
วจีดร.ชินภัทร'คนเราจะได้ดีต้องเก่ง+เฮง'
ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน์กับวจี...'คนเราจะได้ดีต้องเก่ง+เฮง' : สรณะคนดัง เรื่อง / ภาพ โดยไตรเทพ ไกรงู
ในวันอาทิตย์ที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๕ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดย ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน์ เลขาธิการได้จัดให้มี "การจัดงานนิทรรศการประกวดพระบูชา พระเครื่อง และเหรียญคณาจารย์" ณ หอประชุมกองทัพเรือ ถนนอรุณอมรินทร์ กรุงเทพฯ โดยได้ความร่วมมือและสนับสนุนจากสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย ซึ่งมี พยัพ คำพันธุ์ เป็นนายกสมาคม
ดร.ชินภัทร บอกว่า สพฐ. มีภารกิจในการจัดและส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีโรงเรียนในสังกัด ๓๑,๔๒๔ โรงเรียน กระจายไปทั่วประเทศ โรงเรียนดังกล่าวจำนวนหนึ่งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลและทุรกันดาร อย่างไรก็ตามด้วยข้อจำกัดในเรื่องงบประมาณของภาครัฐ จึงทำให้การช่วยเหลือดังกล่าวเป็นไปอย่างจำกัด ด้วยเหตุนี้ สพฐ. จึงได้จัดประกวดพระเครื่อง พระบูชา และเหรียญคณาจารย์ขึ้นเพื่อนำรายได้เป็นทุนสนับสนุนเด็กด้อยโอกาส ในพื้นที่ห่างไกลและทุรกันดารและสวัสดิการข้าราชการ สพฐ.
พร้อมกันนี้ ดร.ชินภัทร เล่าย้อนอดีตให้ฟังว่า เคยบวชเรียนที่วัดบวรฯ เป็นเวลา ๑ พรรษา ซึ่งเป็นระยะเวลาที่นานพอสำหรับเรียนรู้และศึกษาธรรม และวัดแห่งนี้เองมีพระองค์หนึ่งที่นับถือ และมักจะเดินทางมากราบไหว้ขอพรเป็นประจำ รวมทั้งมีเหรียญของท่านติดตัวด้วย คือ พระพุทธชินสีห์ พระประธานประจำอุโบสถวัดบวรฯ โดยแขวนเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ โดยเฉพาะเมื่อต้องเดินทางจะลืมไม่ได้ บางครั้งเมื่อถึงช่วงเวลาที่เราคาดหวังถึงความเจริญก้าวหน้า เมื่อองค์ประกอบต่างๆ มาพร้อมกันพอดี บางครั้งสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ก็กลับกลายเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ อย่างนี้อาจจะเรียกว่าเป็นอภินิหาร ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เหนือความปกติทั่วๆ ไป
ส่วนอีกสิ่งหนึ่งที่ใส่เป็นประจำ คือ แหวน ซึ่งได้รับมอบมาจากพระพรหมวชิรญาณ กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าอาวาสวัดยานนาวา ได้ท่านมอบให้เมื่อครั้งไปช่วยสร้างโรงเรียน และสร้างพุทธมณฑลจังหวัดอุบลราชธานี โดยท่านมุ่งหวังให้เป็นพุทธมณฑลประจำภาคอีสาน รวงมทั้งต้องการให้โรงเรียนแห่งนี้เป็นต้นแบบโรงเรียนในการส่งเสริมพระพุทธศาสนา ศีลธรรม และจริยธรรม ในนักเรียน
ดร.ชินภัทร ยังบอกด้วยว่า การทำงานแล้วเจริญก้าวหน้าในตำแหน่งสูงสุดของหน่วยงานนั้นๆ ถือว่าเป็นความสุดยอด ในสายข้าราชการครูการเป็นปลัดกระทรวง หรือ เลขาธิการ สพฐ. ระดับ ๑๑ เป็นเรื่องยาก ซึ่งก่อนหน้านี้ทำงานอยู่ที่สภาการศึกษาซึ่งเป็นสายงานที่เกี่ยวกับวิชาการ และนโยบาย อาจจะเรียกว่าเป็นหน่วยงานที่ทำงานปิดทองหลังพระ ทำงานใหญ่อยู่อย่างเงียบๆ ไม่มีใครเห็นและรู้จัก ไม่น่าเชื่อเลยว่าอยู่ๆ สวรรค์จะมีตา ฟ้าเปิดเมื่อ พ.ศ.๒๕๔๗ ถูกเรียกมาใช้งานที่ สพฐ. ในตำแหน่งรองเลขาธิการ จากนั้นย้ายไปเป็นรองปลัดกระทรวง ก่อนที่จะกลับมาเป็นเลขาธิการ ที่ สพฐ.ในที่สุด”
"การเป็นข้าราชการการแล้วจะประสบความสำเร็จในหน้าที่และตำแหน่งนั้นมี ๒ องค์ประกอบ คือ ต้องเก่ง และเฮง รวมกัน ในกระทรวงศึกษา รวมทั้งกระทรวงอื่นๆ มีข้าราชการเก่งๆ จำนวนมาก แต่ไม่มีดวงเฮงก็ไปไม่ถึงไหน และทั้ง ๒ อย่างก็เป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเองได้ ความเก่งเราได้จากการศึกษา ความมุ่งมั่นและทุ่มเททำงาน ส่วนความเฮงนั้น เกิดจากความดีและบุญที่เราทำ คนเราหากขาดการทำดีและทำบุญ ความเฮงก็ย่อมไม่เกิดกับคนนั้นอย่างแน่นนอน" ดร.ชินภัทร กล่าว
ทั้งนี้ ดร.ชินภัทร พูดทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิดว่า "ข้าราชการไม่เฉพาะแต่ข้าราชการครูเท่านั้นจะขาดหลักธรรมในข้อความพอดีและความพอเพียงพอ ซึ่งเป็นพระราชดำริของในหลวงข้าราชการมักจะสอนให้ประชาชนเข้าในในทฤษฎี เรื่อง ความพอเพียง จนลืมคิดไปว่า ความพอเพียง ใช้ได้ทุกสาขาอาชีพ ถ้าข้าราชการโดยเฉพาะข้าราชการครูเข้าใจเรื่องทฤษฎี ความพอเพียง ปัญหาหนี้สินของครูคงไม่เกิดขึ้น จนกลายเป็นปัญหาระดับประเทศที่รัฐบาลต้องเข้าไปแก้ไข"



