พระเครื่อง

'สะสมพระด้วยใจศรัทธา

'สะสมพระด้วยใจศรัทธา

22 ม.ค. 2555

'สะสมพระด้วยใจศรัทธา ทั้งยังเป็นหลักทรัพย์ที่มั่นคง' ภูวเดช ยงมหาภากรณ์ นักธุรกิจฮาร์ดแวร์ : เส้นทางนักพระเครื่อง โดย ตาล ตันหยง

             วงการพระเครื่องพระบูชา ทุกวันนี้ มีนักวิชาการ นายแพทย์ วิศวกร สถาปนิก ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ นักการเมือง ครู อาจารย์ นักธุรกิจ พ่อค้า ฯลฯ ให้ความสนใจสะสมพระเครื่องพระบูชา กันอย่างจริงจังและกว้างขวางกว่าสมัยก่อนมาก
 
              โดยเฉพาะในส่วนของนักธุรกิจ มีผู้สนใจสะสมพระเครื่องพระบูชากันอย่างต่อเนื่อง ด้วยความศรัทธาเลื่อมใส และด้วยมุมมองในด้านหลักทรัพย์ที่มั่นคง
 
              ภูวเดช ยงมหาภากรณ์ คือ นักธุรกิจอีกคนหนึ่งที่ให้ความสนใจสะสมพระเครื่องพระบูชาด้วยเหตุผลดังกล่าว
 
              พื้นฐานเดิมของ ภูวเดช เป็นชาวกรุงเทพฯ โดยกำเนิด คุณพ่อเป็นนักธุรกิจย่านคลองถม เมื่อเรียนหนังสือจบชั้นประถมศึกษาแล้ว ทางบ้านได้ให้ไปเรียนต่อชั้นมัธยมที่โรงเรียนเซนต์หลุยส์ จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นโรงเรียนคาทอลิคที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง โดยเป็นนักเรียนประจำกินอยู่ที่นั่น การเรียนการสอนใช้ภาษาอังกฤษทั้งหมด ทำให้นักเรียนที่นี่เก่งภาษาอังกฤษทุกคน
 
              สมัยนั้นยังมีการสอบเทียบชั้น ม.๖ ขณะเรียนอยู่ชั้น ม.๔ ปรากฏ ภูวเดช สอบได้ จึงไปสอบเอนทรานซ์ได้ที่คณะสถาปัตยฯ จุฬาฯ แต่คุณแม่ไม่ให้เรียน พอปีรุ่งขึ้นสอบเอ็นทรานซ์ติดคณะแพทยศาสตร์ คุณแม่ก็ยังไม่ให้เรียนอีก ต่อมา ภูวเดช ยังสอบชิงทุนโคลัมโบได้ เป็นโอกาสที่จะได้ไปเรียนต่อเมืองนอก แต่คุณแม่ก็ไม่ยอมให้ไปเหมือนเดิม โดยให้เหตุผลว่า เป็นลูกชายคนโต ต้องทำธุรกิจสืบทอดต่อจากคุณพ่อคุณแม่
 
              ดังนั้นเมื่อเรียนจบ ม.๖ แล้ว ภูวเดช จึงไปเรียนต่อที่โรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชยการ (อัสสัมชัญคอมเมิร์ส ACC) ซึ่งใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอนเป็นหลัก จนเป็นที่เชื่อถือของบริษัทห้างร้านใหญ่ๆ มานานปี ถึงความรู้ความสามารถของผู้เรียนจบชั้น ปวช.ของสถาบันแห่งนี้ โดยเฉพาะในเรื่องภาษาอังกฤษและความรู้ทางธุรกิจ
 
              "พอเรียนจบเอซีซี ผมฝึกงานอยู่ที่บริษัทบอร์เนียวอยู่ระยะหนึ่งก็ออกมาช่วยทางบ้านทำธุรกิจสืบต่อจากคุณพ่อ เกี่ยวกับโลหะกิจและฮาร์ดแวร์ จนถึงทุกวันนี้ เป็นเวลานานกว่า ๓๐ ปี ช่วงที่ผ่านมา ผมได้ลงทุนเล่นหุ้น เล่นทองคำ ได้กำไรมาโดยตลอด ด้วยอาศัยข้อมูลในเชิงลึก และรอบคอบ ไม่โลภ ไม่ประมาท และไม่หวั่นไหวกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ผมคิดว่า การลงทุนประเภทนี้ หากใช้สติปัญญาเป็นที่ตั้ง โอกาสขาดทุนมีน้อยมาก" ภูวเดช กล่าวถึงเส้นทางที่ผ่านมา
 
              ในส่วนของความสนใจสะสมพระเครื่อง ภูวเดช เล่าว่า เริ่มเมื่อ ๙ ปีก่อน มีลูกค้าต่างจังหวัดที่ทำธุรกิจฮาร์ดแวร์ด้วยกัน แนะนำให้เช่าบูชาพระเครื่องในท้องถิ่นนั้นๆ ภูวเดช ก็ได้เช่าบูชามาเป็นระยะๆ ช่วงแรกที่เช่าพระเครื่องส่วนใหญ่เป็นของออกใหม่ โดยเลือกเช่าพระชุดใหญ่ หรือชุดทองคำเป็นหลัก เพราะถึงอย่างไรพระทองคำย่อมมีค่า ราคาไม่มีตกลงแน่นอน
 
