
ศึกษา-ปฏิบัติ-พัฒนาแบบ'หลวงพ่อพิพัฒน์มงคล'
ศึกษา-ปฏิบัติ-พัฒนาในแบบ..."หลวงพ่อพิพัฒน์มงคล" เจ้าคณะอำเภอทุ่งเสลี่ยม : เรื่อง ไตรเทพ ไกรงู / ภาพ กุลพันธ์ ศิริพิมพ์อัมพร
"สามเณรไพรวัลย์ วรรณบุตร" เป็นหนึ่งในพระภิกษุ-สามเณรสอบได้ประโยคบาลีสนามหลวง ปธ.๙ ได้จำนวน ๖๓ รูป ประจำ พ.ศ.๒๕๕๕ และยังมี สามเณรทองสุข พรหมมีเดช ที่สอบได้ ป.ธ.๖ จาก พระภิกษุ-สามเณรสอบได้ ๑๖๗ รูป
สามเณรทั้ง ๒ รูป ถือว่าเป็นความสำเร็จของสำนักศาสนศึกษาวัดพิพัฒน์มงคล โดยมีพระครูวรคุณประยุต หรือ หลวงพ่อพิพัฒน์มงคล เจ้าคณะอำเภอทุ่งเสลี่ยม เจ้าอาวาสวัดพิพัฒน์มงคล เป็นเจ้าสำนักศาสนศึกษา มีพระมหากายสิทธิ์ สิทฺธาภิภู ป.ธ.๙ รองเจ้าอาวาสเป็นอาจารย์ใหญ่ ได้ทำการเปิดการเรียนการสอนทั้งแผนกธรรม และแผนกบาลีมาตั้งแต่ ปี พ.ศ.๒๕๔๔ จนถึงบัดนี้เป็นระยะเวลา ๑๑ ปี
ปัจจุบันหลวงพ่อพิพัฒน์มงคล ได้รับเมตตานุเคราะห์ จากสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ แม่กองบาลีสนามหลวง มอบทุนสร้างอาคารเรียน” มหารัชมงคลพิพพัฒน์" และได้ดำนินการก่อสร้าง/เปิดป้ายอาคาร เป็นที่เรียบร้อยแล้ว มีระบบการเรียนการสอนดังนี้ ชั้นเรียน แผนกธรรม-เปิดสอนตั้งแต่นักธรรมชั้นตรีถึงนักธรรมชั้นเอก และแผนกบาลี เปิดสอนตั้งแต่ชั้นไวยากรณ์ถึงชั้นประโยค ป.ธ.๘
หลวงพ่อพิพัฒน์มงคล ถือว่าเป็นพระต้นแบบของ "ศึกษา ปฏิบัติ และพัฒนา" ทั้งนี้เมื่อในปลายปี ๒๕๒๖ หลวงพ่อได้เริ่มก่อสร้างสำนักปฏิบัติธรรม โดยอาคารหลังแรกที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ คือ หอสวดมนต์ และใช้เป็นที่ปฏิบัติธรรมไปด้วย โดยได้ชื่อว่า "สำนักปฏิบัติธรรมพัฒนาพุทธนิมิต" จนถึงปี ๒๕๒๗ ได้ยกฐานะขึ้นเป็นวัดที่ถูกต้องตามกฎหมาย จากกรมการศาสนา โดยใช้ชื่อว่า "วัดพิพัฒน์มงคล" ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาหลวงพ่อได้พัฒนาสร้างเสนาสนะ และถาวรวัตถุต่างๆ โดยได้รับแรงศรัทธาจากสาธุชนที่เลื่อมใสช่วยสนับสนุนเป็นอย่างดี โดยได้ขยายพื้นที่ออกไปเพื่อให้เพียงพอแก่กิจกรรมทั้งด้านพระพุทธศาสนา และการสาธรณสงเคราะห์ เป็นพื้นที่ ๑๑๖ ไร่ โดยแบ่งออกเป็น ๔ ส่วน ดังนี้
ส่วนที่ ๑ จัดเป็นสวนเฉลิมพระเกียรติ มีเนื้อที่ประมาณ ๓๐ ไร่ จัดเป็น -ลานปฏิบัติธรรมพุทธานุภาพ -สระน้ำวงแหวน -สะพานวงแหวน -ศาลาพักร้อน -ศาลาปฏิบัติธรรม -พระพุทธนิมิตมงคล (หลวงพ่อโต) เป็นส่วนที่มีความร่มรื่นสวยงาม มีต้นไม้ยืนต้น ไม้ดอกไม้ประดับเหมาะแก่การปฏิบัติธรรมอย่างยิ่ง
