
แท็บเล็ต๙แสนเครื่องกับอะไรๆในร.ร.
แท็บเล็ต๙แสนเครื่องกับอะไรๆในร.ร. : พึ่งตนพึ่งธรรม โดยพระชาย วรธัมโม
ดูเหมือนการศึกษาในบ้านเราก็กลับไปเน้นความก้าวหน้าด้านวัตถุมากกว่าความก้าวหน้าด้านพัฒนาสติปัญญาของเด็ก เมื่อรัฐบาลเตรียมการจัดซื้อแท็บเล็ตจำนวน ๙ แสนเครื่องให้กับนักเรียนชั้น ป.๑ จำนวน ๙ แสนคน
แท็บเล็ตคือเครื่องใช้สำนักงานประเภทเดียวกับคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะแต่มีการพัฒนาจนมีขนาดเล็กและบางเท่ากับกระดานชนวนที่ปู่ย่าตายายเราเคยใช้เรียนหนังสือเมื่อ ๖๐-๗๐ ปีที่แล้ว
ลักษณะเด่นของแท็บเล็ตคือหน้าจอเป็นกระจก แค่ใช้นิ้วสัมผัสหน้าจอก็สามารถใช้งานได้หลากหลายตั้งแต่อ่านหนังสืออีเล็คทรอนิค เขียนข้อมูล เก็บข้อมูล เล่นเกมส์ เข้าอินเตอร์เน็ต โทรศัพท์ ถ่ายรูป แต่ประเด็นก็คือแท็บเล็ตน่าจะเหมาะสำหรับคนวัยทำงานมากกว่าจะเหมาะสำหรับเด็ก ป.๑ เพราะเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยมีราคาแพงดูแลยาก และเป็นการส่งเสริมเด็กๆ ให้ใช้ของฟุ่มเฟือยตั้งแต่เล็กๆ
ผู้เขียนยังจำได้ว่าตอนผู้เขียนอยู่ ป.๑ ต้องฝึกหัดลากดินสอเป็น ก.ไก่ เป็นอะไรที่ยากไม่แพ้กินยาขม การจับดินสอเขียนหนังสือเป็นทักษะอันดับต้นๆ ที่เด็กทุกคนต้องฝึกฝน การให้เด็กมีแท็บเล็ตไว้ใช้ตั้งแต่อยู่ ป.๑ อาจทำให้ทักษะการเขียนหนังสือของเด็กด้อยลงเพราะเด็กจะเอาเวลาไปอยู่กับแท็บเล็ตมากกว่ามีใจจดจ่ออยู่กับการฝึกเขียนตัวอักษรเนื่องจากแท็บเล็ตใช้เพียงปลายนิ้วสัมผัส ในขณะที่การจับดินสอเขียนหนังสือต้องอาศัยความเพียร
ได้ยินว่ารัฐบาลสั่งซื้อแท็บเล็ตจากจีนในสนนราคาเครื่องละประมาณ ๒,๐๐๐ บาท เพราะราคาถูก ในขณะที่อเมริกาตอนนี้แท็บเล็ตหนึ่งเครื่องราคาตกอยู่ที่หลักหมื่น ไม่แน่ใจว่าแท็บเล็ตราคาถูกจะมีคุณภาพคุ้มค่ากับการจัดซื้อหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ แท็บเล็ต ๙ แสนเครื่องเป็นเงินสองพันล้านบาท ไม่จิ๊บๆ เลย
น่าจะดีกว่านี้หากรัฐบาลหันมาพัฒนาการศึกษาของเด็กไทยด้วยการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาให้เข้ากับยุคสมัยแทนที่จะทุ่มทุนมหาศาลไปในด้านวัตถุ
