
พ.อ.อัตถเดชกับพระพารอดจากฮ.ตก!
พ.อ.อัตถเดช มาถนอมพระพุทธชินราช ภปร.พารอดจาก ฮ.ตก! : สรณะคนดัง เรื่อง/ภาพ โดยสุพิชฌาย์ รัตนะ / ศูนย์ข่าวภาคใต้
ภารกิจหลักอันสำคัญของกำลังทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในดินแดนปลายด้ามขวานท่ามกลางสถานการณ์อันไม่ปกติตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา คงหนีไม่พ้นการปฏิบัติการพิทักษ์ความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนใน จ.ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เป็นสำคัญ แต่ก็มีไม่น้อยที่ทหารหาญต้องสนับสนุนภารกิจด้านอื่นๆ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและสถาปนาความสันติสุขให้ปรากฏในพื้นที่แห่งนี้อีกครั้ง หนึ่งในนั้น คือ งานทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา เพื่อให้พื้นที่แห่งนี้ยังได้ชื่อว่าเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมดั่งเช่นเมื่อครั้งบรรพกาล
“พ.อ.อัตถเดช มาถนอม” รองเสนาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค ๔ ส่วนหน้า นายทหารผู้ดูแลวัดและชาวพุทธใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งภารกิจนี้ได้รับมอบหมายจาก “พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์” แม่ทัพภาคที่ ๔ เพื่อดูแลคุณภาพชีวิต พร้อมทั้งบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้แก่พี่น้องไทยพุทธในพื้นที่ให้มีขวัญและกำลังใจใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ ระหว่างเฝ้ารอการกลับมาปรากฏของสันติภาพบนดินแดนปลายด้ามขวานอีกครั้ง
“พ.อ.อัตถเดช” นายทหารเลือดปักษ์ใต้ จึงเริ่มต้นแนวทางสร้างขวัญและกำลังใจชาวพุทธด้วยการนำทหารเข้าวัด โดยจะสลับผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปทำบุญที่วัดทุกแห่งในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น จ.ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ด้วยการให้หน่วยเฉพาะกิจที่ดูแลแต่ละพื้นที่เข้าไปทำบุญร่วมกับชาวบ้าน ตั้งแต่ร่วมปรุงอาหารถวายพระภิกษุสงฆ์ พร้อมทั้งร่วมทำบุญตักบาตร สวดมนต์ร่วมกับชาวบ้าน และที่สำคัญร่วมรับประทานอาหารกับชาวบ้านที่วัดทุกครั้ง
“เรานำกำลังทหารไปร่วมทำบุญที่วัด นอกจากจะช่วยทำนุบำรุงศาสนาแล้ว ยังช่วยให้ชาวบ้านรู้สึกดีและมีกำลังใจมากขึ้น เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้บรรยากาศของการทำบุญเงียบเหงาไปอย่างสิ้นเชิง” พ.อ.อัตถเดช กล่าว
