พระเครื่อง

ธรรมะเหลืองแดง(๑)'มนุษย์ไม่ใช่ศัตรูกัน'

ธรรมะเหลืองแดง(๑)'มนุษย์ไม่ใช่ศัตรูกัน'

26 มิ.ย. 2555

ธรรมะเหลืองแดง(๑) "มนุษย์ไม่ใช่ศัตรูของกันและกัน" : วิปัสสนาบนหน้าข่าว โดยพระชาย วรธัมโม

                ประมาณ ๔-๕ ปีที่แล้วคราวมีการชุมนุมทางการเมืองในกรุงเทพฯ  ฉันไปงานสัปดาห์หนังสือที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ตอนเสร็จธุระระหว่างที่ออกมาจากศูนย์ประชุม ขณะกำลังเดินบนฟุตบาตจะไปขึ้นรถที่ป้ายรถเมล์ จู่ๆ ก็มีชายชาวต่างประเทศคนหนึ่งแต่งกายคล้ายชาวตะวันออกกลางเดินตรงรี่เข้ามาหาพร้อมกับตะคอกใส่เป็นภาษาอังกฤษจนฉันตกใจแต่ก็จับใจความที่ชายคนนั้นพูดได้ว่า “พุทธศาสนาในเมืองไทยแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองไม่ได้รึไง ดูสิมีคนมาชุมนุมกันเยอะแยะเต็มไปหมด !”
 
                 ความรู้สึกแรกที่ฉันถูกตะคอกใส่แบบไม่ทันได้ตั้งตัว ณ ตอนนั้นคืองงกับงง เนื่องจากเราไม่รู้จักกันมาก่อน ทำไมต้องตะคอกใส่กันด้วย ดูเหมือนชายคนนั้นจะหัวเสียมากกับการที่มีคนมากมายมาชุมนุมกันในกรุงเทพฯ ทั้งๆ ที่ชายคนนั้นก็ไม่ใช่คนไทยแต่ทำไมต้องมาหงุดหงิดกับประสิทธิภาพของพุทธศาสนาในเมืองไทยด้วย พอหายงงฉันก็เลยตอบไปแบบทันควันเป็นภาษาอังกฤษเช่นกันว่า

                 “พวกเขาต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง”
 
                 ฉันตอบกึ่งตะโกนไปอย่างนั้นติดๆ กันสองครั้งแต่ชายคนนั้นกลับตะคอกใส่ฉันแบบไม่ยั้ง และดูเหมือนว่าเขาจะไม่ยอมฟังคำตอบที่ฉันตอบไปเหมือนกัน
 
                 พอเขาหยุดพักหายใจฉันจึงถามเขาบ้างว่า “คุณมาจากประเทศอะไร”
 
                 “อิหร่าน” เขาตอบ แล้วรีบเดินจากไปพร้อมกับบ่นพึมพำอย่างหัวเสีย

                 “ประเทศเขาก็มีความขัดแย้งเหมือนกัน” ฉันนึกในใจ

                 ฉันคิดว่าคำถามของชายชาวอิหร่านคนนั้นมีความหมาย คงเพราะภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาชาวต่างชาติเป็นเมืองพุทธที่สวยงาม ภาพหลังคาโบสถ์สีแดงตัดกับทุ่งนาสีเขียว ภาพพระพุทธรูปมากมายที่เป็นสัญลักษณ์ของการตรัสรู้ ภาพพระสงฆ์เดินบิณฑบาตในตอนเช้าแลดูสงบและสันติ แต่ภาพเหล่านั้นกลับขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงเมื่อเทียบกับภาพการชุมนุมในช่วง ๔-๕ ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการชุมนุมมักจบลงด้วยเลือดและน้ำตาจากการสูญเสียชีวิตของคนไทยด้วยกันเอง
 
