พระเครื่อง

พระอาจารย์อุเทนแผ่ธรรมผ่านดูหมอ

พระอาจารย์อุเทนแผ่ธรรมผ่านดูหมอ

10 ก.ค. 2555

พระอาจารย์อุเทน สิริสาโรในวันที่..."เผยแผ่ธรรมผ่านการดูหมอ" : เรื่อง ไตรเทพ ไกรงู / ภาพ ประเสริฐ เทพศรี

             "พระอาจารย์อุเทน" หรือ พระครูปลัดอุเทน สิริสาโร เจ้าอาวาสวัดท่าไม้ ต.ท่าไม้ อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ขึ้นชื่อว่าเป็น "พระหมอดูและพระดูหมอ" แถวหน้าของเมืองไทย ในแต่ละวันมีคนไปกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าคิดดูหมอนับร้อยๆ คน ว่ากันว่าถ้าเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ จะต้องไปกรอกแบฟอร์มตั้งแต่ตีห้า เพราะมีคนมาให้ท่านดูหมอประมาณวันละ ๔๐๐-๕๐๐ คน
 
              เมื่อญาติโยมมาถึงวัดหากใครอยากดูหมอก็ให้ติดต่อเจ้าหน้าที่วัด จากนั้นให้กรอกข้อมูลรายละเอียดส่วนตัว เช่น วัน เดือน ปี เกิด สถานที่เกิด บ้านที่อยู่ หมายเลขบัตรประชาชน เบอร์โทรศัพท์ที่ใช้ ดูทุกอย่างมาประกอบกัน ดูฮวงจุ้ยบ้าน โหงวเฮง ดูดวงตามราศีเกิด แล้วนำมารวมกันจากนั้นจะแบ่งเป็นหมวดหมู่ ทั้งหมดมี ๕ กลุ่ม โดยจะบ่งตามราศีและดวง เพราะคนที่เกิดในราศีเดียวกันจะมีดวงที่ใกล้เคียงกัน ทำให้ง่ายต่อการอธิบาย และมีความรวดเร็วในการทำนาย คนที่จัดอยู่ในกลุ่มแรกจะเป็นกลุ่มที่ดวงไม่ดีที่สุด ส่วนคนอยู่กลุ่มสุดท้ายจะเป็นคนดวงดีที่สุด
 
              พิธีกรรมอย่างหนึ่งที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน คือ พิธีกรรมอาบน้ำจันทร์เพ็ญ โดยได้เรียนทำยันต์จันทร์เพ็ญจากตำราเก่าของหลวงปู่รุ่ง ในตำรานั้นมี ๒ แบบ คืน ๑.ทำในคืนจันทร์เพ็ญเดือน ๑๒ หรือวันลอยกระทง ซึ่งปีหนึ่งมีเพียงวันเดียวเท่านั้น และ ๒.ทำในวันพระขึ้น ๑๕ ค่ำ ที่ตรงกับวันพระลงสวดปาฏิโมกข์ ซึ่งทุกคนเข้าพิธีนี้ได้หมด แค่คนที่อยู่ในกลุ่มแรกและกลุ่มที่ ๒ ควรทำพิธีนี้ ระหว่างดำน้ำให้คิดอยู่เสมอว่าให้ใจเย็นเหมือนน้ำ ให้ท่องคาถาจันทร์เพ็ญ โดยมีพระปิดเคราะห์วางไว้บนศีรษะ
 
              ประโยชน์ของการจัดกลุ่มนั้น พระอาจารย์อุเทน บอกว่า ทำให้สามารถดูดวงได้ครั้งละมาก วันหนึ่งเคยดูได้สูงสุดมากถึงประมาณ ๔๐๐-๕๐๐ คน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนมักไปพูดว่ามาพบพระอาจารย์อุเทนนั้นพบได้ยาก ความจริงแล้วที่ยากเพราะไม่มากกว่า ถ้ามาจองคิวตามระเบียบที่วางไว้ได้พบทุกคน แต่คนส่วนใหญ่ไม่มีความอดทน อยากมาแล้วได้พบในทันทีเลย แล้วถ้าทำอย่างนั้นคนที่มารอคิวตั้งแต่ตี ๕ เขาก็ด่าเอาได้ หรืออาจจะถูกตั้งข้อกล่าวหาว่า เพราะรวยถึงลัดคิวได้ แท้ที่จริงแล้วฉันให้สิทธิ์ทุกคนเท่าเทียมกัน จริงๆ แล้วคนเราต้องรู้จักรอบ้าง ถ้าไม่รอก็ไม่ได้
 