สำหรับบางวัดนอกจากทหารจะไปทำบุญร่วมกับชาวบ้านแล้ว ยังได้ร่วมแรงกันพัฒนาวัดร่วมกับประชาชน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่กระชับสัมพันธ์ระหว่างมวลชนกับเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดีอีกด้วย นอกจากภารกิจสร้างขวัญชาวพุทธ ด้วยการให้ทหารเข้าวัดทำบุญกับชาวบ้านแล้ว ยังเป็นการให้เจ้าหน้าที่ได้ใกล้ชิดพระพุทธศาสนา สร้างสมาธิ อันเกิดจากการฟังเทศน์ฟังธรรม ซึ่งช่วยให้จิตใจสงบ ปลอดโปร่ง พร้อมกลับมาทำหน้าที่ในการปฏิบัติภารกิจพิทักษ์ความปลอดภัยให้ชาวบ้านอีกครั้ง
“เราจะเข้าวัดทุกวันพระ โดยเฉพาะในวันพระใหญ่ นั่นคือวันขึ้น ๑๕ ค่ำ กับแรม ๑๕ ค่ำ นอกจากจะถวายเพลพระแล้ว ยังมีการนำของไปฝากผู้เฒ่าผู้แก่ รวมถึงนำหน่วยแพทย์ไปดูแลสุขภาพชาวบ้านที่วัดอีกด้วย ที่สำคัญการเข้าวัดของทหารจะต้องไม่เอิกเกริก เพื่อไม่ให้กระทบวิถีชีวิตของแต่ละชุมชนที่เคยปฏิบัติอยู่แล้ว” พ.อ.อัตถเดช กล่าว
พร้อมกันนี้ พ.อ.อัตถเดช ยังบอกด้วยว่า ในชายแดนภาคใต้มีวัดนับร้อยแห่ง ซึ่งบางวัดมีพระภิกษุเหลือจำวัดเพียงไม่กี่รูป ขณะเดียวกันบางชุมชนชาวพุทธก็เหลือจำนวนน้อย ดังนั้นเมื่อทหารเข้าวัดไปทำกิจกรรมจึงเป็นการกระตุ้นขวัญให้ชาวบ้านเป็นอย่างดี ท่ามกลางสถานการณ์ไม่ปกติสิ่งนี้คือสิ่งสำคัญมากที่สุด
“แค่ทำบุญด้วยการนำภัตตาหารไปถวายพระ หรือแค่ทำบุญเป็นพิธีจะไม่ได้อะไร แต่การที่ทหารไปร่วมปรุงกับข้าวร่วมกับชาวบ้านที่วัด พร้อมทั้งร่วมนั่งฟังเทศน์ฟังธรรมด้วยกัน เสร็จแล้วรับประทานอาหารพร้อมหน้าพร้อมตา พลางสนทนาสารทุกข์สุขดิบ เพียงเท่านี้ก็ช่วยให้ขวัญกำลังใจชาวบ้านดีขึ้นอักโขแล้ว” พ.อ.อัตถเดช กล่าว
เมื่อถามถึง “พระเครื่อง” ที่ติดตัว “พ.อ.อัตถเดช” กล่าวว่า ที่ผ่านมาเคยแขวน “พระยอดธง” ซึ่งเป็นมรดกตกทอดจากคุณปู่ และ "พระหลวงพ่อทวด” ซึ่งเป็นของคุณย่า กระทั่งรับราชการที่ จ.พิษณุโลก จึงมีโอกาสสักการบูชา "พระพุทธชินราช” พร้อมกับบูชาพระพุทธชินราช รุ่น ภปร.มาคล้องคอ ซึ่งช่วยทำให้ชีวิตประสบแต่เรื่องราวดีๆ มากมาย จึงตัดสินใจแขวนเดี่ยวพระพุทธชินราชองค์นี้ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เพราะมีความศรัทธาเป็นพิเศษ ส่วนพระยอดธง เก็บไว้ให้ลูกชาย และพระหลวงพ่อทวด เก็บไว้ให้ลูกสาว
ประสบการณ์ครั้งสำคัญ คือ เมื่อวันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๕๐ ครั้งนั้นเฮลิคอปเตอร์ ฮท.๑ หมายเลขเครื่อง ๖๑๒๓ UH ๑ ช่วยงานยุทธการ ได้นำคณะผู้สื่อข่าวจากสำนักงานประชาสัมพันธ์ จ.ยะลา มีเจ้าหน้าที่เดินทางไปด้วยเพื่อร่วมงานวันสันติสุข ต.ถ้ำทะลุ อ.บันนังสตา จ.ยะลา หลังจากเสร็จพิธี ฮ.ลำดังกล่าว ได้นำคณะเดินทางกลับ เมื่อมาถึงบริเวณตลาดบันนังสตา อ.บันนังสตา ได้เกิดพายุหมุนอย่างแรง โหมกระหน่ำ พัดพา ฮ.จนเสียหลัก นักบินพยายามประคับประคองเครื่องเวียนไปเวียนมาหลายรอบ จนรอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์