                 คงไม่มีใครต้องการให้จบแบบนั้น ฉันเองก็ไม่ต้องการเห็นภาพจบแบบนั้น
 
                 คำตอบที่ฉันตอบชายชาวอิหร่านคนนั้นไปว่า “พวกเขาต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง” ฉันไม่รู้ว่าชายชาวอิหร่านคนนั้นจะเข้าใจมากน้อยแค่ไหน เพราะดูเหมือนเขาไม่ได้สนใจคำตอบมากไปกว่าการได้ระบายอารมณ์อัดอั้นนั้นออกมา

                 คำว่า “พวกเขา” ฉันเองก็ไม่ได้หมายความถึงกลุ่มคนสีใดสีหนึ่งที่มาชุมนุมกันเท่านั้น แต่หมายถึงคนไทยที่ฝักใฝ่ในการเมืองทุกสีรวมไปถึงคณะรัฐบาล นายกรัฐมนตรี นักการเมือง ทหาร และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมือง ทุกคนต่างต้องหันกลับมาเรียนรู้ร่วมกัน

                 คำว่า “เรียนรู้ด้วยตัวเอง” ตีความได้หลายแง่มุม  แต่แง่มุมหนึ่งก็คือพวกเขาต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันด้วยสันติให้ได้ภายใต้เงื่อนไขความต้องการทางการเมืองที่แตกต่างหลากหลาย เรียนรู้ที่จะไม่ใช้ความรุนแรงทำร้ายกันเพราะมนุษย์ไม่ใช่ศัตรูของกันและกัน
 
                 เราต่างผ่านเหตุการณ์จลาจลทางการเมืองที่รุนแรงและสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักมาหลายครั้งหลายหนแล้ว แต่ละครั้งก็ไม่ใช่จำนวนเล็กน้อย ที่ผ่านมาเราน่าจะเรียนรู้จากเหตุการณ์เหล่านั้นว่าเมื่อใดที่มีการชุมนุมของคนจำนวนมากอันเนื่องมาจากความขัดแย้งทางการเมือง เราควรตระหนักรู้ถึงการสูญเสียล้มตายที่อาจจะเกิดมีขึ้นเมื่อไรก็ได้ในสถานการณ์ที่ซุ่มเสี่ยงเช่นนั้น
 
                 เมื่อผู้คนมาชุมนุมกันจำนวนมาก สภาวะจิตที่เต็มเปี่ยมไปด้วยโทสะจากการถูกกดขี่ของพวกเขาจะถูกกระตุ้นเร้าให้เกิดการท้าทายต่อฝ่ายตรงข้ามผ่านเสียงปราศรัยของผู้นำการชุมนุม เสียงผู้นำการชุมนุมกระตุ้นเร้าให้ผู้ชุมนุมลงมือกระทำการบางอย่างเป็นการท้าทายฝ่ายตรงข้าม ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามก็พร้อมจะลงมือทำการรุนแรงในสิ่งที่ใครก็คาดไม่ถึง นี่คือโครงเรื่องย่อๆ ของการชุมนุมไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ใดในโลกต่างก็มีโครงเรื่องคล้ายๆ กันแบบนี้ เพียงแต่แตกต่างกันไปในรายละเอียด

                 ฉันนึกถึงคำให้สัมภาษณ์ของศิลปินสาวท่านหนึ่งที่เคยให้สัมภาษณ์ไว้นานแล้วว่า สังคมที่เราอยู่นี้คล้ายๆ กับไก่ในเล้า เราเหยียบกันไปเหยียบกันมา บางทีก็จิกตีกันเองจนในที่สุดก็ล้มตายจากกันไป

                 ฉันเองไม่ได้รู้สึกยินดีนักที่ได้ยินคำพูดเหน็บแนมคนเสื้อแดงที่พูดโดยคนเสื้อเหลือง และก็ไม่ได้รู้สึกยินดีเมื่อได้ยินคำพูดเสียดสีคนเสื้อเหลืองโดยคนเสื้อแดง และยังเลยเถิดไปถึงคนเสื้อหลากสีที่ถูกเรียกว่าสลิ่ม จนคำว่าสลิ่มกลายเป็นคำที่ดูแย่ทั้งๆ ที่คนเสื้อหลากสีเองพยายามยืนอยู่ตรงกลางเพื่อประคับประคองเสื้อทั้งสองสีให้หยุดใช้ความรุนแรงแล้วหันหน้ามาปรับความเข้าใจกันเพื่อหาทางออกด้วยสันติวิธีก็กลับถูกเรียกอย่างตลกขบขันว่าสลิ่ม