              อย่างไรก็ตามหากเปรียบเทียบจำนวนคนแต่ละกลุ่มจะพบว่า คนกลุ่มแรกซึ่งเป็นคนดวงไม่ดีมากที่สุดจะมีมากที่สุด มีกรรมอยู่ในดวงมากว่ากลุ่มอื่นๆ ทั้งสุขภาพ หน้าที่การงาน เงินทอง ทำมาหากิน ครอบครัว ทั้งนี้ จะต้องรับการช่วยเหลือและแก้ไขอย่างเร่งด่วน ส่วนคนที่จัดในกลุ่มที่ ๕ ถือว่าพื้นฐานดวงดีมาก ไม่ต้องทำอะไรชีวิตก็ดีอยู่แล้ว แก้ไขวิถีชีวิตเพียงเล็กน้อยดวงก็ดีขึ้นแล้ว
 
              สำหรับคำถามยอดฮิตที่คนมาดูดวงกับพระอาจารย์อุเทน  คือ “จะรวยไหม ส่วนเรื่องสุขภาพ ความสุขนั้นน้อย” ที่เป็นเช่นนี้ พระอาจารย์อุเทน  บอกว่า เพราะคนมีกิเลส มีความโลภ ขาดปัญญาในแนวทางวิถีพุทธ มีความทุกข์เกี่ยวกับอาชีพที่ทำ
 
              แต่ก็ยังมีคำถามยอดฮิตที่ พระอาจารย์อุเทน ไม่เคยตอบสักครั้งเดียว คือ “คำถามเรื่องความรัก และสามีภรรยา” ทั้งนี้พระอาจารย์อุเทนให้เหตุผลว่า เพราะเรื่องผัวๆเมียๆ เป็นเรื่องภายในของคน ๒ คน คนนอกไม่ควรจะยุ่งเกี่ยว เมื่อตัดสินใจใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันต้องรับผิดชอบด้วยกัน เรื่องความรักมีเรื่องของกิเลสมาครอบงำ มีเรื่องความพอใจไม่พอใจมาเกี่ยวข้อง เราไม่ควรอย่างยิ่งที่จะไปเกี่ยวข้องด้วย
 
              ส่วนวิธีการสะเดาะเคราะห์ที่ดีที่สุด และได้ผลมากที่สุด พระอาจารย์อุเทน บอกว่า จะชี้แนะประการแรกจะเริ่มด้วยการให้ทานก่อน จากนั้นให้รักษาศีลปฏิบัติธรรม เพื่อให้เกิดปัญญา และวิธีการสะเดาะเคราะห์ดีที่สุด และถือว่าเป็นการสะเดาะเคราะห์ได้อย่างถาวรและทำได้ทุกคน ทุกที่ โดยไม่ต้องเสียเงินสักบาท คือ การรักษาศีลและปฏิบัติธรรม ทั้งนี้อาจจะให้เริ่มลด ละ เลิก การกินเนื้อสัตว์ เพราะเป็นการเบียดเบียนชีวิต จากนั้นให้เริ่มรักษาศีล ๕ มากหน่อยก็ให้ถือศีล ๘ จากนั้นจะพัฒนาถึงระดับใดนั้นถือว่าเป็นจริตของคนๆ นั้น
 
              ทั้งนี้ พระอาจารย์อุเทน พูดไว้อย่างน่าคิดว่า "คนที่มาวัดส่วนใหญ่มาด้วยทุกข์ร้อยแปดพันเก้า ที่มีความสุขแล้วน้อยคนนักที่จะมาวัด คนทุกข์มากันทุกระดับ คนจนมาเพื่อให้รวยขึ้น ส่วนรวยมาเพื่อให้รวยกว่าที่เป็นอยู่ คนตกงามมาเพื่อให้ได้งานทำ ส่วนคนที่มีงานทำแล้วมาเพื่อให้ได้เลื่อนตำแหน่งที่สุดขึ้น เมื่อเขามีความทุกข์แล้วมาหาพระ พระก็ต้องแก้ทุกข์ให้ถูกจุด เมื่อเขาพ้นทุกข์ทางโลกก็เริ่มมีอารมณ์ทางธรรม อยู่ๆ เราจะไปเดินจงกรมปฏิบัติธรรมทั้งๆ ที่มีทุกข์ทางโลกคงเป็นเรื่องยาก เราต้องช่วบดับทุกข์ทางโลกก่อนที่จะดึงเข้าหาทางธรรม เหมือนคนที่วิ่งมาเหนื่อยๆ เรียกให้ดื่มน้ำเย็นๆ ซึ่งคนต่างก็รู้ว่าน้ำเย็นดับกระหายได้ แต่คนจะขอพักให้หายเหนื่อยก่อนถึงจะดื่มน้ำเย็นทีหลัง เช่นเดียวกับธรรมะตราบใดที่ทุกข์ทางโลกไม่หมดให้ธรรมะเท่าไรก็ไม่มีคนฟัง ทั้งๆ ที่ธรรมะใครๆ ต่างก็รู้ว่าเป็นสิ่งประเสริฐที่สุด"
 
