พระเครื่อง

มาฆบูชาใครบอกว่ามาโดยไม่ได้นัดกัน

มาฆบูชาใครบอกว่ามาโดยไม่ได้นัดกัน

07 มี.ค. 2555

มาฆบูชา...ใครบอกว่ามาโดยไม่ได้นัดกัน ? : พึ่งตนพึ่งธรรม พระชาย วรธัมโม

             ตอนเป็นนักเรียนเราท่องจำกันตามตำราว่า “มาฆบูชา” เป็นวันที่พระสงฆ์มาประชุมกันโดยมิได้นัดหมายเพื่อมาฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า เรื่อง ‘โอวาทปาฏิโมกข์’ 
 
              การมาประชุมกันในวันนั้นเรียกว่า ‘จาตุรงคสันนิบาต’ แปลว่า การประชุมที่ประกอบไปด้วยองค์ ๔ คือ
 
              ๑.เป็นวันพระจันทร์เต็มดวง
 
              ๒.เป็นวันที่พระสงฆ์จำนวน ๑,๒๕๐ รูป มาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ณ เวฬุวันวิหาร กรุงราชคฤห์
 
              ๓.พระภิกษุสงฆ์เหล่านั้นล้วนเป็น ‘เอหิภิกขุอุปสัมปทา’ ได้รับการอุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธเจ้า
 
              ๔.พระสงฆ์เหล่านั้นล้วนแล้วแต่เป็นพระอรหันต์ผู้มีอภิญญา ๖
 
              ก็ท่องบ่นกันเป็นนกแก้วนกขุนทองไปอย่างนั้น ไม่ได้คิดลึกซึ้งอะไรมากมาย
 
              แต่หลังจากที่ผู้เขียนโตขึ้น มีโอกาสเข้ามาบวช ได้ปฏิบัติสมาธิวิปัสสนาภาวนาทำจิตใจให้สงบ ตอนนี้ผู้เขียนชักจะไม่เชื่อเสียแล้วว่าพระสงฆ์ที่มาประชุมกันในวันมาฆบูชานั้นจะมากันโดยมิได้นัดหมายอย่างที่ตำราเขียนไว้ และอาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างที่ใครหลายคนคิดกันก็ได้ เพราะอาจมี ‘ใครบางคน’ อยู่เบื้องหลังการประชุมแบบไม่ได้นัดหมายครั้งนี้
 
              เราคงไม่ลืมว่าพระพุทธเจ้าของเราเป็นพระสัพพัญญูพุทธะที่มีฤทธานุภาพหลายด้านด้วยกัน ไม่ว่าจะระลึกชาติก็ได้, รู้ใจอ่านใจผู้อื่นก็ได้, แสดงฤทธิ์ต่างๆ นานาก็ได้, หูทิพย์ก็ได้, ตาทิพย์ก็มี
 
              ในพระไตรปิฎกจะพบว่ามีหลายครั้งที่พระพุทธเจ้าใช้วิธีแสดงธรรมด้วยการใช้ฤทธิ์แสดงปาฏิหาริย์ด้วยการทำกายอีกกายหนึ่งไปปรากฏในที่ที่ห่างไกลออกไปให้คนที่อยู่ในที่นั้นได้เห็นกายของท่าน และกายที่ปรากฏนั้นยังสามารถเปล่งวาจาแสดงธรรมให้คนที่เห็นเกิดความเข้าใจ คล้อยตาม รู้แจ้งเห็นจริงในสภาวธรรม จนบรรลุเป็นพระอริยบุคคลในที่สุด นั่นคือความสามารถพิเศษของพระพุทธเจ้า
 
              คราวนี้หันไปดูพระสาวกกันบ้าง 
 
              พระสงฆ์สาวกที่มาประชุมกันในวันนั้นเป็นพระอรหันต์จำนวน ๑,๒๕๐ รูป ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นพระผู้มี ‘อภิญญา’ ด้วยกันทุกรูป แต่ว่า ‘อภิญญา’ คืออะไรล่ะ ?
 
              อภิญญาก็คือ ความรู้พิเศษที่เกิดจากการเจริญจิตตภาวนา มี ๖ อย่างด้วยกันคือ
 
              ๑.อิทธิวิธี แสดงฤทธิ์ได้ เช่น คนเดียวเนรมิตเป็นหลายคน เดินทะลุกำแพงได้ ฯลฯ
 
              ๒.ทิพพโสต คือฟังเสียงที่ไกลออกไปก็ได้ ได้ยินเสียงทิพย์อีกมิติหนึ่งก็ได้
 
              ๓.เจโตปริยญาณ รู้ใจผู้อื่น อ่านใจผู้อื่นออกว่าเขาคิดอะไร เขาต้องการอะไร
 
              ๔.ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ การระลึกชาติได้
 
              ๕.ทิพพจักขุ คือตาทิพย์ สามารถแลเห็นหมู่สัตว์ที่เป็นไปต่างๆ กันเพราะอำนาจแห่งกรรม
 
              ๖.อาสวักขยญาณ รู้จักทำกิเลสให้สิ้น
 
              ในเมื่อพระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกต่างก็มี ‘คลื่นความถี่ทางจิต’ ที่มีคุณภาพเสมอกันเช่นนี้ ผู้เขียนคิดว่าไม่ใช่เรื่องยากหากพระพุทธเจ้าจะนัดหมายวาระการประชุมไปยังผู้ร่วมประชุมทั้ง ๑,๒๕๐ รูป โดยใช้วีธีการง่ายๆ แค่ส่ง ‘กระแสจิต’ ไปยังพระอรหันตสาวกทั้ง ๑,๒๕๐ รูปที่อยู่ห่างไกลออกไปว่า ‘ขอให้ภิกษุทั้งหลายจงมาประชุมรวมกันเพื่อพบตถาคต ณ เวฬุวันวิหาร กรุงราชคฤห์ ในวันเพ็ญเดือน ๓ ตถาคตมีหัวข้อธรรมอันเป็นบทสรุปคำสอนของตถาคตเพื่อให้พวกเธอทั้งหลายจงนำไปป่าวประกาศแก่มหาชน’
  
