
พบ'พระพุทธรูปปางตะเบ๊ะ'400ปี
ฮือฮาพบพระพุทธรูปปางตะเบ๊ะอายุกว่า 400 ปีที่วัดสนามเหนือปากเกร็ด ร.3 พระราชทานไว้ ผู้ว่าฯนนท์เตรียมผลักดันเป็นแหล่งท่องเที่ยวโบราณสถานแห่งใหม่ นักท่องเที่ยวแห่ปิดทองมีดยักษ์เมืองสุพรรณ
วันที่ 31 กรกฏาคม ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้านในเขตอำเภอปากเกร็ด จ.นนทบุรีว่า ทางวัดสนามเหนือ หมู่ 3 ต.ปากเกร็ด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ได้อัญเชิญพระพุทธรูปปางเกศธาตุหรือที่ชาวบ้านเรียกขานกันง่ายๆว่า ปางตะเบ๊ะ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่แตกต่างจากปางทั่วๆไปที่ได้เคยพบเห็น ซึ่งทางวัดได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล่าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 อายุกว่า 400 ปี ออกจากวิหารเก่าเพื่อนำมาเปิดให้ประชาชนทั่วไปได้มีโอกาสเข้ามากราบสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคลและมีโอกาสหาชมได้น้อยมาก
ผู้สื่อข่าวจึงได้เดินทางไปตรวจสอบยังวัดสนามเหนือทราบว่า เป็นวัดที่ประชาชนทั่วไปนิยมนำรถมาจอดก่อนขึ้นเรือข้ามฟากไปยังเกาะเกร็ด โดยได้พบกับพระอภิเชษฐ์ ถาวรกิจัตโต พระเลขานุการเจ้าอาวาสวัดสนามเหนือ เปิดเผยว่า วัดสนามเหนือแห่งนี้เป็นวัดที่สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อประมาณ 1 ปีที่ผ่านมาทางวัดได้อัญเชิญพระพุทธรูปปางพระเกศธาตุหรือที่ชาวบ้านทั่วไปมักชอบเรียกว่า ปางตะเบ๊ะ ซึ่งเป็นความหมายผิด ออกมาจากวิหารเก่าหลังได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล่าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 อายุกว่า 400 ปี อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ที่พระอุโบสถหลังใหม่เพื่อให้พุทธศาสนิกชนประชาชนทั่วไป ได้มีโอกาสกราบไหว้เพื่อความเป็นสิริมงคล และยังได้ชมพระพุทธรูปปางพิเศษที่หาชมได้ยากและไม่ค่อยมีใครได้พบเห็นได้ง่าย ๆ อีกด้วย
พระอภิเชษฐ์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้พระพุทธรูปปางเกศธาตุองค์นี้ได้ถูกคนร้ายเข้ามาโจรกรรมไปจากวัดแล้วหลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ได้กลับคืนมาสู่วัดมาโดยเสมอ โดยไม่รู้เหตุผลที่คนร้ายนำมาคืนไว้ ทำให้ทางวัดจึงตัดสินใจอัญเชิญจากวิหารเก่ามาประดิษฐานที่โบสถ์หลังใหม่เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสมากราบไหว้ดีกว่านำไปเก็บซุกซ่อนไว้ เนื่องจากภายในโบสถ์หลังใหม่ทางวัดได้ทำการติดกล้องวงจรปิดและมีพระสงฆ์ลงทำวัตรเช้าเย็น จึงน่าจะเป็นการที่ปลอดภัยกว่าไว้ในวิหารเดิม ที่ไม่ค่อยมีผู้คนผ่านไปมา