ส่วนที่ ๒ มีเนื้อที่ประมาณ ๔๐ ไร่ จัดเป็นเขตพุทธาวาส และเขตสังฆาวาส เป็นที่ตั้งของ-รัตนอุโบสถ -วิหารราย -สังฆวิหาร -กุฏิรับรอง -ลานพุทธมณฑลจำลอง -จตุรังคเจดีย์ (บรรจุพระสารีริกธาตุ จากประเทศศรีลังกา และแก้วมงคลนิมิต ซึ่งขุดพบ ณ บริเวณที่สร้างเจดีย์ -อาคารอเนกประสงค์ -หอพระทองคำ (ที่ประดิษฐานพระพุทธสุโขโพธิ์ทอง พระบรมสารีริกธาตุ (พระรากขวัญ) และพระพุทธรูปโบราณ โบราณวัตถุ) -พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น -เรือนไทยพิพิธภัณฑ์ (หอคำหลวง) ฯลฯ
ส่วนที่ ๓ มีเนื้อที่ประมาณ ๑๙ ไร่ จัดเป็นส่วนสาธารณสงเคราะห์ ประกอบด้วย ฌาปนสถาน(เมรุ) ศาลาธรรมสังเวช -สระน้ำ -และปลูกป่า ฯลฯ
ส่วนที่ ๔ มีเนื้อที่ประมาณ ๑๔ ไร่ เป็นจัดให้ป็นที่สร้างบ้านสำหรับผู้มีรายได้น้อย (ดำเนินการไปแล้วบางส่วน) และสร้างศูนย์สงเคราะห์คนชรา วัดพิพัฒน์มงคล
เกือบ ๓๐ ปี ของการสร้างวัดหลวงพ่อพิพัฒน์มงคล ได้พัฒนาถาวรวัตถุต่างๆ ที่จัดว่าเป็นเอกลักษณ์วิจิตรเชิงศิลปะโบราณทรงไทยล้านนาขึ้นเป็นจำนวนมากในวัดแห่งนี้ เช่น โบสถ์เรือนแก้ว วิหารล้านนา ลานศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลี-นักธรรม-การพัฒนา-และการปฏิบัติธรรม รวมทั้งพระพุทธรูปทองคำ ศิลปะสมัยกรุงสุโขทัยที่ประดิษฐานและสร้างชื่อเสียงโด่งดังมาควบคู่กับวัดและจังหวัดสุโขทัย ปัจจุบันวัดพิพัฒน์มงคล เป็นที่รู้จักกันดีไปทั้งประเทศ จนถึงยังต่างประเทศถือเป็นสถานธรรมซื่อดังอันดับต้นๆ ของประเทศไทย และยังเป็นแหล่งสถานที่ศึกษาเชิงพุทธศาสนา และสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ
นอกจากนี้แล้วงานด้านสาธารณสงเคราะห์ หลวงพ่อพิพัฒน์มงคลก็ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องอย่างไม่หยุดหย่อน โดยล่าสุดท่านได้ร่วมกับส่วนราชการ มีนายนคร คงนวล นายอำเภอทุ่งเสลี่ยม พร้อมด้วยกำนันผู้ใหญ่บ้าน จัดพิธีไถ่ชีวิตโค-กระบือ ปล่อยนก ปลา เต่า และแจกเครื่องอุปโภคบริโภคต่างๆ ให้แก่เกษตรกรในเขตอำเภอทุ่งเสลี่ยม จำนวน ๕๙ หมู่บ้าน ๘๐๐ หลังคาเรือน
