
'อรุณ'มีพระเบญจภาคีเครื่องบินตกรอด
อรุณ เรืองเพชรพระเบญจภาคีช่วยให้รอดตายจาก 'เครื่องบินตก!' : สรณะคนดัง โดย เรื่อง / ภาพ สุพิชฌาย์ รัตนะ
“พระเครื่องคือเครื่องยึดเหนี่ยวของพุทธศาสนิกชนในทางโลก ส่วนทางใจคือหลักธรรมที่จะช่วยกล่อมเกลายกระดับจิตใจของทุกคนไปสู่ความสงบอย่างแท้จริง ดังนั้นแขวนพระแล้วต้องทำดีด้วยจึงจะทำให้ชีวิตเจริญได้ เมื่อใดก็ตามที่ได้หยิบแว่นขึ้นมาส่องพระ มักทำให้เกิดความรู้สึกสงบ และมีสมาธิขึ้นมาทันทีทันใด เพราะการศึกษาเรื่องพระเครื่องจะต้องมีความรู้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว สิ่งนี้ยังสอนให้เป็นคนใจเย็น และมีความละเอียดรอบคอบอีกด้วย” นี่เป็นคำกล่าวของนายอรุณ เรืองเพชร อธิบดีผู้พิพากษาภาค ๙ ที่สะท้อนให้เห็นถึงประโยชน์อันเกิดจากการได้อยู่กับวัตถุมงคลที่เคารพศรัทธา
ด้วยความเป็นคนที่สนใจในเรื่องของพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว กอปรกับการได้ใช้ชีวิตอยู่ในเขตพัทธสีมาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะเป็นที่วัดโพธิ์ปฐมมาวาส อ.เมือง จ.สงขลา โดยเฉพาะการได้ปรนนิบัติรับใช้ พ่อท่านเล็ก พระผู้ได้ชื่อว่าเป็นที่พึ่งของชาวบ้านแห่งวัดเจริญภูผา หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า วัดจุ้มปะ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา ทำให้อธิบดีผู้พิพากษาภาค ๙ ได้ซึมซับเรื่องราวของปรากฏการณ์ที่เหนือคำบรรยายในเชิงวิทยาศาสตร์ จึงกลายเป็นจุดเริ่มสำคัญที่ทำให้ชีวิตผูกพันและสนใจเรื่องราวของพระเครื่องวัตถุมงคลตั้งแต่นั้นมา
อธิบดีผู้พิพากษาภาค ๙ บอกว่า "วัดไหนมีเรื่องราวน่าสนใจทั้งในแง่ประวัติศาสตร์ ศิลปโบราณสถาน หรือเป็นวัดที่เคยมีพระเกจิอาจารย์งดงามด้วยวัตรปฏิบัติมาจำพรรษาอยู่ ผมก็จะเดินทางไปท่องเที่ยวและทำบุญพร้อมทั้งศึกษาเรื่องราวที่น่าสนใจไปในตัว เพราะนอกจากจะได้ความสุขทางกายแล้วยังได้ความสุขทางใจอีกด้วย ไม่เว้นแม้กระทั่งวัดในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ก็ไปมาหมดเกือบทุกแห่งแล้ว โดยเฉพาะวัดช้างให้ และวัดอื่นๆ ในจ.ปัตตานี มีความผูกพันเป็นพิเศษ และการเป็นผู้พิพากษาที่ปัตตานีเป็นเวลา ๔ ปี ทำให้มีโอกาสได้ศึกษาเรื่องราวของหลวงพ่อทวดอย่างละเอียด และที่สำคัญมีความสนิทกับพระอาจารย์สวัสดิ์ อดีตเจ้าอาวาสวัดช้างให้ ในยุคนั้น จนมีโอกาสได้เห็นเบ้าพระรุ่นแรก เนื้อว่าน ปี ๒๔๙๗ เกือบครบทุกรุ่น"
