พระเครื่อง

สืบค้นร่องรอยพระอาจารย์จวน(ตอนจบ)

สืบค้นร่องรอยพระอาจารย์จวน(ตอนจบ)
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

สืบค้นร่องรอยพระอาจารย์จวน (ตอนจบ) : พึ่งตนพึ่งธรรม โดยพระชาย วรธัมโม เรื่อง/ภาพ

             ๔.   
 
             จะเป็นไปได้หรือ หากเรารู้ว่าการเดินทางของเราในบ่ายวันนี้จะเป็นการเดินทางครั้งสุดท้ายที่จะทำให้เราต้องสิ้นชีวิตไปจากโลกนี้ แต่เรายังคงทำตัวตามปกติ
 
             จะเป็นไปได้หรือ หากเรารู้ว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เราจะมีชีวิตอยู่ แต่เรายังคงสนทนากับคนอื่นๆ และบอกคนอื่นๆ อย่างเป็นปกติว่าเราจะไม่กลับมาอีกแล้ว
 
             จะเป็นไปได้หรือ ขณะที่เรากำลังเช็กอินที่สนามบิน ขณะที่เรากำลังก้าวขึ้นเครื่องแต่ละก้าว ขณะที่เรากำลังนั่งลงบนที่นั่ง และเราก็รู้อยู่ทุกขณะจิตว่าเครื่องบินลำนี้กำลังพาเราไปสู่ปรโลกอย่างช้าๆ และเราก็ยอมเดินทางไปกับความตายอย่างช้าๆ เช่นกัน
 
             ผู้เขียนกำลังเอาใจตัวเองไปนั่งอยู่ในความรู้สึกของ พระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ ในวันนั้น
 
             อธิบายไม่ถูกว่าถ้าเป็นตัวเองจะยอมขึ้นเครื่องบินลำนั้นหรือไม่ หรือจะนั่งเครื่องบินลำนั้นไปด้วยความวิตกกังวลฟุ้งซ่านตลอดเวลา หรือจะบอกโยมที่ไปด้วยให้เปลี่ยนเที่ยวบิน หรือบอกภิกษุสหายธรรมรูปอื่นๆ อีก ๔ รูปให้รู้ทั่วกัน หรือว่าภิกษุสหายธรรมที่ร่วมเดินทางไปด้วยต่างก็ทราบดีอยู่แล้วว่าเราต้องมรณภาพกันทั้งหมดในวันนี้ ?
 
             ที่แน่ๆ พระอาจารย์จวนคงเดินทางโดยเครื่องบินลำนั้นด้วยความรู้สึกปกติธรรมดาเช่นเดียวกับการเดินทางครั้งก่อนๆ  
 
             ผู้เขียนยังจำได้ถึงเสียงพูดร่ำลือถึงการมรณกรรมของพระอาจารย์จวนว่า แท้จริงแล้วท่านมรณภาพตั้งแต่เครื่องบินยังไม่ตกลงสู่พื้น
 
             หมายความว่าขณะเครื่องบินกำลังอยู่บนท้องฟ้าท่านอาจละสังขารด้วยตัวของท่านเองเรียบร้อยแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องยากจะพิสูจน์ แต่ก็ไม่น่ายากหากมีการชันสูตรศพ การชันสูตรจะทำให้รู้ว่าศพนั้นเสียชีวิตตั้งแต่เมื่อไรและด้วยเหตุใดผ่านผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์
 
             แต่ผู้เขียนก็มีคำตอบไว้เรียบร้อยแล้วว่าท่านอาจจะมรณภาพตั้งแต่เครื่องยังไม่ตกก็เป็นได้ ในเมื่อท่านปฏิบัติได้ถึงระดับที่ ‘กระดูกกลายเป็นแก้ว’ ไปแล้ว ท่านย่อมสามารถเลือกได้ว่าจะมรณภาพเมื่อไรด้วยตัวท่านเอง แต่ประเด็นคืออะไรทำให้ท่านไม่ยอมหลีกเลี่ยงกรรมอันนี้ ซึ่งท่านสามารถหลีกเลี่ยงได้ บางทีท่านคงมองเห็นแล้วว่าถึงจะหลีกเลี่ยงอย่างไรก็ต้องมีเหตุการณ์อย่างอื่นเข้ามาตัดรอนอยู่ดี ไม่มีใครหนีกรรมตัวเองไปได้พ้น
 
             ที่สำคัญก็คือท่านเป็นพระสายวิปัสสนา การมรณกรรมด้วยอุบัติเหตุครั้งนี้น่าจะเป็นเครื่องเตือนสติให้ผู้คนที่หลงใหลคลั่งไคล้พระเครื่องของขลังได้เห็นว่าแม้แต่พระวิปัสสนาอย่างท่านก็หลีกหนีความตายจากอุบัติเหตุไม่พ้น ขอให้เรียนรู้จากท่านว่าท่านมิได้หวาดหวั่นต่อความตายเลย มันเป็นเรื่องธรรมดา
 
             ยังไม่ทันที่จะคิดปรุงแต่งอะไรต่อไป หลวงตากาวิน ก็บอกกับผู้เขียนว่า ทุกวันนี้จุดที่เครื่องบินตกมีพระรูปหนึ่งมาสร้างสำนักสงฆ์ไว้เป็นที่ระลึกถึงพระอาจารย์ทั้ง ๕ ที่มรณภาพด้วยเหตุเครื่องบินตก ณ บริเวณดังกล่าว
 
             ผู้เขียนรู้สึกประหลาดใจที่มีสำนักสงฆ์เกิดขึ้นบริเวณเครื่องบินตก เพราะวัดผู้เขียนก็อยู่ใกล้ๆ แต่ไม่เคยทราบเลยว่ามีสำนักสงฆ์เกิดขึ้นในบริเวณดังกล่าว เมื่อผู้เขียนกลับถึงวัดจึงไม่รอช้าที่จะเดินทางไปยังสำนักสงฆ์นั้นในอีกสองวัดถัดมา...
 
