พระเครื่อง

หลวงปู่ทวด-พ่อแช่มพระคู่กาย'ก่อแก้ว'

หลวงปู่ทวด-พ่อแช่มพระคู่กาย'ก่อแก้ว'

10 มี.ค. 2555

นายก่อแก้ว พิกุลทองทุกเวทีแดงต้องมี..."หลวงปู่ทวด หลวงพ่อแช่ม" : สรณะคนดัง โดย เรื่อง / ภาพ ไตรเทพ ไกรงู

           หลวงพ่อแช่ม หรือ พระครูวิสุทธิวงศาจารย์ญาณมุนี อดีตเจ้าอาวาสวัดฉลอง (วัดไชยธาราม) อ.เมือง จ.ภูเก็ต เป็นพระผู้เปี่ยมล้นไปด้วยเมตตาธรรมอันสูงส่ง ทรงไว้ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ ใครมาเที่ยวเมืองภูเก็ตแล้วไม่ได้ไปสักการบูชาหลวงพ่อแช่มก็เหมือนไม่ได้ไปเยือนภูเก็ต ถึงแม้พระคุณท่านจะมรณภาพไปนานแล้วก็ตาม ชื่อเสียงและเกียรติคุณของพระคุณท่านยังตรึงตราตรึงใจอยู่ในความทรงจำของชาวภูเก็ตและชาวไทยทั่วทุกภาค แม้แต่ประชาชนเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงยังให้ความเคารพเลื่อมใส ศรัทธายิ่ง ดุจดังเทพเจ้าผู้เปี่ยมด้วยเมตตาธรรมอันสูงส่ง ทรงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์นานัปการ
 
             นายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำมวลชนคนเสื้อแดง และ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่มีความศรัทธาหลวงปู่แช่มวัดฉลอง จ.ภูเก็ต ชนิดที่เรียกว่า “ทุกเวทีแดงต้องมี พระหลวงปู่แช่ม วัดฉลอง” ส่วนอีกองค์ที่ขาดไม่ได้เช่นกัน คือ “พระหลวงปู่ทวด”
 
             “ผมมีพระประจำตัวอยู่ ๒ องค์ คือ หลวงปู่แช่ม วัดฉลอง จ.ภูเก็ต ส่วนอีกองค์หนึ่งเป็นพระหลวงปู่ทวด วัดช้างให้ เนื้อว่าน จ.ปัตตานี พ.ศ.๒๔๙๗ ซึ่งทั้ง ๒ องค์เป็นพระที่ได้จากคุณพ่อ โดยพ่อบอกเพียงสั้นๆ ว่า พ่อไม่มีเงินจะให้ลูกนะ แต่ให้พระไว้คุ้มครองตัวเอง ส่วนอีกองค์หนึ่งเป็นเหรียญครูบาศรีวิชัย โดยได้มาเมื่อครั้งเป็นแกนนำมวลชนคนเสื้อแดง” นี่คือที่มาของพระเครื่องคู่ใจจากคำบอกเล่าของนายก่อแก้ว
 
             สำหรับความผูกพันกับหลวงปู่แช่มนั้น นายก่อแก้ว เล่าว่า เมื่อสมัยเด็กจำได้ว่า ตอนนั้นเป็นโรคไส้เลื่อน เมื่อพ่อไปถึงวัดท่านได้อธิษฐานจิตขอพรกับหลวงปู่แช่ม ไม่รู้ว่าท่านขออะไรบ้าง แต่หลังจากขอเสร็จท่านได้เอาไม้เท้าของหลวงปู่แช่มมาแตะและดันที่อวัยวะเพศ จากนั้นก็กลับบ้านไปได้เพียงไม่กี่วันไส้เลื่อนที่เป็นอยู่ก็เริ่มยุบในที่สุดก็หายเป็นปกติมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้เมื่อกลับไปบ้านที่ จ.พังงา ก็จะแวะไหว้ขอพรหลวงพ่อแช่ม วัดฉลอง
 
             ส่วนวัดในกรุงเทพฯ ที่มักไปกราบไหว้ขอพรพระและทำบุญเป็นประจำ คือ วัดปริวาส ยานนาวา เพราะเป็นวัดใกล้บ้าน โดยทุกครั้งที่ไปทำบุญที่วัดหลวงพ่อสมชาย เจ้าอาวาส จะมอบเสือให้เสมอ และจะเอาเสือไว้ในรถ ซึ่งมีอยู่ครั้งหนึ่งเกือบเกิดอุบัติเหตุเพราะขับรถหลับใน แต่เหมือนมีอะไรมาโดนใจ อยู่ๆ ก็สะดุ้งตื่นมาบังคับพวงมาลัยให้ตรงทาง
 
             ทุกครั้งที่นิมนต์พระทั้ง ๒ องค์ขึ้นคอ นายก่อแก้วบอกว่า จะมีความรู้สึกอุ่นใจมากเป็นพิเศษ และสิ่งหนึ่งที่ต้องทำจนกลายเป็นกิจวัตรก่อนนิมนต์พระขึ้นคอ คือ บริกรรมคาถาหลวงปู่ทวด ๓ จบ ที่ว่า “นะโมโพธิสัตโต อาคันติมายะ อิติภะคะวา" โดยมีคติความเชื่อสืบต่อกันหากใจบริกรรมจิตอันเป็นสมาธิจะได้อยู่เย็นเป็นสุข ปราศจากภัยพิบัติทั้งปวง
 