“ที่รอดมาได้เชื่อว่าเพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เราเคารพบูชา รวมถึงสิ่งดีๆ ที่เราได้กระทำไว้ ที่สำคัญผมจะสวดมนต์ไหว้พระทุกคืนก่อนนอน และจะนำพระพุทธชินราชวางไว้บนฝ่ามือก่อนกำหนดลมหายใจ ซึ่งทุกครั้งจะทำให้จิตสงบ มีสมาธิ สามารถประมวลการทำงานทั้งวันที่ผ่านมา และช่วยให้เกิดปัญญาในการนำไปแก้ปัญหาได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะปัญหาที่ประสบยามที่ต้องขับเคลื่อนแนวทางดับไฟใต้” พ.อ.อัตถเดช กล่าว
รั้วของชาติคือรั้วของศาสนา
ตลอดระยะ ๘ ปีที่ผ่านมา ชาวพุทธจำนวนไม่น้อยในชายแดนภาคใต้ต้องระเห็จและย้ายถิ่นฐานด้วยความหวาดประหวั่นพรั่นพรึง รวมถึงวัดกว่า ๒๖๖ แห่งในดินแดนปลายด้ามขวาน ต้องตกอยู่ในบรรยากาศที่เงียบเหงา ซึ่งเป็นผลพวงมาจากความไม่สงบ ด้วยเหตุนี้ พ.อ.อัตถเดช จึงจัดกิจกรรมทำบุญวันธรรมสวนะ โดยตั้งเป้าจะไปทุกวัดในพื้นที่ปลายด้ามขวานเพื่อประกอบกิจกรรมทางพุทธศาสนา เนื่องในวันธรรมสวนะ และเยี่ยมเยียนบำรุงขวัญพุทธศาสนิกชนในพื้นที่ทุกแห่ง
ด้วยภารกิจหน้าที่ในแต่ละวันยังมุ่งเน้นการหาหนทางยุติเหตุร้ายรายวัน แต่สำหรับงานดูแลชุมชนไทยพุทธ คือ เรื่องที่ละวางไม่ได้เช่นกัน ซึ่งทุกวันพระจะไม่เคยละเลยการร่วมกิจกรรมทำบุญตักบาตร ข้าวสารอาหารแห้ง ถวายสังฆฑาน ถวายจตุปัจจัยไทยธรรมแด่พระภิกษุสงฆ์ เพื่อเป็นการทำนุบำรุงส่งเสริมพระพุทธศาสนา และเป็นขวัญกำลังใจแก่พระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
“ความสุขของชาวบ้าน คือความสำเร็จของภารกิจนี้ ดังนั้นสุขที่จะทำให้ชาวพุทธมีรอยยิ้มเบิกกว้างบนใบหน้าได้ นั่นคือการช่วยให้เขาได้ทำกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาได้เฉกเช่นปกติ ทุกวัด ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ใดในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อถึงกำหนดผมจะไปหมด เพราะถือว่าไปร่วมบุญกับชาวบ้าน รวมทั้งไปทำนุบำรุงพระศาสนา ที่สำคัญไปร่วมแบ่งเบาทุกข์ทางกายและทุกข์ทางใจจากเขา ดังนั้นภารกิจนี้จึงถือว่าสำคัญสุด ชนิดทิ้งไม่ได้” พ.อ.อัตถเดช ระบุ
ฉะนั้นภารกิจของทหารในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ จึงมิได้มีแค่เพียงการสร้างความมั่นคงให้พี่น้องประชาชนเท่านั้น แต่ยังต้องล้อมรั้วให้กับศาสนาให้สามารถธำรงคงอยู่ตราบนานสืบไปบนดินแดนปลายด้ามขวานแห่งนี้