เหตุผลสำคัญที่ท่านอรุณ เรืองเพชร มีความผูกพันกับวัดช้างให้ และวัดอื่นๆ ใน จ.ปัตตานี สืบเนื่องจากเส้นทางการทำงานก่อนหน้านี้ได้ทำหน้าที่ในตำแหน่งผู้พิพากษาที่ จ.ปัตตานี ถึง ๔ ปี ทำให้มีโอกาสได้ศึกษาเรียนรู้เรื่องของหลวงพ่อทวดอย่างละเอียด รวมทั้งพระหลวงพ่อทวดแทบทุกรุ่น ที่ทันพระอาจารย์ทิมสร้าง และที่สำคัญได้มีโอกาสเห็นและสัมผัสบล็อกแม่พิมพ์พระหลวงพ่อทวด เกือบครบทุกพิมพ์มาแล้ว ด้วยเหตุนี้เองทำให้จดจำพิมพ์และตำหนิของพระเนื้อว่านรุ่นแรกได้อย่างแม่นยำ จนสามารถแสวงหาพระหลวงพ่อทวด เนื้อว่าน ปี ๒๔๙๗ มาครอบครองได้ด้วยสายตาตัวเอง นั่นคือ หลวงพ่อทวด พิมพ์ชะลูด ซึ่งเมื่อนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญพระสายตรงหลวงพ่อทวดพิจารณา ก็ได้รับการยืนยันว่าเป็นพระแท้ นำมาซึ่งความปลาบปลื้มใจแก่ตัวเองเป็นอย่างมาก
“การศึกษาพระเครื่องช่วยให้สังคมเปิดกว้าง ผมมีเพื่อนหลายกลุ่ม หลายวัย ที่สนใจในเรื่องพุทธศิลป์ พุทธคุณ และยามว่างนอกจากจะนัดแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันแล้ว ยังแลกเปลี่ยนพระเครื่องอีกด้วย รวมถึงนำพากันไปก่อบุญสร้างความดีให้กับพระพุทธศาสนาอยู่เป็นประจำ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองกระมังที่ทำให้ผมได้ครอบครองพระชุดเบญจภาคีอย่างไม่น่าเชื่อ” อธิบดีผู้พิพากษาภาค ๙ กล่าว
สำหรับประสบการณ์ที่ยากจะลืม นั่นคือ เหตุการณ์ขณะเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น อธิบดีผู้พิพากษาภาค ๙ เล่าว่า เมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งขณะนั้นเกิดเหตุสภาพอากาศแปรปรวนอย่างรุนแรง จนเครื่องบินโดยสารเกิดอาการโครงเครง ถึงขั้นกัปตันต้องประกาศเตือน เนื่องจากไม่สามารถลงจอดได้ นาทีนั้นสถานการณ์ค่อนข้างน่าเป็นห่วง บนเครื่องเที่ยวบินนั้น มีผู้พิพากษาร่วมคณะหลายท่าน ทุกคนหันมาจับมือ จับแขนกันแน่น โดยวินาทีนั้นท่านเองก็เชื่อว่าทุกคนคงระลึกถึงบุญคุณพ่อแม่ และพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก่อนนึกถึงตัวเอง เช่นเดียวกับตัวท่านที่พยายามข่มกายและใจนึกถึงคำพระ ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าปาฏิหาริย์จะมีจริง เพราะไม่นานนักบินก็สามารถนำเครื่องลงจอดได้ท่ามกลางเสียงดีใจของผู้โดยสารทั้งลำ
"เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคงเป็นเพราะบุญบารมีของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เราและเพื่อนร่วมชะตากรรมนับถือศรัทธา ช่วยให้รอดมาได้ นอกจากนี้ผลกุศลแห่งความดีที่สร้างขึ้นคงหนุนนำให้พ้นจากภัยอันตราย และที่สำคัญการสวดมนต์ทุกเช้าทั้งบทสวดธรรมจักรฯ อิติปิโส มงคล ๓๘ และคาถาหลวงพ่อทวด รวมถึงการเข้าร่วมโครงการอุปสมบทเฉลิมพระเกียรติฯ จำนวน ๘๙ คน ณ สาธารณรัฐอินเดียและสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล ซึ่งสิ่งอันเป็นมงคลเหล่านี้คงช่วยให้ชีวิตแคล้วคลาดจากวิกฤติอันตราย" อธิบดีผู้พิพากษาภาค ๙ กล่าวทิ้งท้าย
