พระเครื่อง

ยอมซื้อพระแพงเอาไว้ศึกษาเป็นพระองค์ครูหนูดิโอลด์สยาม (สมพร ชูศรี)

ยอมซื้อพระแพงเอาไว้ศึกษาเป็นพระองค์ครูหนูดิโอลด์สยาม (สมพร ชูศรี)

18 ธ.ค. 2554

ยอมซื้อพระแพงเอาไว้ศึกษาเป็นพระองค์ครูหนูดิโอลด์สยาม (สมพร ชูศรี) : เส้นทางนักพระเครื่อง โดยตาล ตันหยง

               บนเส้นทางเดินของนักสะสมพระเครื่องหลายคนที่เกิดขึ้นโดยสภาพสิ่งแวดล้อมเป็นตัวกำหนด เพราะพ่อแม่ได้สะสมหรือซื้อขายพระเครื่องมาก่อน อย่างเช่น หนูดิโอลด์สยาม (สมพร ชูศรี) อายุเพียง ๕ ขวบต้องนั่งเฝ้าแผงพระของคุณพ่อที่ สวนรัก บริเวณอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม) เมืองโคราช ทำให้ชีวิตเกิดมาได้พบเห็นพระเครื่องมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย จนเมื่อเรียนชั้นประถมถึงมัธยมก็รู้จักช่วยคุณพ่อขายพระได้แล้ว

               ตอนอยู่ชั้นประถมเวลาเลิกเรียนแล้วผมจะต้องไปเฝ้าแผงพระของคุณพ่ออยู่เสมอ ทั้งๆ ที่ยังไม่ประสี
ประสาอะไรมากนักวันหนึ่งมีคนมาขอซื้อเหรียญ ร.๕ ผมไม่รู้ราคาเลยขายไปเหรียญละ ๑๐๐ บาท ขายไปหลายเหรียญ ได้เงินมา ๑,๕๐๐ บาท ดีใจมาก พอพ่อกลับมารู้เรื่องเข้าก็จับผมเฆี่ยนเลย เพราะราคาที่ตั้งไว้คือเหรียญละ ๕๐๐ บาท ผมขายผิดราคาไปโดยไม่ได้ตั้งใจ ตั้งแต่นั้นมา พ่อสั่งให้ผมเฝ้าแผงพระอย่างเดียว ไม่ต้องขายพระอีก ต่อมาเมื่อเรียนจบชั้นมัธยมแล้วผมไปทำงานที่ปากช่องระยะหนึ่ง รู้สึกไม่ชอบงานที่ทำ จึงกลับมาอยู่บ้านที่โคราช ช่วยพี่ชายทำงานเลี่ยมพระ พร้อมกับขายพระไปด้วย สมัยนั้นเหรียญหลวงพ่อคูณ เป็นที่นิยมกันมากแล้ว รวมทั้งพระเกจิอาจารย์อื่นๆ อีกมากมายในภาคอีสาน ทำให้งานเลี่ยมพระมีอยู่ตลอดเวลา ผมรู้สึกว่า ชีวิตผมผูกพันกับเรื่องพระมาโดยตลอด หนู ดิโอลด์สยาม เล่าถึงอดีตที่ผ่านมา

               หนู ทำงานเลี่ยมพระนานถึง ๑๐ ปี จนมีโอกาสได้เรียนรู้เรื่องพระเครื่องไปในตัว แบบครูพักลักจำ จากการพูดคุยของลูกค้าที่เอาพระมาเลี่ยม ที่ได้พูดถึงความศักดิ์สิทธิ์ของพระเกจิอาจารย์ต่างๆ รวมทั้งได้พบเห็นพระแท้องค์จริงของลูกค้าที่เอามาเลี่ยม ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นเหรียญกลางเก่ากลางใหม่ และเหรียญใหม่ที่เพิ่งออกมาจากวัด ทำให้จดจำหน้าตาของพระเกจิอาจารย์แต่ละท่านได้อย่างแม่นยำ เพราะเลี่ยมพระทุกวัน วันละหลายๆ องค์ ขณะเดียวกันก็มีรายได้เสริมอีกทางหนึ่ง โดยซื้อเหรียญที่มีคนเอามาขาย เมื่อขายต่อออกไปก็ได้กำไรพอสมควร