ทั้งนี้ หลวงพ่อพิพัฒน์มงคล พูดทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิดว่า “การพัฒนานั้นจะพัฒนาอะไรก็แล้วแต่ย่อมไร้ผล หากไม่เริ่มต้นพัฒนาที่วัดตน โดยธรรมแล้วการพัฒนาทางวัตถุนั้นจะเจริญรุ่งเรืองขนาดไหนก็ตาม หากไม่พัฒนาตัวเองให้รู้เท่าทันวัตถุนั้น ย่อมทำให้จิตใจคนตกต่ำได้ ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จ ปัญหายาเสพติด อบายมุข ปัญหาสังคมเพิ่มมากขึ้น นี่เป็นเพราะไม่ได้พัฒนาคนให้มีคุณธรรม ผู้คนจึงขาดคุณธรรม แม้ว่าจะมีธรรมอยู่แล้วแต่ไม่ทำจึงไม่เป็นธรรม”
เข้าวัดให้ถึงวัตร
หลวงพ่อพิพัฒน์มงคล บอกว่า จากการได้นั่งปฏิสัณฐานต้อนรับศรัทธาญาติโยมที่เข้าวัด ได้เห็นคนหลายจำพวก ทั้งคฤหบดี เศรษฐี พ่อค้า ผู้มั่งมี ผู้ยากจน และอาจมีโจรผู้ร้ายด้วยก็ได้ อย่างไรเสียถือได้ว่าผู้ที่เข้าวัดด้วยจุดประสงค์ใดก็ตามก็ยังดีกว่าผู้ที่ยังหลงมัวเมาในอบายมุข วัดก็ไม่เข้าพระเจ้าก็ไม่ไหว้ ในกรณีคนชั่วที่เข้าวัดยังมีโอกาสได้ฟังธรรมะ ได้เห็นพระพุทธรูป ได้เห็นถาวรวัตถุที่สวยงามจิตใจก็น้อมนำไปในทางที่ดี
วัดทุกวัดหากมีธรรมอ่างเดียวก็ไม่อาจนำธรรมะเข้าถึงญาติโยมทุกคนได้ เพราะคนเรานั้นมีระดับปัญญา ระดับวามคิดต่างกัน จำต้องมีพิธีธรรมอันเป็นการดึงญาติโยมให้ตั้งอยู่ในคุณงามความดี เช่น การขอพร เมื่อลงมือคิดดี พูดดี ทำดีแล้ว ผลของการคิดดี พูดดี ทำดีนี้เองจะดลบันดาลให้ญาติโยมมีความสุข การสะเดาะเคราะห์ก็เป็นการเสริมสร้างกำลังใจให้ญาติโยมได้ต่อสู้กับปัญหา เมื่อแก้ปัญหาได้ก็ประสบความสำเร็จ
จะเห็นได้ว่าการเผยแผ่พระพุทธศาสนานั้น มีทั้งเปลือกทั้งแก่น เปลือกนั้นเปรียบเสมือนพิธีกรรม ส่วนแก่นนั้นเปรียบเสมือนธรรมะ เมื่อเข้าวัดมาแล้วได้เห็นถาวรวัตถุ พระพุทธรูป พระภิกษุสามเณร ได้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งเป็นสิ่งอันเป็นมงคล เมื่อเห็นแล้วมีจิตใจชื่นบาน มีจิตใจเป็นกุศล ถือว่า “ได้ถึงเปลือก” ต่อไปเข้า “วัตร” คือ ได้ลงมือทำคุณงามความดี ลงมือปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง คือ การถวายทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ถือว่า “ได้ถึงแก่น”
เมื่อได้ทั้งเปลือกทั้งแก่นแล้ว ถือว่า ได้ออกจากวัฏฏะ ได้หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด อันเป็นวามทุกข์ทรมานนี้ได้ เมื่อเข้าวัดอยากให้ได้ทั้งเปลือก ทั้งแก่น ได้เข้าครบทั้ง ๓ วัด คือ วัด วัตร และวัฏฏะ