เอเชียบ้านเรามีภูมิปัญญามากมายมหาศาลที่บรรพบุรุษของเราสร้างสมเอาไว้ เช่น ศิลปะฤษีดัดตนที่วัดโพธิ์คือการปฏิบัติโยคะซึ่งมาจากอินเดีย โยคะมีเทคนิคการใช้ลมหายใจและสมาธิ น่าจะมีการนำโยคะมาประยุกต์สอนในโรงเรียน ในขณะที่วิชาพลศึกษาเน้นการออกกำลังกายและการเล่นกีฬาแบบตะวันตก ไม่ใช่ว่าการเล่นกีฬาไม่ดีแต่เอเชียบ้านเรามีศิลปะการออกกำลังกายอันเป็นภูมิปัญญาเก่าแก่มาแต่บรรพกาล เราน่าจะนำศิลปะการออกกำลังกายในแบบเอเชียมาประยุกต์สอนกันในโรงเรียนมากกว่า
วิชาพุทธศาสนาก็สามารถทำให้มีชีวิตชีวาด้วยการฝึกให้เด็กๆ ได้รู้จักกับสติกับลมหายใจตัวเองทุกครั้งที่ได้ยินเสียงระฆัง ครูและนักเรียนทุกคนก็กลับมาอยู่กับลมหายใจเข้าออก หรือถ้าเด็กนับถือศาสนาที่แตกต่างออกไปก็ควรจัดกระบวนการเรียนรู้เฉพาะให้เด็กได้เรียนรู้ถึงความแตกต่างในศาสนาของเพื่อนไปด้วย
ในขณะที่เด็กไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์ท้องในวัยเรียน วิชาเพศศึกษาในโรงเรียนควรบูรณการเนื้อหาการสอนให้เท่าทันกับพฤติกรรมของเด็ก รวมไปถึงความแตกต่างหลากหลายของเพศเพื่อเด็กจะได้ให้ความเคารพในความแตกต่าง ไม่นำความแตกต่างนั้นมาล้อเลียนกัน
ควรมีวิชาทักษะชีวิตที่สอนการเผชิญปัญหาชีวิต มีการจำลองสถานการณ์ต่างๆ หากเด็กๆ ต้องตกอยู่ในภาวะที่ล่อแหลมต่อการละเมิดกฎหมายและกระทำการรุนแรง เด็กๆ จะมีการควบคุมตัวเองอย่างไรเพื่อให้รอดพ้นจากการตกเป็นเหยื่ออารมณ์ชั่ววูบของตนเอง ทุกวันนี้มีเด็กที่ต้องคดีความเข้าไปอยู่ในศูนย์ฝึกอบรมเยาวชนและสถานพินิจอยู่ตลอดเวลา สถานการณ์เช่นนี้คงต้องอาศัยการปรับโครงสร้างหลักสูตรการเรียนการสอนในโรงเรียนเพื่อให้เด็กเกิดความฉลาดรู้และเกิดวุฒิภาวะในตนเอง
ในระดับชั้นมัธยมควรสอนวิชาชีพให้เด็ก เวลานี้เด็กที่จบชั้น ม.๓ หรือ ม.๖ จะถูกป้อนเข้าโรงงานอุตสาหกรรม การศึกษาระดับ ม.๓ / ม.๖ ที่พวกเขาจบมามีแต่วิชาการที่เอาไปประกอบอาชีพไม่ได้ จบมาก็ต้องเข้าโรงงานอุตสาหกรรม พอเกิดวิกฤติโรงงานล่มสลายเพราะประสบปัญหาขาดทุน อย่างน้ำท่วมปีที่ผ่านมาคนงานจำนวนแสนต้องตกงานเพราะถูกเลิกจ้างเพื่อลดขนาดของโรงงานลงเพื่อความอยู่รอดของเจ้าของกิจการ คนงานที่ถูกเลิกจ้างต่างได้รับความเดือดร้อนกันทั่วหน้า