พระอภิเชษฐ์ กล่าวต่อว่า สำหรับพระพุทธรูปปางเกศธาตุนั้นเท่าที่สืบทราบประวัติมาพบว่า ในประเทศไทยมีเพียง 3 องค์เท่านั้นที่ได้รับพระราชทานจากรัชกาลที่ 3 คือ วัดแรกคือวัดบวรนิเวศน์ วัดที่สองเป็นวัดแห่งหนึ่งทางภาคเหนือ ส่วนวัดสุดท้ายก็เป็นที่วัดสนามเหนือแห่งนี้ และสันนิฐานว่าพระพุทธรูปปางดังกล่าวถูกสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งต่อมาน่าจะมีผู้นำไปถวายให้กับรัชกาลที่ 3 จนกระทั่งต่อมารัชกาลที่ 3 จึงได้พระราชทานให้กับวัดทั้ง 3 แห่งอีกที
สำหรับประวัติที่มาของพระพุทธรูปปางดังกล่าวนี้ เกิดขึ้นในสมัยพุทธกาล ซึ่งมีพ่อค้า 3 คนมีความศรัทธาในพระพุทธศาสนา จึงปวารณาตนรับใช้พระพุทธศาสนา ต่อมาเมื่อพ่อค้าทั้ง 3 คนจะเดินทางกลับประเทศศรีลังกา ได้เข้าไปกราบทูลพระพุทธเจ้าว่า อยากได้ตัวแทนของพระพุทธเจ้ากลับไปยังประเทศเพื่อเผยแพร่พระพุทธศาสนา แต่พระพุทธเจ้าไม่มีอะไรจะมอบให้พ่อค้าทั้ง 3 คน พระพุทธเจ้าจึงได้ใช้พระหัตถ์ลูบพระเกศา และได้พระเกศามาแปดเส้น จึงประทานให้กับพ่อค้าทั้ง 3 คนไป จากนั้นพ่อค้าทั้ง 3 คน จึงนำพระเกศาของพระพุทธเจ้ากลับไปประดิษฐานที่ประเทศศรีลังกาโดยได้สร้างพระเจดีย์ครอบไว้มาจนถึงปัจจุบัน และพระพุทธรูปปางเกศธาตุปางนี้ มีความเชื่อกันว่า ประชาชนที่ประกอบสัมมาชีพทำมาค้าขายเมื่อมาขอพรแล้วจะประสบความสำเร็จ เนื่องจากเป็นปางพระพุทธรูปที่เกิดขึ้นจากกลุ่มพ่อค้าในสมัยพุทธกาล
พระอภิเชษฐ์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาประชาชนทั่วไปไม่ค่อยรู้ว่าที่วัดแห่งนี้มีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่หาชมได้ยากอยู่ในวัดแห่ง จึงแค่นำรถมาจอดที่วัดแห่งนี้แล้วเดินไปขึ้นเรือเพื่อข้ามไปแต่เกาะเกร็ดเท่านั้น ซึ่งทางวัดเองก็อยากให้ทางจังหวัดเข้ามาให้การสนับสนุน ปรับปรุงภูมิทัศน์ของวัดแห่งนี้ให้สวยงามเหมือนโบราณสถานของวัดอื่น เพื่อให้ผู้คนที่สนใจเดินทางมาที่วัดมากขึ้น ซึ่งจะเป็นการช่วยสนับสนุนการท่องเที่ยวของทางจังหวัดได้อีกที รวมทั้งวิธีการป้องกันไม่ให้พระพุทธรูปถูกโจรกรรมจากคนร้ายได้อีก เพราะในปัจจุบันนี้นอกจากที่วัดสนามเหนือเพียงแห่งเดียวเท่านั้น ที่เปิดให้ประชาชนได้มีโอกาสเข้ามากราบสักการะอย่างใกล้ชิด ส่วนอีก 2 วัดที่เหลือยังไม่ได้เปิดให้สักการะอย่างใกล้ชิด ซึ่งทางวัดสนามเหนือจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้ากราบสักการะได้ทุกวันหยุดเท่านั้น โดยเริ่มเปิดโบสถ์ตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็นเท่านั้น