             ๕.
 
             เมื่อไปถึงก็พบว่าที่นี่เป็นสำนักสงฆ์กลางทุ่งนา พระอาจารย์ณเชษฐพงษ์ สิริวังโส แนะนำตัวว่าท่านเป็นชาวศรีสะเกษ ก่อนบวชท่านรับราชการและเกษียณราชการก่อนกำหนด ปัจจุบันท่านอายุ ๕๔ ปี พรรษา ๕ ท่านบวชในสายธรรมยุติ ก่อนหน้านี้ท่านไม่ได้มีความคิดจะสร้างสำนักสงฆ์อะไรเลย ความคิดที่จะสร้างสำนักสงฆ์เพื่อเป็นอาจาริยบูชาแด่อาจารย์ทั้ง ๕ เพิ่งเกิดขึ้นหลังจากที่ท่านเข้ามาใช้ชีวิตบรรพชิตแล้ว การได้ใช้ชีวิตบรรพชิตก็เป็นเรื่องที่เพิ่งจะเกิดขึ้นทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ท่านตั้งใจไว้นานแล้วแต่ยังไม่มีโอกาสเพราะติดภาระเรื่องครอบครัว จนกระทั่งปี พ.ศ.๒๕๔๙ ท่านจัดการชีวิตส่วนตัว บอกลาครอบครัว และลางานได้เรียบร้อยลงตัวท่านจึงละชีวิตฆราวาสมาอยู่ในร่มกาสาวพัสตร์จนเกือบจะบั้นปลายชีวิต
 
             ในเมื่อสำนักสงฆ์แห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นอาจาริยบูชาแด่อาจารย์ทั้ง ๕ ท่านจึงตั้งชื่อสำนักสงฆ์แห่งนี้ว่า ‘ปัญจบูรพาจารย์’ หรืออีกชื่อหนึ่งคือ ‘สำนักสงฆ์พระป่า ๕  พระองค์’ ในวัดมีรูปหล่อพระอาจารย์ทั้ง ๕ สร้างไว้เป็นที่ระลึกถึงและสักการบูชา
 
             อาจารย์ณเชษฐพงษ์เล่าให้ฟังว่า แท้จริงแล้วจุดที่สร้างสำนักสงฆ์นี้ก็ไม่ใช่จุดที่เครื่องบินตก จุดที่เครื่องบินตกนั้นอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ปัจจุบันก็ไม่เหลือร่องรอยอะไรไว้ให้เห็นแล้ว ท่านเริ่มต้นสร้างสำนักสงฆ์ ณ ที่แห่งนี้เมื่อ พ.ศ.๒๕๕๓ ภายในเนื้อที่ ๖ ไร่ ปัจจุบันท่านอยู่ร่วมกับพระลูกวัดอีก ๕ รูป
 
             ท่านเล่าให้ฟังว่าครั้งหนึ่งท่านฝันว่าได้เดินธุดงค์ขึ้นเขาตามพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต (อาจารย์มั่นเป็นอาจารย์ของอาจารย์จวน) แต่ท่านเดินตามไม่ทันจนพระอาจารย์มั่นต้องหยุดรอแล้วพูดว่า
 
             “ทำไมถึงเดินช้านัก ว่าจะไม่รอแล้วนะ”
 
             ในนิมิตฝันคงหมายถึงทำไมมาบวชช้าและทำไมมาสร้างสำนักสงฆ์เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้กับครูบาอาจารย์ทั้ง ๕ ช้านัก โดยที่บรรดาลูกศิษย์ของพระอาจารย์ทั้ง ๕ ก็ไม่มีใครคิดสร้างสำนักสงฆ์ในบริเวณที่เครื่องบินตกเลยเช่นกัน
 
             “อาจารย์มาช้า ผมก็ไปช้าเหมือนกัน” ผู้เขียนเสริม
 
             ผู้เขียนรู้สึกว่าตัวเองไปภูทอกช้า แต่นี่ก็เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยเพราะหากผู้เขียนไปภูทอกตั้งแต่รู้จักพระอาจารย์จวนในโทรทัศน์ก็คงไม่มีเหตุปัจจัยให้มารู้จักสำนักสงฆ์แห่งนี้ เพราะสำนักสงฆ์แห่งนี้เพิ่งสร้างขึ้นเมื่อ ๒ ปีที่แล้วนี่เอง และคงไม่มีเหตุให้มารู้จักกับเจ้าอาวาสหน้าใหม่ท่านนี้
 
             ถึงแม้พระอาจารย์ทั้ง ๕ จะมรณภาพไปนาน ๓๒ ปีแล้ว แต่ร่องรอยของท่านยังคงอยู่ เป็นร่องรอยที่ลูกศิษย์รุ่นหลังได้ทำสัญลักษณ์ไว้ว่าท่านอยู่ที่นี่ ไม่ได้จากเราไปไหน
 
             วันที่ ๒๗ เมษายน ของทุกปี ณ วัดภูทอกและวัดของพระอาจารย์ทั้ง ๕ รวมทั้งสำนักสงฆ์แห่งนี้ยังคงมีชีวิตอยู่และพระอาจารย์ทั้ง ๕ ก็ยังอยู่ใกล้ๆ เรา

logoline
แท็กที่เกี่ยวข้อง