หากโรงเรียนมีการสอนวิชาชีพให้พวกเขาน่าจะช่วยให้เด็กที่เรียนจบแล้วมีทางเลือกมากกว่าไปเข้าโรงงาน บางคนบอกว่าวิชาชีพพวกนี้ไปเรียนข้างนอกก็ได้ แต่ผู้เขียนมองว่าโรงเรียนไม่ควรสอนวิชาการอย่างเดียวแต่ควรสอนให้ครบวงจร หากให้พวกเขาจบ ม.๓ / ม.๖ แล้วค่อยไปเรียนวิชาชีพข้างนอก พวกเขาก็ต้องเสียเวลาเสียเงินอีกครั้ง เราน่าจะสอนวิชาชีพให้พวกเขาอย่างน้อยจะได้ชื่อว่าการศึกษาไทยไม่ทำให้เด็กตกงาน ทุกวันนี้การศึกษาของไทยเป็นรากเหง้าหนึ่งของปัญหาสังคมเพราะเรียนจบมาแล้วมีสองทางคือถ้าไม่เข้าโรงงานก็ตกงาน
วินัยในโรงเรียนกับทรงผมของเด็กก็ควรมีการยืดหยุ่นกันไปเพราะเด็กวัยรุ่นมักรักสวยรักงาม เวลานี้ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่มีกฎระเบียบหยุมหยิมกับทรงผมของเด็ก มีบางท่านบอกว่าหากปล่อยให้เด็กผู้ชายได้ไว้รองทรง เด็กผู้หญิงได้ไว้ผมซอย เด็กๆ จะสิ้นเปลืองไปกับค่าตัดผม จริงๆ แล้วไม่ยาก ในโรงเรียนก็เปิดวิชาชีพตัดผมแล้วให้เด็กนักเรียนเข้าไปใช้บริการกันเอง เป็นการฝึกวิชาชีพตัดผมให้เด็ก การมีร้านตัดผมในโรงเรียนน่าจะประหยัดค่าตัดผมของเด็กๆ ทั้งโรงเรียนไปได้เยอะทีเดียว
นักวิชาการบางท่านอาจจะมองว่าถ้าโรงเรียนสอนแต่วิชาแบบนี้แล้วจะทำให้ความรู้ด้านวิชาการของเด็กสู้ระดับสากลไม่ได้ ความเป็นจริงคือ เราไม่จำเป็นต้องเร่งเด็กๆ ให้รีบก้าวกระโดดไปเร็วขนาดนั้นก็ได้ เพราะเวลานี้เยาวชนเติบโตขึ้นมาด้วยภาวะที่แก่งแย่ง ในประเทศที่พัฒนาแล้วเมื่อพวกเขาเร่งเด็กของเขาให้เก่งด้านวิชาการ เด็กๆ ของเขาก็ประสบปัญหาด้านจิตใจคือมีความสุขน้อยลงมีความเครียดเพิ่มขึ้น ก่ออาชญากรรมมากขึ้น ฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นเพราะเด็กขาดความสุข เราควรหันมาดูแลเด็กของเราให้พวกเขาเอาตัวรอดได้ในโลกของวัตถุนิยมเสียก่อนไม่ดีกว่าหรือ เหมือนอย่างที่ท่านพุทธทาสเคยพูดว่าถอยหลังเข้าคลองดีกว่าเดินหน้าไปสู่ความหายนะ
เราควรมีโรงเรียนที่สอนอะไรแตกต่างไปจากโรงเรียนอื่นๆ บ้าง เวลานี้ทุกโรงเรียนสอนเหมือนกันหมด เด็กจบมาแล้วถ้าไม่เข้าโรงงานเหมือนกันก็ตกงานเหมือนกันหมด เด็กจึงไม่มีทางเลือกให้เลือกมากนัก
แทนที่จะเอาเงินสองพันล้านบาทไปลงทุนกับแท็บเล็ต ๙ แสนเครื่อง จะดีกว่านี้หรือไม่หากเรานำเงินมากมายมหาศาลเหล่านั้นไปลงทุนกับการปรับเปลี่ยนหลักสูตรการศึกษาให้เท่าทันกับสถานการณ์เพื่อเด็กของเราจะได้เอาตัวรอดได้ในโลกที่เจริญและเต็มไปด้วยวัตถุ ดังที่ผู้เขียนยกตัวอย่างมาข้างต้น



