พระเครื่อง

กฤษฎิ์ พรหมทองชีวิตพ้นเงื้อมมือของมัจจุราช๒ครั้งซ้อน

กฤษฎิ์ พรหมทองชีวิตพ้นเงื้อมมือของมัจจุราช๒ครั้งซ้อน

21 ม.ค. 2555

กฤษฎิ์ พรหมทองชีวิตพ้นเงื้อมมือของมัจจุราช๒ครั้งซ้อน : สรณะคนดัง เรื่อง / ภาพ สุพิชฌาย์ รัตนะ / สำนักข่าวเนชั่น

             เส้นทางสู่ความศรัทธาในพระเครื่องวัตถุมงคลของแต่ละบุคคลในสังคมไทยล้วนมีที่มาที่ไปแตกต่างกัน บ้างก็ชื่นชอบในพุทธศิลป์ บางรายก็เลื่อมใสในวัตรปฏิบัติของพระอาจารย์ผู้สร้างวัตถุมงคลนั้น หรือแม้กระทั่งบูชาด้วยความเชื่อมั่นในพุทธคุณ
 
               แต่ก็ไม่มีไม่น้อย ที่สักการบูชาอาราธนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ติดตัวไปทุกที่ เพราะเกิดเรื่องราวเหนือธรรมชาติ ซึ่งไม่สามารถอธิบายในเชิงวิทยาศาสตร์ได้ หรือที่เรียกกันติดปากว่า “ปาฏิหาริย์” นั่นเอง
 
               เฉกเช่น "นายกฤษฎิ์ พรหมทอง" ในฐานะ “ผู้อำนวยการสโมสรฟุตบอลหาดใหญ่ เอฟซี” ที่ได้ประจักษ์ในเรื่องราวอัศจรรย์เหนือคำบรรยาย โดยเฉพาะการรอดชีวิตพ้นเงื้อมมือของมัจจุราชจากเหตุการณ์อุบัติเหตุอย่างไม่น่าเชื่อถึง ๒ ครั้งซ้อน จนยอมรับว่า “ปาฏิหาริย์ที่เกิดจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์” นั้น “มีจริง”
 
               หนุ่มใหญ่ชาวหาดใหญ่ ผู้ประสบความสำเร็จจากธุรกิจให้บริการสัญญาณจากค่ายมือถือชื่อดัง ก่อนจะตัดสินใจหันมาทำทีมฟุตบอลด้วยความรัก เพราะเป็นเกมกีฬาที่ชื่นชอบ และคลั่งไคล้มาตั้งแต่เด็ก เล่าย้อนเรื่องราวให้ฟังว่า ด้วยครอบครัวที่มีบิดาและมารดาเป็นทหารอาชีพ จึงได้เห็นและสัมผัสกับพระเครื่อง รวมถึงวัตถุมงคลมากมาย แต่ด้วยความที่เป็นคนที่เชื่อมั่นในหลักของวิทยาศาสตร์ จึงแทบจะไม่ได้ใส่ใจกับ “ของดี” ที่มีอยู่ในบ้าน
 
               กระทั่งเมื่อชีวิตย่างเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย กอปรกับเป็นคนเลือดร้อน โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่น ทำให้บิดามอบพระเครื่องหลวงพ่อทวด รุ่นปี ๒๕๐๕ เพื่อแขวนด้วยหวังให้แคล้วคลาดจากภัยอันตราย แต่ขณะนั้นก็ยังไม่ได้สนใจและใส่ใจอะไรมาก จนมีอยู่วันหนึ่ง ขณะขับรถจักรยานยนต์กับเพื่อน บนถนนสายกาญจนวนิช เมื่อถึงบริเวณหน้าศูนย์วิจัยการยางหาดใหญ่ ได้เร่งเครื่องสุดแรง เพื่อแซงรถคันหน้า แต่ในขณะนั้นเองมีรถตุ๊กตุ๊กคันหนึ่งเลี้ยวตัดข้ามมาจากจุดยูเทิร์น ทำให้เกิดการชนประสานงาอย่างจัง ชนิดที่รถกับคนลอยไปคนละทิศละทาง
 