              ภูวเดช กล่าวว่า "ต่อมามีผู้แนะนำให้ผมเช่า พระหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ จ.ปัตตานี โดยได้มาจากเซียนใหญ่สายตรง ที่เชื่อถือได้ ก็ได้มาทั้งพระเนื้อว่าน รุ่นแรก ปี ๒๔๙๗ บังเอิญว่าผมเป็นคนเกิดวันเสาร์ เป็นคนธาตุไฟ (ร้อน) ต้องหาพระเนื้อว่าน ซึ่งเป็นธาตุน้ำ (เย็น) จะได้เอามาคุมกัน ผมจึงศรัทธาพระหลวงพ่อทวด เนื้อว่าน เป็นพิเศษ ยิ่งได้อ่านประวัติของท่านแล้ว จึงเกิดความเลื่อมใสมากขึ้นไปอีก ทุกวันนี้ผมมีพระหลวงพ่อทวด เนื้อว่านหลายองค์ รวมทั้งเหรียญรุ่นต่างๆ ซึ่งเชื่อกันว่า มีพุทธคุณทางด้านแคล้วคลาดปลอดภัย ซึ่งก็เป็นจริง เพราะในแต่ละเดือนผมต้องเดินทางไปเยี่ยมลูกค้าตามต่างจังหวัดทั่วเมืองไทยเป็นประจำ โดยต้องเดินทางตลอด ๒ สัปดาห์อยู่ต่างจังหวัด ๒ สัปดาห์อยู่ในกรุงเทพฯ ที่ผ่านมาแม้ว่าจะออกเดินทางบ่อยๆ แต่ผมไม่เคยประสบอุบัติเหตุใดๆ มาก่อนเลย"
  
              มาถึงตรงนี้ ภูวเดช เริ่มมีความสุขและสนุกกับการสะสมพระเครื่อง จึงมักจะใช้เวลาส่วนหนึ่งเข้าไปดูเว็บไซต์พระเครื่องอยู่เสมอ วันหนึ่งได้เข้าไปดูกระดานข่าว พระสายหลวงพ่อยิด วัดหนองจอก อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ เปิดไปพบเห็น 'ปลัดขิกทองคำ' ปี ๒๕๓๗ เหมือนมีอะไรดลใจให้เกิดความอยากได้ปลัดขิกอันนี้ มาก จึงติดต่อซื้อทันที ผู้ลงเว็บขายคือ เขี้ยว เทเวศร์ สายตรงพระหลวงพ่อยิด
  
              "หลังจากที่ผมได้ปลัดขิกอันนี้มาแล้ว รู้สึกว่าธุรกิจการค้าคล่องตัวขึ้นมาก อะไรที่ติดขัด หรือมีปัญหาอุปสรรค ก็มักจะผ่านไปด้วยดีเสมอ โดยเฉพาะด้านการเงิน ทำให้ผมเกิดความสนใจวัตถุมงคลอย่างอื่นๆ ของหลวงพ่อยิด อย่างจริงจัง จึงได้ติดตามซื้อตามเว็บบ้าง หรือให้คุณเขี้ยวไปติดต่อหาซื้อมาให้บ้าง ส่วนใหญ่ผมจะเน้นพระทองคำก่อนเป็นอันดับแรก จนทุกวันนี้ผมมีวัตถุมงคลหลวงพ่อยิด ทั้งชนิดเนื้อทองคำ และเนื้อพิเศษอื่นๆ กว่า ๑๐๐ ชิ้น มูลค่ากว่า ๑๐ ล้านบาท ล่าสุดที่เพิ่งได้มาเมื่อเร็วๆ นี้ คือ พระกริ่งรุ่นแรก เนื้อทองคำ ปี ๒๕๓๑ พร้อมกับ รูปเหมือนหลวงพ่อยิด เนื้อทองคำ ปี ๒๕๓๒ นอกจากนี้ ของที่หายากอีกชิ้นหนึ่ง คือ ปลัดขิก องค์ครู เนื้องาแกะ ยุคแรก ยาวประมาณ ๑ คืบ หลวงพ่อลงเหล็จารตัวขอม พร้อมกับลงชื่อของท่านกำกับให้ด้วย ปลัดขิกรุ่นนี้มีไม่กี่ชิ้นเท่านั้น ทุกวันนี้ซื้อขายประมาณ ๒ แสนขึ้นไป" ภูวเดช กล่าวด้วยความภูมิใจ  
  
