พระเครื่อง

 ความตายทางเลือกของภิกษุณีสุโพธา

ความตายทางเลือกของภิกษุณีสุโพธา

18 ก.ค. 2555

ความตายทางเลือกของภิกษุณีสุโพธา : พึ่งตนพึ่งธรรม โดยสมณะเพาะพุทธ จนฺทเสฏฺโฐ

              การจากไปของ 'สุโพธา ภิกษุณี' แห่งวัตรทรงธรรมกัลยาณี จ.นครปฐม เมื่อตอนเช้ามืดของวันเสาร์ที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๕๕ นับเป็นการจากไปที่ใหญ่ยิ่ง แม้ผู้จากไปจะเป็นเพียงนักบวชหญิงเล็กๆ รูปหนึ่ง
 
              โรคมะเร็งยอดฮิต ได้พรากชีวิตของภิกษุณีสาววัยไม่ถึง ๔๐ ไปด้วยความรู้ตัวทั่วพร้อม หลังจากทนทุกขเวทนาทางกายมาจนถึงโค้งสุดท้ายแห่งชีวิต นักบวชหญิงผู้มีสภาพร่างกายที่ไม่ต่างจาก "กระดาษหุ้มกระดูก" ก็แสดงความกล้าหาญเผชิญหน้ากับมรณะอย่างไม่ประหวั่นพรั่นพรึง ด้วยการถอดสายยางเครื่องช่วยหายใจออกจากจมูกของตนเอง โดยบอกกับคนใกล้เคียงอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า "หลวงพี่จะตายแล้วนะ"
 
              หลังจากนั้นร่างกายของสุโพธาภิกษุณีก็ยังหายใจได้เองอีกชั่วระยะเวลาหนึ่ง ก่อนที่จะสลัดลมหายใจเฮือกสุดท้ายลงอย่างสงบ ท่ามกลางเพื่อนพ้องน้องพี่ในทางธรรมรายรอบที่ร่วมเป็นสักขีพยานให้นักบวชหญิงผู้เป็นแบบอย่างในช่วงวินาทีสุดท้ายกับบทเรียนเรื่อง 'ความตายทางเลือก' นั่นคือ เลือกที่จะไม่ต้องอาศัยสายยางช่วยหายใจไปส่ง สู่ประตูแห่งความตาย
 
              ยิ่งไปกว่านั้น การที่สุโพธาภิกษุณีเลือกที่จะมรณภาพในวัตรทรงธรรมกัลยาณี แทนการจบชีวิตที่โรงพยาบาลตามแบบฉบับของนักบวชและฆราวาสญาติโยมทั่วไป เป็นข้อบ่งชี้ประการหนึ่งถึงความเป็นผู้เลือกเฟ้นอย่างเห็นธรรม ดังที่พระผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบบางท่านก็เลือกที่จะมรณภาพที่วัดมิใช่ที่โรงพยาบาล มี 'พุทธทาสภิกขุ' เป็นอาทิ
 
              ธัมมปณีตาภิกษุณี มารดาผู้ให้กำเนิดของสุโพธาภิกษุณี ผู้ออกบวชพร้อมกันกับลูกสาวเมื่อหลายปีก่อน เปิดเผยว่า โดยทางกาย สุโพธาภิกษุณี เป็นลูกสาว แต่โดยทางจิตวิญญาณ สุโพธาภิกษุณี เป็นครูบาอาจารย์เลยทีเดียว เพราะสุโพธาภิกษุณี มักเป็นผู้กล่าวธรรมให้นักบวชร่วมสำนักได้ฟัง ธัมมปณีตาภิกษุณีผู้เป็นแม่และเป็นลูกศิษย์ของลูกสาว ก็ได้อาศัยฟังธรรมอยู่เนืองๆ นับว่า สุโพธาภิกษุณี เป็น 'อภิชาตบุตรี' โดยแท้จริง
 
