววันเป็นเรื่องยาก เช่นเดียวกับคนไปฟังธรรมะที่วัดครั้งหรือ ๒ ครั้ง จะให้กลายเป็นคนดีในชั่วข้ามคืนนั้นเป็นเรื่องยาก เพราะเรื่องของผลจากการฟังธรรมะปฏิบัติธรรมต้องวัดกันทั้งชีวิต ซึ่งเรามั่นใจว่าความเปลี่ยนแปลงระยะยาวมีแน่นอน ยิ่งถ้าได้ฟังธรรมะบ่อยเรายิ่งได้สติและปัญญา สามารถแยกแยะความผิดชอบชั่วดีได้" นายชินทัต  กล่าว
 
              ในฐานนะที่เคยทำงานด้านส่งเสริมการลงทุนมาก่อน นายชินทัต พูดให้ข้อคิดว่า  หน่วยงานอื่นไม่จำเป็นเฉพาะซีพีเท่านั้น ทุกหน่วยงานขอให้เห็นความสำคัญของคนดี เพราะเป็นบุคลากรที่ถูกสร้างมาครึ่งทางแล้ว ส่วนความรู้นั้นแค่มาสอนให้ทำอย่างไรให้ได้ตามที่บริษัทต้องการเท่านั้นซึ่งไม่ใช่เรื่องยาก คนที่เรียนอย่างหนึ่งทำงานอีกอย่างหนึ่งเยอะแยะ แต่คนไม่ดีนั้นทำให้เป็นคนดีเป็นเรื่องยากเพราะถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เล็ก

 

ธรรมะเพื่อองค์กร
 
              นายชินทัต บอกว่า การปลูกศรัทธาต้องเริ่มจากสิ่งง่ายๆ พระที่มีชื่อเสียง จะถูกเลือกเป็นอันดับแรก แต่มีข้อแม้ว่าธรรมของท่านฟังง่าย เข้าใจง่าย เอาไปใช้แล้วได้ประโยชน์จริง เช่น พระพะยอม แห่งวัดสวนแก้ว ท่านมีประสบการณ์เทศน์มานาน เทศน์กี่ครั้งฟังแล้วไม่เบื่อ อีกรูปหนึ่ง คือ พระมหาปนอม วัดจากแดง จ.สมุทรปราการ ท่านมีความรู้เรื่องพระไตรปิฎกที่แตกฉานมาก
 
              ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบระหว่างเชิญวิทยากรมาบรรยาย กับเชิญพระมาเทศน์ ถ้าเป็นวิทยากรเราจะได้ความรู้ด้านเดียว ส่วนค่าใช้จ่ายทั้งเวลาตั้งเป็นไปตามที่กำหนดเท่านั้น แต่การนิมนต์พระ นอกจากได้ธรรมะแล้ว ท่านยังสอดแทรกการบริหารงานเข้าไปด้วย ส่วนเวลาและค่าใช้จ่ายนั้นท่านไม่ได้กำหนดกฎเกณฑ์อะไร
 
              อย่างไรก็ตามเมื่อเว้นว่างจากการทำงาน นายชินทัตก็จะเขียนธรรมง่ายเผยแผ่ในองค์ เช่นเรื่อง "พระท่านว่า" ธรรมอันดีงามที่ควรมีไว้ในใจเพราะจะเกื้อหนุนให้การรักษาศีล ๕ เป็นไปอย่างง่ายดายและมั่นคง ธรรมดังกล่าวมี ๕ ประการ คือ 
 
              ๑.เมตตากรุณา คือ ความรักใคร่ความปรารถนาดีที่จะให้ผู้อื่นมีความสุขความเจริญ  ช่วยเหลือ แนะนำสงเคราะห์ให้เขาพ้นทุกข์
 
              ๒.สัมมาอาชีวะ คือ การทำมาหากินโดยสุจริตถูกต้องตามทำนองคลองธรรม เช่นไม่ค้ามนุษย์ ไม่ค้าอาวุธ ไม่ขายสิ่งเสพติดหรือการพนันขันต่อ ฯลฯ
 
              ๓.กามสังวร คือ ความสำรวมระวังตนไม่ให้หลงใหลไปกับกามรมณ์ ทั้งรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ความเย้ายวนของสตรี การพนัน การเที่ยวกลางคืนคลุกเคล้าสุรานารี
 
              ๔.สัจจะ คือ ความจริง ความซื่อตรงความซื่อสัตย์ไม่โกง ไม่เจ้าเล่ห์ กะล่อน ตลบตะแลง  ไม่เนรคุณ
 
              ๕.สติสัมปชัญญะ คือ การรู้ตัวอยู่เสมอว่าคิดอะไร ทำอะไร ดีหรือไม่ดี เป็นกุศลหรืออกุศล ไม่มัวเมาประมาท เตือนตัวเองไม่ให้ทำชั่วหรือตกเป็นเครื่องมือของคนพาล
 
              ธรรมดังกล่าวนี้จะช่วยประคับประคองจิตใจให้ง่ายต่อการรักษาศีล ๕ อันเป็นบาทฐานในการเจริญปัญญาในโอกาสต่อไป

"}])