                 ในห้องน้ำชายบางแห่งเต็มไปด้วยการขีดเขียนข้อความหยาบคายต่อนักการเมืองหรือบุคคลที่เขาไม่ชอบ การได้ระบายความอัดอั้นตันใจเป็นเรื่องดี แต่เมื่อระบายแล้วทำให้ผนังห้องน้ำสกปรกเลอะเทอะก็ควรหันไปใช้วิธีอื่นแทนดีกว่า เช่น เล่าความรู้สึกอัดอั้นตันใจนั้นให้เพื่อนสนิทฟัง เมื่อเล่าให้เพื่อนฟังแล้วก็จะช่วยให้ความอัดอั้นนั้นถูกระบายออกไป ฉันเองได้เรียนรู้การใช้วิธีนี้บ่อยๆ ซึ่งก็ได้ผลดีเพราะทำให้เราไม่ต้องไปติดกับอารมณ์อกุศลที่จรเข้ามา โดยอาศัยการระบายความทุกข์ใจให้เพื่อนสนิทได้รับฟัง

                 แท้จริงแล้วไม่ว่าใครจะใส่เสื้อสีอะไรต่างก็มีด้านที่เป็น “มนุษย์” เหมือนกันหมดทุกคน เวลาที่เราเหน็บแนมหรือพูดจาถากถางคนสีหนึ่งเรามักจะลืมไปว่าเขาก็เป็นมนุษย์เหมือนกันกับเรา เขาก็มีด้านที่เป็นมนุษย์เหมือนกันกับเรา แม้เราจะแตกต่างกันในเรื่องความคิดเห็นทางการเมืองแต่เราก็ไม่ควรลืมว่าแต่ละคนต่างก็มีความเป็นมนุษย์เหมือนกัน ต่างก็ตกอยู่ในสังสารวัฏแห่งความทุกข์ด้วยกัน ไม่ว่าเราจะสวมเสื้อผ้าสีใดเมื่อถอดเสื้อผ้าออกจนหมดเราจะเหลือเพียงหนังกำพร้าสีเดียวกัน นี่มิใช่หรือที่บ่งบอกว่าเราต่างเป็นพี่น้องชาวเอเชียผิวเดียวกัน เราตแกต่างกันเพียงสีเสื้อแต่สีผิวเราเดียวกัน

                 ความรุนแรงและการสูญเสียชีวิตของผู้คนมากมายจากการชุมนุมทางการเมืองแต่ละครั้งทำให้เห็นว่า เมื่อเราเข้าไปยึดติดกับหลักการหรืออุดมการณ์ใดๆ ก็มักนำเราทุกฝ่ายไปสู่ความหายนะ หากเราทุกคนจะสามารถลืมอุดมการณ์เหล่านั้นไว้ชั่วคราว แล้วหันมามองด้านที่เป็นมนุษย์ของทุกฝ่าย เราก็จะรับรู้ได้ว่าคนทุกคนต่างเป็นมนุษย์เหมือนกัน ไม่ว่าเราจะมีความคิดเห็นแตกต่างกันเพียงใดเราก็มีด้านที่เหมือนกันอยู่ด้านหนึ่ง นั่นก็คือความเป็นมนุษย์ เมื่อเรายึดติดในสีในอุดมการณ์ทางการเมืองที่ถูกใจเราก็มักจะทำให้เรามองไม่เห็นความเป็นมนุษย์ของคนอื่นๆ และรู้สึกว่าพวกเขาเป็นศัตรูที่จะต้องห้ำหั่นทำร้ายกัน ซึ่งแท้จริงแล้วมนุษย์ไม่ใช่ศัตรูของกันและกันเลย

 (อ่านตอนจบวันพระหน้า)

"}])