              ในส่วนของ พระบูชา ภูวเดช ได้สะสมไว้บ้างพอประมาณ โดยเน้นความสวยทางพุทธศิลป์ ทั้งพระเก่าและพระใหม่ สำหรับพระใหม่ที่มีอยู่ คือ พระบูชา ของ อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินนักเขียนภาพชื่อดัง ผู้มีผลงานทางด้านศิลปะยอดเยี่ยมตลอดมา เมื่อได้ออกแบบปั้นพิมพ์พระพุทธรูป พุทธศิลป์ที่ปรากฏบนองค์พระจึงมีความงดงามมากเป็นพิเศษ และไม่เหมือนกับพระพุทธรูปรุ่นอื่นใดมาก่อน โดยเฉพาะความสวยงามที่เกิดมาจากความพลิ้วไหวของพุทธลักษณะ
  
              นอกจากพระพุทธรูปแล้ว ภูวเดช ยังได้สะสมพระกริ่ง และเหรียญพระราหู ของ อ.เฉลิมชัย อีกด้วย โดยคาดกันว่า อนาคตจะมีราคาสูงขึ้นกว่าเดิมหลายสิบเท่าอย่างแน่นอน เพราะเป็นผลงานที่ อ.เฉลิมชัย ท่านได้ตั้งใจรังสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษอย่างแท้จริง
  
              "ผมสะสมพระเครื่องพระบูชาด้วยใจรักและศรัทธาเลื่อมใสเป็นที่ตั้ง ทุกครั้งที่ได้กราบไหว้สักการบูชาพระเครื่องพระบูชาแล้วทำให้มีความสุขมาก โดยเฉพาะขณะที่ได้เพ่งมององค์พระ หรือหยิบองค์พระขึ้นมาส่องดูรายละเอียด จิตจะสงบเป็นสมาธิดีมาก จนไม่อยากลุกขึ้นไปไหน ความรู้สึกนี้ผมคิดว่า คงเกิดขึ้นกับนักสะสมพระเครื่องทุกคน สมัยก่อนผมเป็นคนอารมณ์ค่อนข้างร้อน แต่พอได้มาสะสมพระ จิตใจของผมอ่อนลงมาก เยือกเย็น สุขุม รอบคอบ มากขึ้น ส่งผลดีต่อการทำงาน โดยเฉพาะการติดต่อธุรกิจต่างๆ นับเป็นผลดีของการสะสมพระเครื่องพระบูชา" ภูวเดช กล่าวในตอนหนึ่ง
 
              ประสบการณ์จากการได้สักการะกราบไหว้พระเครื่องพระบูชา ภูวเดช กล่าวว่า ครั้งหนึ่งอยากซื้อที่ดินแปลงหนึ่งแถวบางกอกน้อย จึงได้เข้าห้องพระ กราบไหว้ตั้งจิตอธิษฐานขอพรจากองค์พระ ว่าขอให้ได้ที่ดินแปลงดังกล่าว พอเปิดดูในเว็บปรากฏว่ามีผู้โพสต์ขายที่ดินแปลงหนึ่งในละแวกนั้นจริงๆ จึงรีบติดต่อไปหาเจ้าของที่ดินทันที พอพบหน้ากัน เจ้าของที่ดินถามว่า คุณไหว้พระนั่งสมาธิมาหรือเปล่า นับเป็นเรื่องแปลกที่เจ้าของที่ดิน เอ่ยปากถามเช่นนี้
 
              ภูวเดช ตอบว่า ก่อนมาหาที่นี่ ก็เพิ่งไหว้พระเสร็จ เจ้าของที่ดีใจมาก เพราะท่านเป็นคนที่ถือศีลไหว้พระนั่งสมาธิเป็นประจำ พร้อมกับอธิษฐานขอให้คนที่มาซื้อที่ดินของท่าน เป็นคนดี จะได้เป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน เพราะรอบๆ ที่ดินแปลงดังกล่าว ล้วนเป็นลูกหลานของท่านทั้งนั้น จึงตกลงขายให้ ภูวเดช โดยใช้เวลาไม่ถึง ๑๐ นาที ในราคาหลายล้านบาท ขณะเดียวกันท่านได้พูดถึงเรื่องการทำบุญไหว้พระสวดมนต์นั่งสมาธิ โดยได้ชวนคุยเป็นเวลานานถึง ๒-๓ ชั่วโมง ท่านบอกว่า ชอบอัธายาศัยของ ภูวเดช มาก ท่านบอกว่า ก่อนหน้านี้มีคนมาขอซื้อที่ดินแปลงนี้หลายคนแล้ว แต่พูดจาไม่ดี จึงไม่ขายให้...ภูวเดช บอกว่า สิ่งนี้เกิดขึ้นนี้ มาจากอานิสงส์ของการไหว้พระสวดมนต์ ที่ชาวพุทธทุกคนควรปฏิบัติเป็นประจำ
 
              นอกจากความศรัทธาเลื่อมใสในองค์พระแล้ว ภูวเดช ยังบอกด้วยว่า การสะสมพระเครื่องพระบูชายังถือได้ว่า เป็นหลักทรัพย์ที่มั่นคง และนับวันจะเพิ่มพูนมูลค่าขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย สิ่งต่างๆ เหล่านี้ คือ มุมมองของ ภูวเดช ยงมหาภากรณ์ นักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จในชีวิตมาแล้ว

"}])