
เทียนพรรษาจรัสแสงสู้ไฟใต้มั่นในศาสนกิจ
เทียนพรรษาจรัสแสงสู้ไฟใต้ในคืนวันที่สงฆ์สาวก๑,๐๓๘ รูปยังคงมั่นในศาสนกิจ : เรื่อง / ภาพ โดยสุพิชฌาย์ รัตนะ / ศูนย์ข่าวภาคใต้
"เทศกาลเข้าพรรษา" ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีพิธีรีตองไม่เหมือนภูมิภาคอื่น ด้วยเพราะสถานการณ์ที่ไม่เอื้ออำนวยจึงมีเพียงพิธีกรรมทางศาสนาในแบบฉบับที่ดำเนินไปแบบรวบรัดกระชับ ฉับไว เพื่อสอดรับกับการมาตรการรักษาความปลอดภัยมากที่สุด แต่ไม่ว่าแรงลมจากความไม่สงบจะกระพือแรงแค่ไหน ก็มิอาจทัดทานเจตจำนงของชาวพุทธในดินแดนแห่งนี้ให้มอดดับลงไปได้ แม้นว่าปริมาณของชาวพุทธที่อาศัยในปัตตานี ยะลา และนราธิวาสจะเหยื่อเพียงไม่กี่หยิบมือเท่านั้นก็ตาม
ดังนั้น “เทศกาลงานเข้าพรรษา” คือบุญที่สร้างสุขเล็กๆ ให้ชาวไทยพุทธในดินแดนปลายด้ามขวาน ณ เวลานี้ เพราะหากไล่เรียงนับนิ้วดูแล้ว นี่คือหนึ่งในไม่กี่สิ่งอย่างที่เหลืออยู่ ซึ่งพอจะช่วยสร้างความอิ่มเอมใจได้ในวันที่แผ่นดินแห่งนี้ยังระอุไปด้วยความร้อนแรงของอุณหภูมิจากเหตุการณ์ความไม่สงบ การหล่อและนำเทียนพรรษาเข้าสู่วัดในพื้นที่แห่งนี้ ในช่วงตลอด ๘ ขวบปีเต็ม ยังคงช่วยให้เหล่าพุทธบริษัท ยังมีรอยยิ้มอิ่มเอมเต็มใบหน้า เพราะการได้หลอมรวมใจหล่อเทียนพรรษาเข้าวัดเพื่อช่วยสืบสานไฟแห่งเทียนธรรมของพระพุทธศาสนาให้โชนส่องสว่างแจ่มจรัสอยู่ในดินแดนแห่งนี้สืบไปนั่นเอง
พ.อ.อัตถเดช มาถนอม รองเสนาธิการ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค ๔ ส่วนหน้า นายทหารผู้ดูแลวัดและชาวพุทธใน ๒ จังหวัด บอกว่า งานบุญออกพรรษาในปีนี้เป็นภารกิจสำคัญที่บรรดารั้วของชาติจะร่วมกับเหล่าพุทธบริษัทในพื้นที่ปัตตานี ยะลา และนราธิวาสขับเคลื่อนเทียนธรรมเข้าสู่วัดในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ โดยจะให้กองกำลังที่ตั้งฐานอยู่ใกล้วัดทุกแห่งร่วมกันถวายเทียนพรรษาด้วยเพื่อร่วมกันทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และสร้างขวัญให้ชาวพุทธในการร่วมกันทำกิจกรรมเนื่องในวันสำคัญร่วมกัน เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยที่ตั้งฐานปฏิบัติการใกล้วัดจะร่วมกับชาวบ้านไป “ถวายเทียน” ที่วัด ให้ชาวพุทธสัมผัสได้ถึงบรรยากาศเหมือนเมื่อครั้งวันวานให้ได้มากที่สุด รวมถึงการดูแลความเรียบร้อยให้พุทธศาสนิกชนที่มาทำบุญระหว่างการเดินทางไป-กลับวัดอย่างปลอดภัย
สำหรับวัดและสำนักสงฆ์ในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ จากข้อมูลล่าสุดที่สำรวจโดยพุทธสมาคมจังหวัดยะลา ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) พบว่าในพื้นที่มีวัดและสำนักสงฆ์ทั้งหมด ๒๔๘ แห่ง และมีพระและสามเณรจำนวน ๑,๐๓๘ รูปเท่านั้น ประกอบด้วย จ.ยะลา ๖๓ แห่ง มีพระ ๒๖๙ รูป, จ.ปัตตานี ๙๒ แห่ง มีพระ ๔๓๖ รูป และ จ.นราธิวาส ๙๓ แห่ง มีพระ ๓๓๓ รูป โดยในช่วงเข้าพรรษาปีนี้ทุกฝ่ายได้ตั้งเป้าพยายามที่จะขับเคลื่อนภารกิจการทำบุญให้ได้ครบทุกวัด
“พระสุทธิสมณวัตร” เจ้าอาวาสวัดมุจลินทวาปีวิหาร หรือ วัดตุยง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี กล่าวว่า สำหรับภิกษุตลอด ๓ เดือนจะศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ได้ก็ต่อเมื่อได้เทียนธรรมส่องแสงจากญาติโยม ดังนั้นหากไม่มีเปลวไฟจากดวงประทีปที่หลอมขึ้นด้วยศรัทธาของชาวพุทธในพื้นที่ก็คงไม่มีภิกษุสงฆ์จำวัดเพื่อศึกษาพระไตรปิฎกได้ในวาระหนึ่งพรรษา ดังนั้น สองสิ่งนี้ต้องอยู่คู่เพื่อเกื้อกูลกัน ไม่ว่าวันนี้สถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้จะเป็นไปอย่างไรก็ตาม
ขณะที่ “พระครูโสภิตโพธิคุณ” เจ้าอาวาสวัดศรีมหาโพธิ์ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี กล่าวว่า การถวายเทียนพรรษาในวัดชายแดนภาคใต้แม้นจะไม่คึกคักมากนัก หากเทียบกับพื้นที่อื่น แต่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการปฏิบัติอย่างสืบเนื่องทุกปี เพื่ออย่างน้อยเชื่อว่า แสงสว่างแห่งเทียนจะช่วยให้พระภิกษุ สามเณรได้มีแสงสว่างในการศึกษาพระธรรมในห้วง ๓ เดือนตามประเพณีที่เคยปฏิบัติสืบทอดกันมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล แม้นสถานการณ์จะไม่ปกติ แต่เมื่อถึงวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาสิ่งที่น่ายินดีนั่นคือชาวพุทธในพื้นที่ไม่เคยทิ้งวัด อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่อีกทางหนึ่ง ทำให้บุญเข้าพรรษามีความหมายกับชาวพุทธมาก
ด้านพระครูปราโมทย์สีตคุณ เจ้าอาวาสวัดทรายขาว จ.ปัตตานี พูดไว้อย่างน่าคิดว่า "ไม่ว่าสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้จะเป็นเช่นใด แต่หากพุทธศาสนิกชนทุกหมู่เหล่ายังคงความกลมเกลียว และรักใคร่อย่างเข้มแข็ง จะเป็นเสมือนไม้ค้ำจุนหนุนให้พระพุทธศาสนาให้คงอยู่สืบไป และที่สำคัญในเทศกาลเข้าพรรษา เปลวเทียนธรรมจะยิ่งส่องไสวแรงกล้า หากพลังศรัทธาจากพุทธบริษัทไม่ไหวหวั่นต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้เหล่าพระภิกษุสงฆ์ และสามเณรสามารถศึกษาปฏิบัติธรรมในศาสนสถานได้ตลอด ๓ เดือนเต็ม"