              พระอรหันตสาวกทั้ง ๑,๒๕๐ รูปต่างก็จะรับรู้และเข้าใจเหมือนกันหมด ทุกท่านจะเดินทางไปถึงยังจุดหมายปลายทางเดียวกัน ในวันเวลาเดียวกัน สถานที่เดียวกันเพื่อฟังโอวาทจากปรมาจารย์ของท่านคือ ‘พระพุทธเจ้า’
 
              ดังนั้น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ที่จู่ๆ พระสงฆ์ ๑,๒๕๐ รูปจะเดินทางมาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ที่กรุงราชคฤห์โดยไม่ได้นัดหมาย
 
              แต่ละท่านก็อยู่กระจัดกระจายกันออกไปในชมพูทวีปที่กว้างใหญ่ไพศาลขนาดนั้น หากพระสงฆ์เหล่านั้นไม่มีอภิญญาก็เป็นเรื่องยากที่จะรู้ว่าขณะนี้พระพุทธองค์ประทับอยู่ที่ไหน สมัยก่อนไม่มีโทรศัพท์มือถือ การติดต่อสื่อสารแบบส่งจดหมายก็ยังไม่มี เป็นไปไม่ได้เลยที่คนหนึ่งพันกว่าคนที่กระจัดกระจายกันอยู่ในที่ต่างๆ จะมาชุมนุมกันโดยไม่มีการนัดหมายไว้ล่วงหน้า อย่างน้อยต้องมีใครบงการอยู่เบื้องหลังแน่ๆ ซึ่งจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก ‘พระพุทธเจ้า’ นั่นเอง
 
              ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งก็คือ ‘พุทธกิจประจำวัน ๕ อย่าง’ ของพระพุทธเจ้ามีข้อหนึ่งบอกว่า
 
              ‘จวนสว่างทรงตรวจพิจารณาสัตว์ที่สามารถบรรลุธรรมอันควร ซึ่งพระองค์ควรจะเสด็จไปโปรด’
 
              ซึ่งก็คือการ ‘เล็งพระญาณ’ นั่นเองว่าวันนี้จะมีใครที่ท่านควรออกไปโปรดบ้าง หากเขา/เธอคนนั้นพร้อมจะบรรลุธรรม พระองค์ก็จะเสด็จจาริกไปดักรอบุคคลคนนั้น ท่านปฏิบัติเช่นนี้มาเป็นเวลา ๔๕ ปีหลังจากที่ตรัสรู้
 
              พระพุทธองค์ยังมีความสามารถในการรู้วาระจิตของคนไม่ว่าบุคคลนั้นจะอยู่ใกล้หรืออยู่ไกลออกไป รู้ว่าบุคคลนั้นคิดอะไร ต้องการอะไร มีสติปัญญาระดับไหน เมื่อทราบวาระจิตแล้วพระองค์ก็จะแสดงธรรมไปตามระดับสติปัญญาและวาระจิตของบุคคลนั้นเพื่อประโยชน์แห่งการบรรลุธรรมของบุคคลนั้นนั่นเอง
 
              ในเมื่อพระพุทธเจ้ามีความสามารถทางจิตถึงระดับนี้แล้ว ประกอบกับพระอรหันตสาวกก็เป็นบุคคลที่มีความสามารถทางจิตเช่นเดียวกัน การติดต่อสื่อสารระยะไกลที่เรียกว่า ‘โทรจิต’ หรือ Telepathy จึงมีความเป็นไปได้สูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ ‘ผู้ส่งสาร’ กับ ‘ผู้รับสาร’ ต่างก็มี ‘เครื่องรับ-ส่ง’ คือ ‘จิต’ ที่สามารถใช้งานสื่อสารกันได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว การมาประชุมพร้อมกันในวันเพ็ญเดือน ๓ จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญและไม่ใช่การมาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย แต่มีการส่งข่าวสารถึงกันโดยใช้ ‘โทรจิต’ มาก่อนล่วงหน้าแล้ว
 
              ถึงแม้ในสมัยพุทธกาลจะไม่มีโทรศัพท์มือถือใช้ แต่การใช้โทรจิตของพระพุทธเจ้าก็เรียกได้ว่าเป็นเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำไปในอนาคตกว่าการใช้โทรศัพท์มือถือที่เราใช้กันในปัจจุบันเสียอีก
 
              ต่อไปเวลาพูดถึงวันมาฆบูชา เราควรจะพูดเสียใหม่ว่าเป็นวันที่พระพุทธเจ้าส่ง ‘โทรจิต’ เรียกพระอรหันตสาวกจำนวน ๑,๒๕๐ รูปให้มาประชุมพร้อมกัน ณ เวฬุวันวิหาร กรุงราชคฤห์ เพื่อฟังโอวาทปาฏิโมกข์จากท่าน อย่างนี้ฟังดูมีความเป็นไปได้มากกว่า

"}])