              ในทางพระพุทธศาสนา จำแนกบุตรออกเป็น ๓ ประเภท ประกอบด้วย ๑.อวชาตบุตร ได้แก่ บุตรที่ด้อยกว่าพ่อแม่ ๒.อนุชาตบุตร ได้แก่ บุตรที่เสมอกันกับพ่อแม่ และ ๓.อภิชาตบุตร ได้แก่บุตรที่เหนือกว่าพ่อแม่
 
              การออกบวชพร้อมกันทั้งแม่และลูก ของธัมมปณีตาภิกษูณี และสุโพธาภิกษุณี เป็นเรื่องหาได้ไม่ง่ายนัก นับได้ว่านักบวชหญิงทั้งสองท่านล้วนมีอุปนิสัยในทาง 'เนกขัมมบารมี' ทั้งผู้เป็นมารดา และบุตรสาวอย่างน่าสรรเสริญยิ่ง
 
              ธัมมปณีตาภิกษุณี ได้บอกเล่าในวันเดียวกับที่ลูกสาวผู้เป็นครูบาอาจารย์ของท่านได้จากไปว่า ภิกษุณีหลายท่านมักจะผ่านการบวชชีมาก่อน นัยว่าเพื่อเป็นการเตรียมพร้อมกับการใช้ชีวิตนักบวชหญิงโดยสมบูรณ์แบบ แต่สำหรับสุโพธาภิกษุณีกลับมีทางเลือกที่จะใช้ชีวิตเป็น 'เด็กวัด' แทนที่จะบวชชี หมายความว่า ท่านเลือกที่จะเป็นคนรับใช้ใกล้ชิดกับนักบวชหญิงในอารามเป็นอันดับแรก ทำงานรับใช้ทุกอย่างเท่าที่จะทำได้
 
              โดยแท้จริงการทำงานรับใช้ผู้อื่นนี่แหละเป็นการปฏิบัติธรรมทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง และบั้นปลาย เป็นการเรียนรู้ผัสสะเพื่ออ่านเวทนา เข้าไปศึกษาตัณหา อุปาทาน เพื่อการชำระชะล้างอย่างหมดจดสดใส ตามที่ภิกษุณีสุโพธาได้กล่าวไว้ในงาน ๑๐๐ ปี ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ณ สถาบันปรีดี พนมยงค์ ตอนหนึ่งว่า "นักบวชทำงานสองอย่างเท่านั้นเอง คือทำประโยชน์ตน และทำประโยชน์ท่าน"
 
              ผู้เขียนได้ฟังธรรมจากนักบวชหญิง "สุโพธาภิกษุณี" ครั้งแรกก็พบว่า ท่านผู้นี้มีวุฒิภาวะในทางธรรมมิใช่น้อยเลยทีเดียว การเสนอธรรมะเป็นธรรมดาและเป็นธรรมชาติ ไม่มีลักษณะของการเสกสรรปั้นแต่ง แต่ก็ไม่ถึงกับปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรมโดยไม่มีความรับผิดชอบต่อผู้ฟัง ทำให้นึกถึงคำตรัสของพระพุทธเจ้าที่ว่า อย่าดูหมิ่น ๑.ไฟกองน้อย ๒.งูตัวเล็ก ๓.กษัตริย์ทรงพระเยาว์ และ ๔.ภิกษุหนุ่ม แต่ในกรณีนี้ข้อ ๔ น่าจะเป็น "ภิกษุณีสาว"
 
              ในกาลต่อมาได้ทราบข่าวความเจ็บป่วยทางร่างกายของสุโพธาภิกษุณีที่ต่อเนื่องยาวนานมาหลายปีแล้ว ทำให้นึกชื่นชมยิ่งขึ้นในข้อที่ว่า แม้ท่านจะมีร่างกายที่ไม่ปกติแต่ท่านก็ยังมีการแสดงธรรมให้เห็นเป็นปกติ โดยที่ผู้ฟังไม่ทราบเลยว่า กำลังฟังธรรมะจากนักบวชหญิงผู้เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย
 