               ห่างกันได้ไม่นาน ก็เกิดเหตุการณ์อุบัติเหตุที่รอดตายราวปฏิหาริย์อีกครั้ง เมื่อได้ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ โดยเพื่อนๆ จะพากลับบ้านหลังเสร็จจากกิจกรรมรับน้อง โดยใช้เส้นทางบริเวณสันเขื่อนอ่างเก็บน้ำมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ซึ่งระหว่างนั้นรถเกิดเสียหลักพุ่งลงสู่อ่างเก็บน้ำ และที่สำคัญริมขอบอ่างน้ำล้วนเต็มไปด้วยโขดหิน ซึ่งเพื่อนแต่ละคนที่ร่วมในเหตุการณ์เดียวกันบาดเจ็บสาหัส นอนโรงพยาบาลหลายเดือน ส่วนตัวเองกระเด็นตกรถแต่กลับไม่มีบาดแผลแม้แต่น้อย พบเพียงรอยช้ำบริเวณแขนและขาเท่านั้น โดยมีพระเครื่องหลวงพ่อทวด รุ่นปี ๒๕๐๕ ที่คล้องคอติดตัวเพียงองค์เดียวเท่านั้น
 
               “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้รู้สึกและสัมผัสได้ว่า ปาฏิหาริย์ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นมีอยู่จริง บางครั้งบอกกล่าวเป็นคำพูดได้ยาก หากใครไม่เจอกับตัวคงไม่รู้ แต่สำหรับผมจากวันนั้นเป็นต้นมาไร้ซึ่งข้อกังขาใดๆ แล้ว” กฤษฎิ์ กล่าวยืนยัน
 
               นอกจากพระเครื่องแล้ว “กฤษฎิ์” ยังศรัทธาใน "จตุคามรามเทพ” อีกด้วย โดยเป็นวัตถุมงคลอย่างแรกที่ต้องลงทุนลงแรงเสาะแสวงหาพร้อมทั้งศึกษาก่อนจะเช่ามาครอบครอง โดยเรื่องราวเกิดขึ้นในห้วงที่กระแสองค์พ่อจตุคามเริ่มเป็นที่รู้จัก ซึ่งหลายคนกล่าวขานกันว่า บูชาแล้วขอได้ไหว้รับ
 
               และที่สำคัญ “ใครมีไว้รับรองไม่จน” จึงไปขอความอนุเคราะห์จาก “โกหมิ่น” ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกับบิดา ที่สำคัญยังเป็นเจ้าของห้างทองสุวรรณศิลป์ หาดใหญ่ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญพระเครื่องหลวงพ่อทวด จึงน่าจะให้คำปรึกษาได้ จนในที่สุดก็ได้ครอบครองจตุคามฯ รุ่นแรกปี ๒๕๓๐ ดั่งหวัง
 
               “ผมอธิษฐานขอให้มีโชคลาภ โดยลองเสี่ยงโชค หากประสบความสำเร็จติดต่อกันสิบครั้ง จะเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ โดยเวลานั้นบอกองค์พ่อว่า เงินนะผมมี แต่อยากเห็นปาฏิหาริย์ ซึ่งสิ่งไม่เชื่อก็เกิดขึ้นกับผม โดยใช้เงินเล็กน้อยเสี่ยงโชคเหมือนชาวบ้านทั่วไป ปรากฏว่าเป็นไปตามคำพูด และเมื่อลองในครั้งที่ ๑๑ ปรากฏว่าผมถูกเจ้ามือกินเรียบ” กฤษฎิ์กล่าว
 
               ด้วยเหตุนี้เองที่ “กฤษฎิ์” จึงสนใจและใฝ่ศึกษาในเรื่องของพระเครื่องอย่างจริงจังนับแต่นั้นมา เพราะเชื่อว่าแค่แสวงหาวัตถุมงคลมาอาราธนาติดกายคงไม่พอ จำเป็นต้องรู้ให้ลึกซึ้งถึงที่มาที่ไป ทั้งประวัติผู้สร้าง เจตนา และวัตถุประสงค์ในการสร้าง เพราะสิ่งเหล่านี้คือพื้นฐานสำคัญที่จะนำมาซึ่งการก่อเกิดปาฏิหาริย์ในชีวิต สำหรับผู้เคารพศรัทธาได้ โดยทุกวันจะมีพระเครื่องหลายชุด แต่ที่นิมนต์ขึ้นคอเป็นประจำคือ "หลวงพ่อทวด เนื้อว่าน พิมพ์พระรอด ปี ๒๔๙๗" กับ "องค์พ่อจตุคามรามเทพ รุ่นแรก ปี ๒๕๓๐"
 
