พระเครื่อง

๕เหรียญ"มหามงคล"

๕เหรียญ"มหามงคล"

19 ธ.ค. 2554

๕เหรียญ"มหามงคล" : ชั่วโมงเซียนโดย อ.ยุทธ โตอดิเทพ

              ผู้ที่จัดพระชุดเบญจภาคี คือ “ตรียัมปวาย” นี้เองที่ได้จัดทำทำเนียบชุดพระเครื่อง “เบญจภาคี” ขึ้นในปี ๒๔๙๕ โดยเมื่อแรกเริ่มยังคงเป็นเพียง “ไตรภาคี” คือมีเพียง ๓ องค์เท่านั้น อันประกอบด้วย พระสมเด็จวัดระฆัง เป็นองค์ประธาน ซ้าย-ขวา เป็นพระนางพญา จ.พิษณุโลก และพระรอด จ.ลำพูน     หลังจากนั้นไม่นานจึงได้ผนวก “พระซุ้มกอ” จ.กำแพงเพชร และ “พระผงสุพรรณ” จ.สุพรรณบุรี กลายเป็น “พระเบญจภาคี” หมายถึง พระเครื่องชุดหนึ่งประกอบด้วยพระจำนวน ๕ องค์
   
              เรื่องของการจัดพระชุดเบญจภาคีนั้น นักเลงพระยุคก่อน และเซียนพระสมัยปัจจุบัน ได้มีการจัดพระเครื่องเป็นชุดเบญจภาคี แยกย่อยออกไปอีกหลายชุด เช่น พระเบญจภาคียอดขุนพล เบญจภาคีพระปิดตา (เนื้อผง เนื้อโลหะ) เบญจภาคีเหรียญพระพุทธ เบญจภาคีเหรียญพระสงฆ์ ฯลฯ รวมทั้งเบญจภาคีเครื่องราง
   
              เบญจภาคีเครื่องราง-ของขลัง ของเมืองไทย ได้แก่ ปลัดขิก หลวงพ่อเหลือ เสือ หลวงพ่อปาน หนุมาน หลวงพ่อสุ่น วัวปั้นหุ่น หลวงพ่อน้อย วัดศีรษะทอง เบี้ยแก้กันของหลวงปู่รอด วัดนายโรง
   
              พระปิดตาเนื้อผงคลุกรักชุดเบญจภาคีที่นักเลงพระจัดลำดับกันไว้นั้น ประกอบด้วย พระปิดตาหลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์ พระปิดตาหลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง พระปิดตาหลวงปู่จีน วัดท่าลาด พระปิดตาหลวงปู่ไข่ วัดเชิงเลน พระปิดตาหลวงปู่ภู่ วัดนอก ชลบุรี
   
              ในกรณีของการจัดเหรียญเบญจภาคีพระสงฆ์นั้น เดิมทีประกอบด้วย ๑.เหรียญหลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง กทม. สร้าง พ.ศ.๒๔๖๗  ๒.เหรียญหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติการาม จ.พระนครศรีอยุธยา สร้าง พ.ศ. ๒๔๖๙  ๓.เหรียญหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จ.ชัยนาท สร้าง พ.ศ. ๒๔๖๖  ๔.หลวงพ่อฉุย วัดคงคาราม จ.เพชรบุรี สร้าง พ.ศ. ๒๔๖๕ และ ๕.เหรียญหลวงพ่อพุ่ม วัดบางโคล่ กทม. สร้าง พ.ศ.๒๔๗๗ ซึ่งปัจจุบันนี้เหรียญเหล่านี้มีค่านิยมหลักหลายๆ ล้าน
   
              อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนี้การสะสมพระเครื่องนั้น นอกจากพุทธคุณ พุทธศิลป์ รวมทั้งเพื่อพุทธพาณิชย์แล้ว พระที่มีชื่อรุ่นอันเป็นนามมงคลก็ได้รับความสนใจอยู่ไม่น้อย สำหรับพระเครื่องที่มีชื่อรุ่นอันเป็นนนามมงคลที่ได้รับความนิยม ๕ อันดับแรก ของพระอริยสงฆ์ที่โด่งดังเด่น รวมทั้งมีประสบการณ์เด่นชัด ประกอบด้วย
    