              ในวันแรกที่สุโพธาภิกษุณีถึงแก่มรณภาพ ผู้เขียนได้เดินทางไปถึงวัตรทรงธรรมกัลยาณีในยามบ่าย มีการต้อนรับเป็นอย่างดีจากนักบวชหญิงและอุบาสิกาในอารามแห่งนี้ เห็นสมควรแล้วที่จะเรียกว่า 'อาราม' ซึ่งแปลว่าสถานที่อันน่ารื่นรมย์ มิใช่แค่พียงเป็น 'อาวาส' ที่แปลว่า เป็นที่อยู่อาศัยของนักบวชเพียงเท่านั้น แม้วัตรทรงธรรมกัลยาณีจะตั้งอยู่ริมถนนเพชรเกษม มีรถยนต์แล่นผ่านตลอดเวลา เสียงรถยนต์ไม่ช่วยให้เกิดความสงบสักเท่าใด แต่บรรยากาศการใช้ชีวิตของนักบวชหญิงในอารามแห่งนี้ทำให้เราได้สัมผัส 'อารามแห่งความสงบ' เป็นความสงบที่เกิดจากภายในมากกว่าที่จะพร่ำเพรียกเรียกหาความสงบที่จะมาจากภายนอก
 
              ธัมมปณีตาภิกษุณี ผู้เป็นมารดาของสุโพธาภิกษุณี และญาติผู้หญิงที่เป็นผู้ใหญ่อีกท่านหนึ่ง ออกมาต้อนรับผู้เขียนพร้อมอุบาสกอีกสองท่านที่เดินทางไปด้วย เราพูดคุยถึงชีวิตและความตายของสุโพธาภิกษุณี ทำให้ทราบเจตนารมณ์ดั้งเดิมของผู้เพิ่งจากไปว่าต้องการบริจาคร่างกายให้กับการเรียนรู้ของนักศึกษาแพทย์ แต่ด้วยร่างกายที่ต้องตายด้วยโรคมะเร็งหรือด้วยข้อจำกัดอื่นใดอีกด้วยก็แล้วแต่ ทำให้ไม่อาจสนองเจตนารมณ์ของสุโพธาภิกษุณีได้ ท่านจึงมีเจตนารมณ์ที่สองว่าจะมอบร่างกายเพื่อเป็นอุบายแห่งมรณสติ โดยจะให้ทำเป็นโครงกระดูกเก็บไว้ให้คนทั้งหลายได้พิจารณาธรรม สำหรับข้อนี้ไม่อาจเป็นไปได้เนื่องจากไม่มีคนช่วยดำเนินการให้เป็นไปตามนั้น จึงเหลือทางเลือกสุดท้าย คือมอบการตัดสินใจให้ "ธัมมนันทาภิกษุณี" เจ้าสำนักแห่งวัตรทรงธรรมกัลยาณี จนได้ข้อสรุปว่าให้นำศพของสุโพธาภิกษุณีไปตั้งบำเพ็ญกุศล ณ วัดพระปฐมเจดีย์ สวดศพสามคืนแล้วจึงเข้าสู่พิธีฌาปนกิจศพให้จบสิ้น

 นักบวชหญิงผู้ยิ่งใหญ่ทางใจจิต
มอบชีวิต..ในร่มเงาพุทธศาสนา
ผู้ออกบวชเบิกบานพร้อมมารดา
สร้างคุณค่าด้วยความคิดชีวิตคน

 เป็นผู้หญิงใช่ผู้แหยยอมแพ้บุรุษ
ความสูงสุดทางธรรมนำมรรคผล
ความสามารถ-บวชเรียนเพียรตน
ความอดทน เพศแม่ ไม่แพ้ชาย

"}])