หลวงพ่อทวดรุ่น ๑/๑
หลวงพ่อทวดรุ่น ๑/๑ เกิดจากคณะผู้พิพากษาที่ศรัทธาเลื่อมใสในหลวงพ่อทวด โดยมี นายกำพล ภู่สุดแสวง อธิบดีผู้พิพากษาภาค ๙ (ตำแหน่งขณะนั้น) นายพลากร สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี (ขณะนั้น ปัจจุบันองคมนตรี) นายวิชชา ชินวงษ์พราหมณ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดปัตตานี ตลอดจนผู้พิพากษาศาลจังหวัดปัตตานี หัวหน้าศาลจังหวัดใกล้เคียง ขออนุญาตจัดสร้างพระหลวงพ่อทวด โดยนำมวลสารที่พบในกุฏิพระอาจารย์ทิม เป็นส่วนผสม หลักควบคู่กับมวลสารอื่นๆ ที่เป็นไปตามตำราการสร้างพระเนื้อว่าน รุ่นแรก พร้อมทั้งใช้เบ้าพิมพ์พระเนื้อว่านหลวงพ่อทวด ๒๔๙๗ กดพิมพ์ จำนวน ๔ พิมพ์ คือ พิมพ์ต้อ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์กรรมการ และพิมพ์พระรอด
ท่านอธิบดีพิพากษา อรุณ เรืองเพชร บอกว่า "ขณะนั้นผมทำหน้าที่ผู้พิพากษาจังหวัดปัตตานี ได้มีโอกาสร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้าง พระหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ รุ่น ๑/๑ ซึ่งมีส่วนทั้งในการอำนวยการ รวมถึงจัดหาว่าน และส่วนผสม ไปจนถึงร่วมกดพิมพ์พระ ซึ่งตรงกับวันเสาร์ห้า ๒๗ มีนาคม ๒๕๓๖ ขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๕ เป็นพิธีใหญ่และศักดิ์สิทธิ์อย่างมาก จนมีเหตุการณ์อัศจรรย์เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาหลายประการ พระรุ่นนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อแจกจ่ายให้กับผู้เลื่อมใสศรัทธา และมีบางส่วนที่มอบให้วัดเพื่อนำไปให้ประชาชนทั่วไปบูชา และนำรายได้เข้ามาทำนุบำรุงศาสนสถาน
"การจัดสร้างพระหลวงพ่อทวด รุ่นนี้มีจำนวน ๒,๕๖๐ องค์ เท่านั้น โดยพระทุกองค์ได้แจกจ่ายหมดไปภายในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งสมกับสิ่งที่คณะผู้พิพากษาตั้งใจ นั่นคือ ร่วมประกาศเกียรติคุณหลวงพ่อทวด แม้แต่ตนเองยังแจกจ่ายพระรุ่น ๑/๑ แก่ผู้ศรัทธาไปจนหมด วันนี้แทบไม่เหลือแม้แต่องค์เดียว แต่ไม่ได้รู้สึกเสียดาย เพราะเจตนารมณ์ของคณะผู้พิพากษา คือ ต้องการแจกจ่ายเพียงอย่างเดียว และทุกอย่างบรรลุเป้าหมายอย่างที่ตั้งใจไว้ เหลือไว้เพียงความประทับใจในการมีส่วนร่วมสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้คงอยู่ชั่วลูกชั่วหลานคู่กับตำนานหลวงพ่อทวดสืบไป” อรุณ กล่าว