ด้านนายวิเชียร พุฒิวิญญู ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี กล่าวว่า หลังทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว ทางจังหวัดยินดีที่จะสนับสนุนงบประมาณและผลักดันวัดสนามเหนือ ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางพระพุทธศาสนาต่อไป ซึ่งจะทำให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเกาะเกร็ดโดยอาศัยลานจอดรถของวัดสนามเหนือ ได้มีโอกาสเข้ากราบไหว้ ขอพรจากพระพุทธรูปปางเกศธาตุสมัยกรุงศรีอยุธยาซึ่งมีอายุกว่า 400 ปีที่หาชมได้ยากก่อนเดินทางข้ามไปเกาะเกร็ดอีกด้วย ถือเป็นเรื่องอันซีนของจังหวัดเลยก็ว่าได้ ซึ่งหลังจากนี้ทางจังหวัดจะประสานให้ทางสำนักพระพุทธศาสนาเข้าไปดูแลในเรื่องของการรกษาความปลอดภัยให้กับองค์พระ เพื่อเตรียมผลักดันเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันซีนใหม่ของจังหวดนนทบุรีต่อไป
นักท่องเที่ยวแห่ปิดทองมีดยักษ์เมืองสุพรรณ
ขณะที่ที่วัดเณรพลาย ต.วังน้ำซับ อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี ชาวบ้านจำนวนมากแห่ปิดทองมีดยักษ์ ตัดหวายลูกนิมิตที่ใหญ่และหนักที่สุดในโลก น้ำหนัก 1,000 กิโลกรัม หรือ 1 ตัน ยาว 520 ซม. สูง 120 ซม. ที่ตั้งอยู่ในโบสถ์ทรงจตุรมุข แห่งเดียวในจ.สุพรรณบุรี พระอธิการสันทัด รัตนญาโน เจ้าอาวาสวัดเถรพลาย กล่าวว่าทางวัดได้สร้างมีดยักษ์มาตัดหวายลูกนิมิต เมื่อช่วงงานปิดทองฝังลูกนิมิต เมื่อปี 2535 ซึ่งเป็นโบสถ์ทรงจตุรมุข มีหนึ่งเดียวในจังหวัดสุพรรณบุรี ทางวัดจึงได้สร้างมีดตัดหวายลูกนิมิตยักษ์ขึ้นมาเป็นที่ระลึก โดยมีพระเกจิชื่อดังจากทั่วจังหวัดสุพรรณบุรี มาประกอบพิธีปลุกเสกมีดยักษ์นี้ ซึ่งทางวัดได้เก็บไว้ในโบสถ์ โดยจะมีชาวบ้านและนักท่องเที่ยวมากราบไหว้ขอพรพระประธานและยอดเจดีย์เนื้อสัมฤทธิ์อายุกว่า 300 ปีภายในโบสถ์ และยังได้ปิดทอง อธิฐานขอพรกับมีดยักษ์ พร้อมกับเดินลอดมีดยักษ์อีกด้วย เพราะชาวบ้านเชื่อกันว่าหากได้มาปิดทองมีดยักษ์จะเป็นสิริมงคลต่อชีวิตและครอบครัว ซึ่งทุกคนที่มาปิดทองมีดยักษ์จะได้เดินลอดมีดยักษ์ เนื่องจากเชื่อกันว่าจะเป็นการตัดกรรมที่ทุกคนไม่ได้ตั้งใจก่อเอาไว้ จะเพิ่มความเป็นสิริมงคลต่อชีวิตและครอบครัวด้วย
นายเสวย ทองแดง คณะกรรมวัด กล่าวว่าที่ผ่านมามีประชาชนและนักท่องเที่ยวเดินทางมากราบไหว้พระพุทธรูป พระประธานในพระโบสถ์อย่างต่อเนื่อง และยังได้มาปิดทองมีดยักษ์ที่ใหญ่และหนักที่สุดในโลก ซึ่งนักเสี่ยงโชคส่วนใหญ่จะพากันมาเสี่ยงโชคหาเลขเด็ดที่มีดยักษ์แล้วนำไปซื้อลอตเตอรี่ มีผู้โชคดีถูกลอตเตอรี่ ติดต่อกันมาหลายงวดแล้ว ซึ่งทางวัดไม่ได้สนับสนุนให้ประชานและนักท่องเที่ยวมาเสี่ยงโชคแบบนี้ แต่เป็นความเชื่อของแต่ละบุคคล และเป็นโชควาสนาของแต่ละคนด้วย