               ลูกค้าประจำคนหนึ่งของหนู ที่เอาพระมาเลี่ยม พร้อมกับมาดูตลาดพระบ่อยๆ คือ อ.กำฑร พานิชยิ่ง มีบ้านอยู่โคราช เป็นนักสะสมพระระดับแนวหน้าคนหนึ่ง อีกทั้งยังมีความรู้ในการเขียนตัวอักขระขอมได้อย่างสวยงาม นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้เรื่องคาถาอาคมต่างๆ โดยเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อหลายท่านด้วยกัน อ.กำฑร เห็น หนู เป็นคนขยันทำงาน สนใจพระเครื่อง และมีความซื่อสัตย์จริงใจ จึงชวนให้ไปทำงานด้วยกันที่กรุงเทพฯ โดยเปิดร้านพระที่ห้างเดอะมอลล์ ท่าพระ หนู เห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ และเป็นโอกาสอันดี จึงตอบตกลงด้วย

               ผมทำงานอยู่กับอ.กำฑร ที่ศูนย์พระเดอะมอลล์ ท่าพระ หลายปี ได้เรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ มากมาย ที่เกี่ยวกับวงการพระในเมืองหลวง ลีลาและชั้นเชิงของการอยู่ร่วมกันในสังคมวงกว้าง ที่มีผู้คนหลากหลายอาชีพมาอยู่รวมกันในวงการพระ ต่อมาทางห้างเดอะมอลล์ยุบศูนย์พระเครื่อง ผมจึงขออนุญาต อ.กำฑร ไปเปิดร้านพระขึ้นเองที่ห้างดิโอลด์สยาม ละแวกสี่แยกบ้านหม้อ-พาหุรัด-เฉลิมกรุง ช่วงแรกเช่าเป็นตู้พระก่อน ปรากฏว่ากิจการซื้อขายพระเป็นไปด้วยดี เป็นที่รู้จักของลูกค้าจำนวนมาก ผมซื้อขายทั้งพระใหม่และพระเก่า รวมทั้งเปิดรับจองพระออกใหม่ด้วย ต่อมาเมื่อมีห้องว่างจึงได้ขอเช่าต่อ เพื่อเปิดเป็น ชมรมพระเครื่องดิโอลด์สยาม ขึ้น โดยมีพรรคพวกเพื่อนฝูงมาร่วมเปิดตู้พระด้วยกันในชมรมแห่งนี้ หนู กล่าวถึงชีวิตใหม่บนเส้นทางสายนี้

               ด้วยความรักชอบในเรื่องของพระกรุพระเก่าหนู จึงมุ่งหน้าหาความรู้พระสายนี้ด้วยการขอซื้อพระจากเซียนรุ่นใหญ่ที่มีชื่อเสียง ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละคนย่อมมีคุณธรรมในการซื้อขายพระที่มีหลักประกันให้ด้วยว่า พระที่ขายออกไปนั้นเป็น พระแท้ ทุกองค์ หากมีปัญหาจะต้องรับคืนทันที

