พระเครื่อง

มทภ.๔สร้าง'พระศรีศากยมุนีฯ'พลังใจดับไฟใต้

มทภ.๔สร้าง'พระศรีศากยมุนีฯ'พลังใจดับไฟใต้

28 ก.ค. 2555

พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ สร้าง 'พระศรีศากยมุนีพุทธโคดม' เพิ่มพลังใจดับไฟใต้ : สรณะคนดัง เรื่อง/ภาพ โดยสุพิชฌาย์ รัตนะ / ศูนย์ข่าวภาคใต้

              พระศรีศากยมุนีพุทธโคดม เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยทรงเครื่องจักรพรรดิ ประทับบัลลังก์มุจลินทร์นาคราชเจ็ดเศียร มีขนาดหน้าตักกว้าง ๒๕๙ เซนติเมตร เฉพาะองค์พระสูง ๓๙๐ เซนติเมตร สำหรับองค์มุจลินทร์นาคราชฐานกว้าง ๒๕๙ เซนติเมตร ส่วนสูง ๗๐๐ เซนติเมตร ฐานรองรับประดิษฐานพระศรีศากยมุนีพุทธโคดม กว้าง ๑๐x๑๐ เมตร สูง ๗ เมตร ประดิษฐานบนยอดเขาตูม ในค่ายสิรินธร ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี
 
               ทั้งนี้ “พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์” แม่ทัพภาคที่๔ / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค ๔ ได้มีดำริให้จัดสร้างศูนย์รวมจิตใจพี่น้องไทยพุทธนั่นคือ “พระศรีศากยมุนีพุทธโคดม” โดยการดำเนินการก่อสร้างรวมถึงการออกแบบต่างๆ นั้น ได้มี พ.อ.ปริยารณ มัชฌิมวงศ์ รองเสนาธิการกองทัพภาคที่ ๔ เป็นผู้ออกแบบ และรับผิดชอบในการดำเนินการจัดสร้าง เป็นพระปางนาคปรก ซึ่งเป็นพระประจำวันเสาร์ อันเป็นวันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์พระราชทานนามค่ายสิรินธร
 
               "เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาให้พุทธศาสนิกชนเกิดพุทธานุสติ และเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา ครบ ๗ รอบ ๘๔ พรรษา (๕ธันวาคม ๒๕๕๔) กอปรด้วยเป็นปีพุทธชยันตีแห่งการตรัสรู้ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นปีที่ ๒,๖๐๐ อีกทั้งเพื่อยึดเหนี่ยวจิตใจประชาชนและผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้เกิดความสงบสุขร่มเย็น" นี่เป็นความตั้งใจอันแน่วแน่ของพล.ท.อุดมชัย
 
               พล.ท.อุดมชัย เล่าให้ฟังว่า พระศรีศากยมุนีพุทธโคดม เป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ นี่คือภาพสะท้อนอันชัดเจนในการสร้างศรัทธาร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่และชาวบ้าน เนื่องจากการดำเนินการไม่กี่ขวบเดือนเท่านั้น จากพื้นที่ว่างเปล่าได้กลายสภาพเป็นศูนย์กลางรวมใจของผู้คนในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ได้อย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งปรากฏการณ์เหล่านี้ล้วนเกิดจากคลื่นศรัทธาของทุกภาคส่วนในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ที่หลั่งไหลมาจากทั่วทุกทิศทางนั่นเอง
 
               วันนี้พระศรีศากยมุนีพุทธโคดม ไม่ได้มีเพียงแค่สัญลักษณ์อันเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจทางพระพุทธศาสนาเท่านั้น แต่ยังได้เห็นการร่วมแรงร่วมใจของพี่น้องประชาชน พ่อค้า ข้าราชการ กับเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานในการช่วยกันขับเคลื่อนการดำเนินการจัดสร้างจนแล้วเสร็จ และประกอบพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ สมโภชพระศรีศากยมุนีพุทธโคดม เมื่อวันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๕๕ ที่ผ่านมา ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงพุทธศาสนิกชนจากจังหวัดชายแดนภาคใต้และพื้นที่อื่นๆ เข้าร่วมในพิธี บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ สมโภชพระศรีศากยมุนีพุทธโคดมเป็นจำนวนมาก  
 
               “ทุกชีวิตในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ณ เวลานี้ ขวัญ และ กำลังใจ คือ สิ่งสำคัญ เพราะนี่คือพลังที่จะช่วยให้ทุกๆ คนไม่ว่าจะเป็นประชาชน รวมไปถึงเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ร่วมกันก้าวย่างไปสู่เส้นทางแห่งสันติสุขได้อย่างองอาจ ผมเชื่อว่า การสร้างขวัญนั้นเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งภาพพลังศรัทธาเช่นนี้ทำให้ทุกฝ่ายที่ได้เห็นและอยู่ร่วมในเหตุการณ์ตั้งแต่เริ่มจนถึงวันนี้มีแต่ความอิ่มเอมใจ เพราะปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้คลายทุกข์ให้ประชาชนในพื้นที่แห่งนี้ระดับหนึ่งแล้วจึงเป็นดังสัญลักษณ์หนึ่งที่หลอมรวมใจให้ทุกคนมีพลังในการร่วมกันก้าวเดินฝ่าสถานการณ์วิกฤติปัญหาชายแดนภาคใต้ไปได้แน่นอน” พล.ท.อุดมชัย กล่าว
 