              ๑.เหรียญพ่อ แม่ หลวงพ่อยิด วัดหนองจอก ต.ดอนยายหนู อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ สร้าง  พ.ศ.๒๕๓๔ มี ๓ เนื้อ คือ เงิน สร้าง ๑๓๐ เหรียญ ค่านิยม หลักหมื่นกลางๆทองแดง สร้าง ๕,๐๐๐ เหรียญ ค่านิยม หลักพัน ทองแดงกะไหล่ทอง ๕,๐๐๐ เหรียญ ค่านิยมหลักพันกลางๆ  เป็นการจำลองเหรียญพรหมมุณี (สมเด็จสังฆราชแพ) วัดสุทัศนฯ พ.ศ.๒๔๖๑ แคล้วคลาด เจริญรุ่งเรืองเหรียญของท่านที่ได้รับความที่นิยมสูงสุดเป็นเหรียญรุ่นแรก เนื้อเงิน สร้าง พ.ศ.๒๕๓๐ เช่าหากันในราคาสูงไม่ต่ำกว่า ๓๐๐,๐๐๐ บาท
   
              ๒.เหรียญ อายุยืน ครึ่งองค์ หลวงปู่สี ฉันทสิริ วัดเขาถ้ำบุญนาค อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ สร้างเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๗ มีทั้งหมด ๓ เนื้อ เงินค่านิยม หลักแสนต้นๆ นวะค่านิยม หลักหมื่นปลายๆ และ ทองแดง ค่านิยมหลักหมื่นต้นๆ ส่วนเหรียญของท่านที่ได้รับความที่นิยมสูงสุดเป็นเหรียญอายุยืนเต็มองค์ เนื้อทองคำ สร้าง พ.ศ.๒๕๑๗ ค่านิยมหลักล้าน
   
              ๓.เหรียญเมตตา หลวงปู่สิม  พุทธาจาโร  วัดถ้ำผาปล่อง ต.เชียงดาว อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่  สร้างเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๗ มีทั้งหมด ๕ เนื้อ ประกอบด้วย ทองคำ ค่านิยม หลักแสนกลางๆ เนื้อเงิน ค่านิยม หลักหมื่นปลายๆ นวะ ค่านิยมหลักหมื่นกลางๆ เนื้อทองแดง ค่านิยมหลักหมื่นต้นๆ และ กะไหล่ทอง ค่านิยม หลักหมื่นต้นๆ พุทธคุณเด่นทางเมตตา
   
              ๔.เหรียญเจริญพรล่าง หลวงปู่ทิม อิสริโก วัดละหารไร่ อ.บ้านค่าย จ.ระยอง สร้างเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๗ มี ๓ เนื้อ  คือ ทองคำ ค่านิยมหลักล้านต้นๆ เงิน ค่านิยมหลักแสนกลางๆ และทองแดงหลักหมื่นปลายๆ พุทธเด่นทางเมตตามหานิยม และแคล้วคลาด เหรียญของท่านที่ได้รับความที่นิยมสูงสุดเป็นเหรียญเนื้อทองคำ
   
              และ ๕. เหรียญมหาลาภ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง อ.เมือง จ.อุทัยธานี สร้างเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๙ เป็นเหรียญรุ่นแรก มีเนื้อเดียว คือ อัลปาก้าชุบนิเกิล ค่านิยมหลักพัน จำนวนการสร้าง ๑๐,๐๐๐ เหรียญ เนื่องจากพระของหลวงพ่อฤษีลิงดำได้สร้างไว้จำนวนมหาศาล เฉพาะรุ่นคำข้าว น่าจะมีการสร้างหลักหลายล้านองค์ แม้ว่าท่านจะมรณภาพมาหลายปีแล้ว แต่เหรียญรุ่นดังกล่าวก็ยังมีให้เช่าบูชาที่วัด
   