               หนูบอกว่า ผมจะไม่ซื้อพระแบบสะเปะสะปะโดยไม่มีหลักประกัน เพราะเมื่อมีปัญหาเขาจะไม่รับคืนพระ ผมยอมซื้อพระในราคาที่แพงกว่าทั่วๆ ไป ขอให้เป็นพระสวยแท้ดูง่ายก็แล้วกัน เพื่อเอามาศึกษาเป็นพระองค์ครู โดยซื้อจากเซียนพระชื่อดัง ทั้งในสนามพระท่าพระจันทร์ และที่ชมรมพระเครื่องมรดกไทย รวมทั้งที่พี่คำรณ สัยยะนิฐิ ซึ่งอยู่บนห้างดิโอลด์สยามด้วยกัน ผมซื้อพระจากเซียนรุ่นพี่เหล่านี้บ่อยๆ จนในที่สุดก็เกิดความสนิทสนมคุ้นเคยกัน ส่วนพระหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ จะขอซื้อจากเสี่ยลิ้ง หาดใหญ่ รวมทั้งพระหลักยอดนิยมอื่นๆ เสี่ยลิ้ง ก็มีเหมือนกัน พระทุกองค์ที่ซื้อมานี้ ผมจะเอามาศึกษารายละเอียดบนองค์พระอย่างชนิดเจาะลึกเป็นเวลานานๆ จนจดจำได้แล้วจึงค่อยขายออกไป แล้วหาซื้อพระองค์ใหม่เข้ามา พระทุกองค์ที่ขายออกไปเป็นที่พอใจของลูกค้าเสมอ โดยผมได้กำไรเล็กน้อย พระบางองค์ผมขายออกไปเท่าทุนก็มี เพราะผมคิดว่าได้กำไรแล้วจากการได้ส่องดูพระแท้องค์จริง ผมมีโอกาสได้เก็บรายละเอียดต่างๆ บนองค์พระ เอาไว้เป็นบทเรียนอันมีค่า แค่นี้ก็คุ้มแล้ว เมื่อเกิดความชำนาญมากขึ้น สามารถตัดสินใจซื้อพระได้ด้วยตนเอง พระที่ได้มาใหม่นี้จะเป็นราคาพระทั่วไปที่เป็นจริง

               หลักการศึกษาพระเครื่องอีกแนวทางหนึ่งที่ หนู เคยใช้มาคือ จากความคุ้นเคยกับเซียนพระที่รู้จริงและมีคุณธรรม โดยการซื้อพระจากเขาเหล่านั้นบ่อยๆ เมื่อรู้จักกันดีแล้ว หากมีเรื่องสงสัยอะไรในการดูพระก็สอบถามเขาได้ เซียนพระรุ่นใหญ่ส่วนมากเป็นผู้มีน้ำใจเอื้ออารีต่อคนรุ่นน้อง หรือรุ่นลูกหลาน ที่เป็นคนรุ่นใหม่ ข้อสำคัญคือ เราต้องเป็นผู้อ่อนน้อมถ่อมตน รู้จักสัมมาคารวะ ไม่ทำตัวเป็นคนอวดรู้อวดเก่ง เพราะผู้ใหญ่จะไม่ชอบคนแบบนี้

               ขณะเดียวกันในฐานะคนขายพระ หนู บอกว่า ความซื่อสัตย์และจริงใจกับลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญมาก อย่าเอาพระหน้าลาย หรือพระคาบลูกคาบดอกให้ลูกค้าอย่างเด็ดขาด ต้องเน้นอย่างเดียวคือ พระแท้สวยและดูง่าย เท่านั้น เมื่อลูกค้าได้พระไปแล้ว เอาไปให้คนอื่นที่ดูพระเป็น เมื่อรู้ว่าเป็นพระแท้ เขาจะเชื่อถือเรามากขึ้น และหากได้ไปในราคาที่เหมาะสม ไม่แพงจนเกินไป จะยิ่งพอใจมากขึ้นไปอีก

               หนู บอกด้วยว่า สมัยนี้ลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่จะสนใจแต่พระเกจิอาจารย์พระเนื้อโลหะกันมากขึ้น โดยให้เหตุผลว่า ดูง่ายมีข้อยุติ โดยเฉพาะพระที่มีโค้ด มีเลขกำกับ ต่างกับพระกรุพระเก่าที่ดูยาก และมักจะมีปัญหาเสมอ เมื่อมีการคืนพระ จึงไม่นิยมสะสมกันเลย ที่สำคัญสมัยนี้ลูกค้ารุ่นใหม่เมื่อมาซื้อพระแต่ละองค์จะทำการบ้านมาก่อนแล้ว รู้ข้อมูลต่างๆ ขององค์พระอย่างละเอียด โดยศึกษาจากเว็บไซต์ หรือในหนังสือตำราพระที่มีอยู่อย่างแพร่หลาย บางคนรู้ลึกรู้มากกว่าคนขายพระเสียอีก ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีสำหรับวงการพระในทุกวันนี้

               อย่างไรก็ตามความรับผิดชอบต่อลูกค้า ย่อมต้องมีอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาใดๆ เมื่อลูกค้ามีความไว้วางใจแล้ว ทุกอย่างก็ไปได้สวยด้วยกันทั้งนั้น

"}])