               ด้วยภารกิจหน้าที่ของ "แม่ทัพภาคที่ ๔" ซึ่งแน่นอนว่าต้องดูแลพื้นที่ทั้ง ๑๔ จังหวัดภาคใต้ แต่ด้วยความพิเศษของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เป็นสังคมแห่งพหุวัฒนธรรม หรือวัฒนธรรมที่มีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องชาวไทยพุทธ ชาวไทยมุสลิม และชาวไทยเชื้อสายจีน ซึ่งทุกเชื้อชาติศาสนาล้วนมีวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณี รวมถึงหลักการปฏิบัติที่อาจแตกต่างกันไป แต่จะทำอย่างไรให้สิ่งเหล่านี้อยู่ร่วมกันได้อย่างมิตรไมตรี
 
               ทั้งนี้ พล.ท.อุดมชัย จะให้ความสำคัญในการดูแลเป็นพิเศษ ซึ่งไม่เฉพาะนโยบายเท่านั้นที่ต้องปฏิบัติ หากแต่ต้องอาศัยความเข้าใจ การเรียนรู้ มุมมองและมิติการแก้ไขปัญหาที่สอดคล้องกัน ดังนั้นตลอดการทำหน้าที่ของแม่ทัพภาคที่ ๔ ในห้วงที่ผ่านมา ในฐานะพุทธศาสนิกชนคนหนึ่ง สิ่งที่ยึดถือเป็นสรณะมาโดยตลอด นั่นคือ หลัก “พรหมวิหาร ๔” และ “อิทธิบาท ๔” เพราะทั้งสองสิ่งนี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับชีวิตและการปฏิบัติราชการในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ได้เป็นอย่างดี
 
               นอกจากนี้สิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับแม่ทัพภาคที่ ๔ ตลอดเส้นทางการปฏิบัติราชการในสนามชายแดนภาคใต้ นั่นคือ การระลึกถึง “พระคุณพ่อและแม่” ซึ่งเป็นพระอรหันต์ในชีวิต โดยจะพกภาพถ่ายของพ่อและแม่ติดตัวตลอด ด้วยเชื่อว่าผู้ใดมีความกตัญญูและรู้คุณพ่อแม่ ผู้นั้นจะได้รับพรอันประเสริฐคุ้มครองลมหายใจเราไปตลอด เพราะท่านทั้งสองถือเป็นพระผู้ให้ชีวิตเรา และอีกสิ่งที่กราบสักการะอยู่เสมอ นั่นคือ "หลวงพ่อทวด” วัดช้างให้ และมีพระหลวงพ่อทวดที่ได้มาจากครอบครัวพกติดตัวไว้เพื่อความสิริมงคล อีกทั้งมักจะหาโอกาสไปสักการะรูปเหมือนที่วัดช้างให้เสมอๆ เพื่อเป็นสิริมงคล รวมถึงช่วยทำบุญตามวัดต่างๆ เพื่อร่วมทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาอีกทางนั่นเอง
 

 “หลักศาสนาสร้างสันติสุข”
 
               ด้วยเส้นทางการรับราชการทหารตลอดช่วงที่ผ่านมา "พล.ท.อุดมชัย" ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ภาคใต้มาโดยตลอด ดังนั้นจึงมีความเข้าใจและผูกพันกับพี่น้องทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนา จึงนำมาสู่เข้าความใจเกี่ยวกับหลักการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภายใต้อย่างถ่องแท้ ภายใต้หลักยุทธศาสตร์พระราชทาน "เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา" ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานเอาไว้ เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้
 
               "เข้าใจ" คือ เข้าใจนโยบาย, บทบาท, หน้าที่ และประวัติความเป็นมา "เข้าถึง" คือเข้าถึงพื้นที่, ประชาชน และผู้นำศาสนา เพื่อรับทราบข้อมูล ความจริง ความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง "พัฒนา" คือ พัฒนาศักยภาพบุคคล,พื้นที่, ข้อมูล เพื่อให้มีความทันสมัยใช้ได้กับแต่ละพื้นที่และแต่ละสถานการณ์ ได้อย่างเหมาะสม
 
               โดยยุทธศาสตร์พระราชทาน "เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา" จึงสามารถใช้ได้กับทุกชนชาติ ที่มีเสรีภาพในการนับถือศาสนาและมีเสรีภาพในการปฏิบัติตามศาสนธรรม และสามารถปฏิบัติพิธีกรรม ตามความเชื่อถือของตนเองได้อย่างสมบูรณ์ หากไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของสังคม เพราะทุกศาสนาไม่ว่าจะเป็น ศาสนาพุทธ, คริสต์, อิสลาม, พราหมณ์, ฮินดู, และศาสนาซิกข์ ล้วนมีคำสอนที่ให้ทุกคนเป็นคนดีเหมือนกัน
 
               ดังนั้นการนับถือศาสนาจึงเป็นเรื่องของสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล ที่จะสามารถเลือกนับถือศาสนาใดก็ได้ ตามความเคารพนับถือ และความเชื่อมั่นศรัทธา นำไปสู่การปฏิบัติตนในวิถีทางที่ถูกต้องและเป็นคนดีของสังคม ซึ่งหากทุกชีวิตเดินในกรอบของศาสนาอันถูกต้องและดีงาม เชื่อว่าสันติสุขจะปรากฏบนดินแดนปลายด้ามขวานทองได้อย่างแน่นอน

"}])