
พระโพธิสัตว์บนดิน (๑) จิตสาธารณะของชาวบ้าน
พระโพธิสัตว์บนดิน (๑) จิตสาธารณะของชาวบ้าน : คันฉ่องและโคมฉาย โดย ว.วชิรเมธี
หากเราจับเอาหัวใจของพระโพธิสัตว์ออกมาประพฤติปฏิบัติในชีวิตจริงๆ
โลกนี้จะพลิกโฉมหน้าใหม่
เพราะหัวใจของพระโพธิสัตว์คือโลกทั้งผองพี่น้องกัน
และเมื่อโลกทั้งผองเป็นพี่น้องกัน
เราก็จะทนเห็นเพื่อนพี่น้องของเราตกทุกข์ได้ยาก
โดยที่เราไม่ลุกขึ้นมาทำอะไรไม่ได้
เมื่อครั้งที่เมืองไทยของเราประสบอุทกภัย น้ำไหลหลากเข้าท่วมภาคเหนือจรดภาคใต้ วิกฤติคราวนี้นับว่าสาหัสมาก ๑๐๐ ปีจะมีสักครั้งที่วิกฤติจะสาหัสขนาดนี้ น้ำได้ท่วมตั้งแต่เหนือจรดใต้ ไม่ได้เลือกที่รักมักที่ชัง ทั่วถึงกันเกือบทุกจังหวัด ทั่วถึงกันทุกชนชั้นวรรณะ
อาตมภาพได้ลงพื้นที่ไปแจกปัจจัยไทยธรรมแก่พระภิกษุสงฆ์ถึงหาดใหญ่ และพี่น้องประชาชนชาวบ้าน แม้ว่าตอนที่อาตมาไปน้ำจะลดลงไปบ้างแล้วหนึ่งสัปดาห์ แต่ก็ยังเห็นสภาพที่น่าสลดหดหู่ใจเหลือเกิน บางแห่งบางจังหวัดที่บรรทุกคาราวานผู้ใจบุญไปไม่ถึง ชาวบ้านก็ตัดต้นไม้มาขวางถนน เพื่อขอให้หน่วยงานของรัฐ เอกชน คาราวานผู้ใจบุญทั้งหลายได้มองเห็นพวกเขาบ้าง
คณะของอาตมภาพนำสิ่งของช่วยเหลือบางส่วนไปช่วยที่วัด บางวัดก็ต้อนรับกันในโบสถ์ บางวัดก็ต้อนรับกันในกุฏิ และบางวัดปูเสื่อไม่ได้เลย เพราะน้ำท่วมอยู่ ยังสูบออกไม่หมด ได้เห็นซากปรักหักพัง ได้เห็นสภาพบ้านเมืองที่เต็มไปด้วยขยะ เต็มไปด้วยสิ่งปฏิกูล ทั้งกลิ่นขยะ กลิ่นของเน่า กลิ่นของเหม็น กลิ่นน้ำเน่า
แต่ว่าท่ามกลางของเน่าของเหม็นนั้น ท่ามกลางขยะสิ่งปฏิกูลนั้นก็ทำให้เราได้เห็น ได้ชื่นใจ อาตมภาพได้เห็นคาราวานของคนไทยที่แห่กันไปแจกข้าวของมากมาย น่าชื่นอกชื่นใจเหลือเกิน วันที่ไปนั้น ทุกคนเป็นคนนอกพื้นที่ทั้งหมด ต่างคนต่างไป ทุกคนมีความรู้สึกเดียวกันว่า อยากจะช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อนมนุษย์ที่ตกทุกข์ได้ยาก ให้พ้นจากทุกข์โศกโรคภัย
พระสงฆ์บางรูปที่มาต้อนรับอาตมภาพนั้น อยู่ในอิริยาบถที่ท่อนบนไม่ได้สวมใส่อะไรเลย ท่อนล่างนุ่งถกเขมร ท่านกำลังวิดน้ำออกจากโบสถ์ อาตมาเดินเข้าไปดู แล้วชาวบ้านญาติโยมก็ได้ช่วยกันวิดน้ำออกจากโบสถ์ บ้านเรือนยังไม่เสร็จแต่ขอมาช่วยวัดก่อน เพราะวัดนั้นเป็นศูนย์รวมของคนทั้งหมู่บ้าน วิธีคิดแบบนี้น่าสนใจ บ้านตัวเองยังกู้น้ำท่วมไม่เสร็จ แต่กู้วัดให้น็ปูเสร็จก่อน เพราะวัดเป็นศูนย์รวมน้ำใจของคนทั้งหมู่บ้าน
เหตุการณ์เล็กๆ แบบนี้ สะท้อนให้เห็นว่าชาวบ้านมีจิตสาธารณะสูงมาก เขาคิดกันว่าบ้านของพวกเรามี ๓-๔ พี่น้อง แต่โบสถ์ที่วัดนั้นคนทั้งหมู่บ้าน เขาจะต้องมาใช้โบสถ์ในการต้อนรับคณะกฐินในวันรุ่งขึ้น และจะต้องใช้โบสถ์นั้นต้อนรับผู้ใจบุญที่มาจากกรุงเทพมหานคร ขณะเดียวกันก็ต้องใช้โบสถ์ในศาสนกิจของสงฆ์ สังเกตไหมว่า โบสถ์ไม่ได้ทำแค่หน้าที่แค่โบสถ์ แต่โบสถ์ได้ทำหน้าที่ที่ ทำให้คนเล็กๆ แต่ละคนลืมความเห็นแก่ตัว ดึงเอาธาตุแท้ที่ดีที่สุดของคนหนึ่งออกมา คือการเห็นแก่คนอื่น
พวกเขาเหล่านั้นยอมที่จะทิ้งภาระส่วนตนชั่วคราว คือการกู้วิกฤติน้ำท่วมของบ้านตัวเองเอาไว้ก่อน แล้วพร้อมอกพร้อมใจมากู้วิกฤติที่โบสถ์ ทั้งเจ้าอาวาส พระลูกวัด และพุทธบริษัทญาติโยม รวมทั้งคนที่ไปจากกรุงเทพฯ พอรถเข้าไปถึงยังไม่ทันได้แจกของ ทุกคนถลกขากางเกง ถลกแขนเสื้อไปลุย ช่วยชาวบ้านวิดน้ำออกจากโบสถ์ก่อน โดยที่ไม่มีใครจัดฉาก ไม่มีการเสแสร้งใดๆ ไม่มีใครประสานงาน คือไม่มีใครมาเป็นผู้บริหารจัดการตรงนั้น แต่พอมีสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นเสมือนแรงบันดาลใจที่จุดประกายความดีในหัวใจของเรา ซึ่งบางทีหลับไหลมานานแสนนาน มันตื่นขึ้นมาได้ มันลืมเนื้อลืมตัว เพราะอยากจะช่วยเขาก่อน



