
พึ่งตนพึ่งธรรม:ทางสายกลางเป็นอย่างไรเล่า
พึ่งตนพึ่งธรรม : ทางสายกลางเป็นอย่างไรเล่า : โดย...มนสิกุล โอวาทเภสัชช์
"อินเดีย เป็นเมืองที่น่าศึกษา มีทั้งดี ทั้งชั่ว ทั้งสุข ทั้งทุกข์ ทั้งเจริญ ทั้งเสื่อม ถ้าใครมีตาในหน่อยจะได้ประโยชน์เยอะเลย มันน่าเบื่อ น่าสังเวช น่าเวทนาในชีวิตของสัตว์โลก"
"อาตมาเดินไปที่พระมหาเจดีย์ พุทธคยา มองดูคนไม่รู้กี่ประเทศ มากราบไหว้พระเจดีย์ มีพวกนก กระรอก กระแต เต็มไปหมด สมัยก่อนพวกเราก็คงเป็นพวกนี้มาก่อน ฟังเทศน์ฟังธรรมไม่รู้เรื่อง กรรมเลยได้กลับมาเป็นมนุษย์อีกครั้ง เมื่อพิจารณาดูคนทุกประเทศ ต่างกันเยอะ ต่างความคิด ต่างความเห็น ต่างความเป็นอยู่ แม้เสียงพูดก็ไม่เหมือนกัน แต่ก็มารวมกันที่นี่ เขาเรียกว่า สัตวโลก ผู้เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสาร รอแต่ว่า ใครจะกลับบ้านใครบ้านมันอย่างไร"
พระครูวิฑิตศาสนกิจ (ไพโรจน์ วิโรจโน) เจ้าอาวาสวัดดอยปุย จังหวัดเชียงใหม่ เริ่มต้นบรรยายธรรมให้ญาติโยมที่เดินทางมาแสวงบุญได้ฟังกันในยามเช้าวันหนึ่งที่วัดป่าพุทธคยา ซึ่งตั้งอยู่หลังพระมหาเจดีย์ และต้นพระศรีมหาโพธิ์ อันเป็นสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ในสาธารณรัฐอินเดีย
สำหรับในปีนี้ครบรอบ ๒๖๐๐ ปี ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมพอดี เราจึงขอนำธรรมะจากท่านมาฝากกัน เพื่อความไม่ประมาทในการดำเนินชีวิตในแต่ละย่างก้าว
ท่านได้กระตุกเตือนให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการเดินทางมายังสถานที่อันสำคัญแห่งนี้ว่า เรามาที่นี่ ก็แล้วแต่ว่า แต่ละคนใครจะหยิบเอาอะไรไป ถ้าจิตใจเรามืดบอด กลับไปจะไม่ได้อะไรเลย ดังที่ท่านกล่าวว่า เมื่อเราระลึกถึงพระพุทธเจ้า ว่าทำไมพระองค์จึงมาเกิดในประเทศนี้ มาสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าในประเทศนี้ ที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เราจะเกิดกำลังในการปฏิบัติไปจนกว่าจะพ้นทุกข์ "
พระครูวิฑิตศาสนกิจ ศิษย์สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต บรรพชาเป็นสามเณรตั้งแต่อายุ ๑๒ ปี หลังจากนั้น ๘ ปี ท่านจึงอุปสมบทเป็นพระภิกษุ อยู่ที่ดอยปุยกว่าสี่สิบปีก่อนที่จะเป็นวัดดอยปุยในวันนี้ ท่านช่วยสนับสนุนให้ชาวเขาปลูกป่ากว่า ๑,๗๐๐ ไร่ ท่านบอกว่า พระพุทธเจ้าเคารพพระธรรม พระธรรมคือธรรมชาติ พระองค์เคารพต้นไม้ เพราะต้นไม้ให้ชีวิต ให้ลมหายใจ ถ้าเราไม่รักษาป่า เราจะมีลมหายใจได้อย่างไร อุทกภัยในปีที่ผ่านมายังเล็กน้อยนัก ให้ระวังในปีต่อมาและปีต่อไปจะรุนแรงกว่าที่เป็นมา ขอเราจงอย่าประมาท