             "ในวันที่สลายการชุมนุมทุกคนและตัวผมมีความตื่นเต้นในเหตุการณ์ ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดาของคน เมื่อเจออะไรที่เป็นเสียงดังทั้งระเบิดและลูกปืนก็ทำเอาขวัญหนีดีฝ่อเหมือนๆ กัน แต่ไม่ได้รู้สึกกลัวอะไรมากนักถึงกับต้องหนี เพราะเป็นช่วงที่ก้าวข้ามความกลัวที่จะเกิดกับตัวเอง สิ่งหนึ่งที่กลัวมากกว่าคือ หากตัวเองมีอันต้องเป็นไปมีความห่วงใยครอบครัวและลูกเมียมากกว่า" นายก่อแก้วกล่าว
 
             ทั้งนี้ นายก่อแกวพูดทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิดว่า “ก่อนที่จะเข้าคุกผมคิดว่า ในคุกจะรู้อะไรเกี่ยวกับการเมืองมาก คงไม่มีการแบ่งแยกใครชอบเสื้อเหลือง ใครเชียร์เสื้อแดง แต่พอเข้าไปแล้วเสื้อเหลืองเสื้อแดงเต็มคุก ที่สำคัญ คือ เหลืองแดงที่อยู่ในคุกไม่ใช่เหลืองแดงที่ถูกจับไปเมื่อครั้งมีการชุมนุมทางการเมือง หากเป็นเหลืองแดงที่เกิดจากความสนใจทางการเมือง ซึ่งไม่เคยปรากฏในสังคมไทยมาก่อน”


ไม่เชื่อหมอดูแต่เชื่อคำทำนาย
 
             “ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าชีวิตนี้จะต้องเข้าคุก โดยก่อนหน้านี้เข้าคุกในฐานะเป็นญาติของผู้ต้องขังเท่านั้น  พอผ่านพ้นกำแพงและลูกกรงรู้สึกตื่นเต้นและอึดอัดมาก นอกจากต้องอยู่ในพื้นที่คับแคบแล้ว ความปลอดภัยก็เป็นสิ่งที่มีความวิตกอยู่ตลอดเวลา” นี่เป็นส่วนของความรู้สึกของนายก่อแก้ว เมื่อถูกส่งตัวเข้าไปเรือนจำ
 
             ระยะเวลา ๙ เดือน ๓ วัน ในเรือนจำนั้น นายก่อแก้วบอกว่า ได้เรียนรู้อะไรมากมาย โดยเฉพาะจากนักโทษด้วยกัน อย่างกับเสี่ยอู๊ด สิทธิกร บุญฉิม เคยเห็นเขาแต่ในข่าว เมื่อได้คุยกันทำให้รู้และเห็นโลกอีกมุมหนึ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน ทั้งๆ ที่รู้ว่า ๑ วันมี ๒๔ ชั่วโมง แต่ดูเหมือนว่าเวลาในคุกมันเดินช้ากว่านอกคุก การนับวันออกนั้นคงเป็นเรื่องยาก แต่เมื่อรู้วันขึ้นศาลนับถอยหลังทุกวันจากอาทิตย์เป็นวัน จากวันเป็นชั่วโมง นับวันรอวันอยู่อย่างนี้หลายครั้ง จนกลายเป็นว่า ในที่สุดไม่ต้องนับขึ้นศาลวันไหนก็วันนั้น
 
             การเข้าคุกหากมองถึงประโยชน์อีกมิติหนึ่ง คือ ทำให้เราได้สติ ได้ฝึกความอดทน ได้หยุดทบทวนคิดถึงเรื่องราวที่ผ่านมา หลายๆ ที่เราไม่ได้คิดกลับคิดได้ ทำให้เราควบคุมตัวเองมากขึ้น การกิน การนอน และการตื่นที่ไม่เป็นเวลา กลับกลายเป็นว่าเมื่อถึงเวลาต้องกิน เมื่อถึงเวลานอนเราต้องนอน ซึ่งคนนอกคุกจะไม่รู้จักเวลากินและเวลานอนจนกลายเป็นคนขาดระเบียบในการใช้ชีวิตที่ควรจะเป็น
 
             ทั้งนี้ นายก่อแก้ว ยอมรับว่า ก่อนหน้านี้จะเชื่อในคำทำนายของหมอดู ๒ ท่าน ซึ่งทุกๆ ปีจะให้หมอดูทำนายดวงชะตา คำทำนายหนึ่งที่หมอดู ๒ ท่านทำนายตรงกัน คือ เขาเคยทำนายว่าไม่มีดวงที่จะไม่ติดคุก แต่ที่ไหนได้ติดคุกไปนาน ๙ เดือน ๓ วัน จากนั้นเป็นต้นมาไม่เคยไปดูหมออีกเลย
 
             ในส่วนของความเชื่อเกี่ยวกับคำทำนายของหมอดูหลากสำนักที่ออกมาในแนวทางเดียวกันว่า จะมีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นในช่วงกลางเดือนเมษายน ต่อเนื่องเดือนพฤษภาคมนั้น นายก่อแก้วบอกว่า เรื่องคำทำนายของหมอดูมีเหตุผลที่ต้องฟังและระมัดระวัง เพราะว่ามีข้อมูลการยึดอำนาจมีเหตุผลที่ฟังได้ ซึ่งในที่สุดจะเป็นไปตามคำทำนายที่ว่า “นองเลือด!”

"}])