              การดูหมอของพระอาจารย์อุเทนไม่มีการเก็บค่าครู ถึงกับมีคนเคยถามว่า “ไม่เก็บค่าครูแล้วไม่กลัวขอเข้าตัวหรือ?” พระอาจารย์อุเทน ตอบว่า เมื่อเราทำความดี เรามีเมตตาช่วยญาติโยม ถ้าจะตายและของเข้าตัวแล้วต้องตายให้มันรู้ไป

 

ดูหมอบอกธรรม
 
              พระอาจารย์อุเทนบอกว่า ทุกครั้งที่คนมาดูดวงจะสอดแทรกหลักธรรมคำสอนให้ทุกๆ คน ทั้งเรื่องของทาน ศีล สมาธิ ปัญญา พยายามศึกษาค้นหาตัวเองให้เจอ และลงมือปฏิบัติ แต่คนมาถึงมักจะถามเรื่องโชคลาภ ซึ่งแท้ที่จริงคนที่มาวัดได้ มาหาอาตมาได้ถือว่าเป็นคนที่มีลาภอันประเสริฐอยู่แล้ว ลาภที่ว่า คือ ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ ดังคำพระที่ว่า อโรคยา ปรมา ลาภา หมายถึงความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐนั่นเอง
 
              เรื่องที่ ๒ จะพูดเรื่องมรรคมีองค์ ๘ หรือ ทางสายกลาง คือ หนทางถึงความดับทุกข์ ประกอบด้วย ๑.สัมมาทิฐิ คือ ปัญญาเห็นชอบ หมายถึง การปฏิบัติอย่างเหมาะสมตามความเป็นจริงด้วยปัญญา ๒.สัมมาสังกัปปะ คือ ดำริชอบ หมายถึง การใช้สมองความคิดพิจารณาแต่ในทางกุศลหรือความดีงาม ๓.สัมมาวาจา คือ เจรจาชอบ หมายถึง การพูดต้องสุภาพ แต่ในสิ่งที่สร้างสรรค์ดีงาม
 
               ๔.สัมมากัมมันตะ คือ การประพฤติดีงาม ทางกายหรือกิจกรรมทางกายทั้งปวง ๕.สัมมาอาชีวะ คือ การทำมาหากินอย่างสุจริตชน ไม่คดโกง เอาเปรียบคนอื่นๆ มากเกินไป ๖.สัมมาวายามะ คือ ความอุตสาหะพยายาม ประกอบความเพียรในการกุศลกรรม ๗.สัมมาสติ คือ การไม่ปล่อยให้เกิดความพลั้งเผลอ จิตเลื่อนลอย ดำรงอยู่ด้วยความรู้ตัวอยู่เป็นปกติ และ ๘.สัมมาสมาธิ คือ การฝึกจิตให้ตั้งมั่น สงบ สงัด จากกิเลส นิวรณ์อยู่เป็นปกติ
 
              ส่วนใครที่อยากรวยและมีเงินทองมากนั้น พระอาจารย์เทนก็จะให้คาถาหัวใจเศรษฐี ที่ว่า “อุ อา กะ สะ ติ” ไปท่องและทำตาม ซึ่งคาถาแต่ละตัวมีความหมาย ดังนี้ ๑.อุ มาจาก อุฏฐานสัมปทา หมายถึง ขยันหา ๒.อา มาจาก อารัขสัมปทา หมายถึง รักษาดี ๓.กะ มาจาก กัลยาณมิตตตา หมายถึง ผูกไมตรีกับกัลยาณมิตร และ ๔.สะ มาจาก สมชีวิตา หมายถึง ดำรงชีวิตแบบพอเพียง จริงๆ แล้วคนเราสามารถรวยกันได้ทุกคน หากมีความอดทน ขยันหมั่นเพียร ยึดหลักการในแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง รวยถ้วนหน้าทุกคน

"}])