ท่านเล่าว่า มาพุทธคยาครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๘ บริเวณต้นโพธิ์ ยังไม่มีอะไรล้อมรั้วเลย บ้านคนก็ไม่มีมาก มีน้อย ต้นไม้ร่มรื่น น่านั่งภาวนา น่านอนทุกหนทุกแห่ง
"อาตมาลองไปนั่งตรงที่เจ้าชายสิทธัตถะนั่งจนสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า แล้วก็ไปนั่งกราบ พิจารณาว่า ตรงนี้พระพุทธเจ้าท่านสามารถกำจัดกิเลสได้หมดสิ้น ก็เลยปูผ้านั่ง ว่าจะนั่งสักชั่วโมงครึ่งชั่วโมง นั่งไปได้สิบนาทีอ้าว ทัวร์เรียกขึ้นรถ ไปต่อ...เมืองอินเดีย เป็นเมืองที่น่าศึกษา มีทั้งดี ทั้งชั่ว ทั้งสุข ทั้งทุกข์ ทั้งเจริญ ทั้งเสื่อม ถ้าใครมีตาในหน่อยจะได้ประโยชน์เยอะเลย มันน่าเบื่อ น่าสังเวช น่าเวทนาในชีวิตของสัตว์โลก แล้วก็มารวมกันที่นี่ ปีหนึ่งๆ มากันเป็นแสน เป็นล้านคน
"การมากราบไหว้พระพุทธเจ้าก็เหมือนกัน จิตแต่ละดวงไม่เหมือนกัน ความมุ่งหมายของศาสนาแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน บางคนมากราบไหว้ขอพร ขอให้ข้าพเจ้าร่ำรวย มีเงินมีทอง ขอให้หายจากโรคภัย ขอให้ข้าพเจ้าไม่มีอันตราย มาเพื่อหาที่พึ่ง แต่การพึ่งพระพุทธเจ้าที่แท้จริงก็คือการพึ่งคำสอนของท่านแล้วน้อมมาปฏิบัตินี่เอง พุทธภาษิตที่สำคัญหนึ่งก็คือ อัตตาหิ อัตตโน นาโถ ตัวเรานั่นแหละเป็นที่พึ่งของตัวเอง "
พระครูวิฑิตศาสนกิจอธิบายว่า เมื่อเราได้ยินคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว ใช้สติพิจารณา ควบคุมใจตนเอง จิตนั้นมีกิเลสเป็นนายครอบครอง มันจะพาจิตคิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว ผลคือความทุกข์ ถ้าจิตดวงใดมีสติควบคุมตลอดเวลา มันคิดเรื่องอะไรจะรู้สึกตัว เดินไปไหน ไม่ชนนั่นชนนี่ ไม่เจออันตราย ร่างกายก็ไม่ได้รับความชอกช้ำ
"ใจเราก็เหมือนกัน มันจะรับทั้งหอก ดาบ ปืน ทุกอย่างตลอดเวลา ถ้าไม่หลบ หรือถ้าไม่มีปัญญา จิตก็อันตราย จิตที่ไม่ดี คิดเกินขอบเขตจนเป็นบ้า คนที่เสียสติ คือคนที่คิดเกินขอบเขต คิดทั้งวันทั้งคืน โดยไม่รู้ว่าความคิดนั้นเป็นภัยแก่ตัวเอง ความคิดเป็นสิ่งสำคัญ คนเราจะสุข หรือจะทุกข์อยู่ที่ความคิด"