               กฤษฎิ์ พูดทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิดว่า "ปาฏิหาริย์ใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา แต่จะต้องขึ้นอยู่กับบุคคลด้วยว่า ดวงชะตาชีวิตนาทีนั้นถึงฆาตหรือไม่ และที่สำคัญ หากยังมีลมหายใจ ต้องหมั่นกระทำในสิ่งดี โดยเฉพาะการปฏิบัติศีล ๕ เพราะหากทำได้ เชื่อว่าในชีวิตหนึ่งคนนั้นจะมีโอกาสได้สัมผัสกับคำว่า ปาฏิหาริย์ แน่นอน"


เปลี่ยนสัญลักษณ์อันดับเปลี่ยน

               ฟุตบอล คือ เกมกีฬาที่ “กฤษฎิ์ พรหมทอง” ชื่นชอบ ไม่เคยคาดคิดว่าจะมีโอกาสมาทำหน้าที่เป็นประธานสโมสรหาดใหญ่ เอฟซี ทั้งนี้ จุดเริ่มย้อนไป เมื่อ พ.ศ.๒๕๕๒ ได้ผลักดันทีมของคนหาดใหญ่ลงแข่งขันฟุตบอลอาชีพลีกภูมิภาคดิวิชั่น ๒ เกิดขึ้นจนสำเร็จ และเมื่อร่วมก่อตั้งแล้วเกิดความรู้สึกรักและตั้งใจจะทำให้ทีมนี้เดินไปสู่ระดับสูงสุดของประเทศให้ได้
 
               สำหรับสัญลักษณ์ประจำทีม คือ “นกอินทรี” โดยสอดคล้องกับฉายาของทีม คือ “อินทรีแดง” (Red Eagle) ซึ่งมีประวัติความเป็นมาจากสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง บริเวณเขาบันไดนาง (ปัจจุบันคือบริเวณศูนย์อุตสาหกรรมน้ำน้อย) ได้มีกองทหารไทยจำนวน ๑๒ นาย ใช้ชื่อเรียกตัวเองว่า “อินทรีแดง” หยิบอาวุธลุกขึ้นสู้กับทหารญี่ปุ่นจำนวนมาก นำไปสู่การสร้างวีรกรรมจนเป็นที่เกรงขามของทหารญี่ปุ่น
 
               “สองปีแรกเราใช้สัญลักษณ์เป็นนกอินทรี แต่มีรูปแค่หัวและปีกข้างเดียว ซึ่งผลงานในสนามเป็นที่ไม่น่าพอใจ กระทั่งมีพระภิกษุรูปหนึ่ง ได้ทักว่า สัญลักษณ์ของสโมสรขาดสมดุล และไม่มีสมมาตร อยากให้ปรับแก้เปลี่ยนเป็นรูปที่แสดงถึงความเป็นพญาอินทรีที่ได้สัดส่วน และแสดงถึงพลังอำนาจ หากทำได้ทีมนี้จะดีขึ้น”
 
               การแข่งขันในฤดูกาลที่ผ่านมา จึงได้เปลี่ยนแปลงสัญลักษณ์ดั่งที่พระภิกษุทักท้วง โดยออกแบบเป็นนกอินทรีทั้งตัว และไม่น่าเชื่อว่า ผลงานจะเปรี้ยงปร้างจนสามารถเรียกแฟนบอลเข้าสนาม และจบอันดับ ๓ ของตาราง ทำให้บุคลากรของสโมสรต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า บางครั้งเกมฟุตบอลอาจมีศาสตร์ที่มองไม่เห็นเข้ามาเกี่ยวข้องโดยไม่รู้ตัว ซึ่งสัญลักษณ์ใหม่นี้ได้กลายเป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของทุกคนในทีมอย่างมาก

 

 

"}])