              สุดท้ายนี้ต้องขอบขอบคุณ นายวิเชียร อินทะพันธ์ นักธุรกิจหนุ่มทำธุรกิจเหล็ก และเจ้าของร้าน พรหลวงปู่สีที่เอื้อเฟื้อภาพถ่าย


คำสอนของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ

   
              หลวงพ่อพระราชพรหมยาน (พระมหาวีระ ถาวโร) หรือ หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ แห่งวัดท่าซุง จ.อุทัยธานี ได้เคยสอนเรื่องการปฏิบัติพระกรรมฐาน ไว้ว่าเราทุกคน ถ้าก่อนจะตาย ถ้าจิตจับอารมณ์ที่เป็นบาป อย่างใดอย่างหนึ่ง ในขณะนั้นแล้วก็ตาย อย่างนี้ตายไปอบายภูมิแน่ ถึงแม้จะทำบุญไว้มากสักเพียงไรก็ตาม ต้องไปนรกก่อน เราจะไปสวรรค์ก่อน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่มีชีวิตอยู่ ถ้ามีความฉลาด ถึงแม้ว่าเราจะบาปมากจะมีบุญน้อย ก็ควบคุมอารมณ์ ที่เป็นบุญไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าหากว่าทุกคนตั้งใจ ไว้เฉพาะพระนิพพาน ถึงแม้เราจะมีบุญน้อย เราก็สามารถไปพระนิพพานได้
    
              พระพุทธเจ้าทรงแนะนำไว้ว่า ท่านทั้งหลายจงอย่านึกถึงความชั่วที่ทำมาแล้ว ความชั่วก็คือ บาป บาปก็คือ ความชั่วเราไม่ยอมนึกถึงมัน นึกถึงความดีอย่างเดียว ควบคุมจิตให้เป็นฌาน ให้ได้ทุกวัน ฌานก็ได้แก่ อารมณ์ชิน คิดไว้เสมอว่า เราจะเจริญสมาธิภาวนาได้ทุกอย่างเป็นพุทโธ วันหนึ่งเราสามารถทำได้สัก ๑๐ นาที ๒๐ นาทีก็ตาม แม้จะมีเวลาน้อย และถ้าทำได้ ให้นึกถึงภาพพระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่งที่เราชอบ แล้วภาวนาอย่างนี้ทุกวันจนชิน อย่างนี้เรียกว่าเป็นฌาน
    
              ถ้าทำได้แบบนี้ทุกวัน ถึงแม้จะบาป มากขนาดไหนก็ตาม ก่อนตายแทนที่จะเห็นภาพ ที่เราเคยทำบาป บาปจะเข้ามาไม่ได้ มันมีแต่ภาพของบุญอย่างนี้ไปสวรรค์แน่ เป็นอย่างต่ำ การเจริญพระกรรมฐานอันดับแรก ให้ทุกคนกำหนดรู้ลมหายใจเข้า ออก เวลาหายใจเข้ารู้อยู่หายใจเข้า เวลาหายใจออกรู้อยู่หายใจออก อาจจะภาวนา "พุทโธ" หายใจเข้านึกว่า "พุท" หายใจออกนึกว่า "โธ" สัก ๒-๓ ครั้ง ก็ได้ตามความพอใจมากก็ได้น้อยก็ได้แล้วก็หลับไป พอตื่นขึ้นมาใหม่ๆ ก็นึกถึงพระพุทธรูปองค์นั้นอีกแล้วก็ภาวนาว่า "พุทโธ" อีก
     
              ทำอย่างนี้ทุกวัน จนกระทั่งวันไหนถ้าเราไม่มีโอกาสจะทำ วันนั้นรำคาญ ต้องทำเป็นอารมณ์ชิน อย่างนี้ ถือว่า ทรง ฌานในพุทธานุสสติกรรมฐานแล้ว แม้ศีลมันจะขาดมันจะบกพร่องบ้าง ถึงยังไงก็ตาม ตายแล้วต้องไปสวรรค์แน่นอน

"}])