หนทางออกจากความคิด ท่านบอกว่า ให้ฝึกสติ ตื่นขึ้นมาให้ไหว้พระสวดมนต์ นึกถึงบุญคุณของพระพุทธเจ้า เป็นผู้มีบารมีมาก ช่วยรื้อสัตว์ถอนสัตว์ให้พ้นจากการเวียนว่าตายเกิด โดยอาศัยความเพียร ปัญญาอันบริสุทธิ์ ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อยของความลำบากทางกาย แม้ว่าท่านเจออุปสรรคมาก แต่ท่านมีปัญญา ในการฝ่าฟันอุปสรรคนั้น
"พระอานนท์ ตอนพระพุทธเจ้าละสังขาร ร้องห่มร้องไห้ว่า พระพุทธเจ้าสิ้นแล้วจะมีใครเป็นศาสดาต่อ พระพุทธเจ้าตรัสว่า เมื่อเราสิ้นไป พระธรรมวินัย จะเป็นศาสดาของพวกเธอ"
หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพาน พุทธศักราช ๑ ก็เริ่มต้นนับตั้งแต่นั้นมาจนถึงบัดนี้ ผ่านไป ๒๕๕๔ ปี พระธรรมคำสอนที่บรรจุอยู่ในพระไตรปิฎก ยังครบถ้วนเพียงพอที่จะทำให้เราพ้นทุกข์ได้ หากเราเพียรปฏิบัติอย่างไม่ย่อหย่อน
"ท่านบอกว่า เราเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสาร เป็นเวลานานแล้ว เพราะการกระทำของเรามีอยู่สองอย่างคือ ทำดีก็ได้ ทำชั่วก็ได้ ภพใด ชาติใด ทำความดีมากๆ ทำกุศลมากๆ ตายไปแล้วก็ไปสู่สุคติ โลกสวรรค์ หมดวาระของกรรมดีก็กลับมาใหม่ มาเกิดเป็นพระราชา มีเงินมีทองมาก บางภพบางชาติหลงในวัตถุเงินทอง เอาความสุขนั้นไปทำความชั่ว ฆ่าคน ฆ่าสัตว์ มัวเมาอยู่ในรูปรส กลิ่น เสียง สัมผัส ธรรมารมณ์ ตายไปอีก ตกนรก พอพ้นจากโลกก็กลายเป็นสัตว์ เป็นเปรต เป็นเดรัจฉาน อยู่อย่างนี้
"ท่านให้พิจารณาว่า การที่เราหลงความดีกับความชั่วนี้แหละ เราถึงมีการกระทำ เมื่อเรายังมีการทำความดีความชั่วอยู่ ผลของการกระทำนั้นจะต้องสนองจิตใจเราแน่นอน แล้วเราจะทำอย่างไร พระพุทธเจ้าท่านแสดงไว้ใน 'ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร' ว่า หนทางสองแพ่ง คือทางดีกับทางชั่ว ต่อแต่นี้อย่าเดินไปอีก ไปทางดีก็ทุกข์ ไปทางชั่วก็ทุกข์ เพราะการทำดีก็มีการกระทำ ทำชั่วก็มีการกระทำ เมื่อมีการกระทำแล้วจิตมันก็ยึดติดอยู่ในการกระทำนั้น ผลของการกระทำจะต้องสนองต่อดวงจิตของเราแน่นอน บางคนมีอาชีพฆ่าวัวฆ่าควาย ตอนเขามีกำลังกาย กำลังใจอยู่ เขามีความสุขในการฆ่าสัตว์ ทุกวันๆ พอแก่ตัวกรรมอันนั้นมันออกมา ทำให้เขามีความกลัว กลัวว่าวัวควายมันจะขวิดเอา เพราะวิญญาณพยาบาทมันมีอยู่ "
ท่านสรุปคำสอนจาก 'โอวาทปาติโมกข์' ให้เราเข้าใจกันง่ายๆ ว่า คำสอนของพระพุทธเจ้า ให้ละชั่ว ทำดี และการชำระจิตของตนให้ขาวรอบโดยการเจริญสติ สมาธิ และวิปัสสนาปัญญา นี่แแหละคือหนทางที่จะนำเราสู่ความพ้นทุกข์ที่แท้จริง
----------------------
(พึ่งตนพึ่งธรรม : ทางสายกลางเป็นอย่างไรเล่า : โดย...มนสิกุล โอวาทเภสัชช์)



