
ทำนาแบบพระๆไม่พึ่งนโยบาย“จำนำและประกันราคาข้าว"
ทำนาแบบพระๆไม่พึ่งนโยบาย“จำนำและประกันราคาข้าว" : 0 เรื่อง ไตรเทพ ไกรงู ภาพ กุลพันธ์ ศิริพิมพ์อัมพร 0
"หว่านเดือนแม่เกี่ยวเดือนพ่อ" เป็นโครงการที่ พระปลัดปราโมช อธิปญฺโญ หรือพระอาจารย์ปราโมช แห่งศูนย์เรียนรู้คุณธรรมนำชีวิตตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงวัดเชิงผา ต.กลางดง อ.ทุ่งเสลี่ยม จ.สุโขทัย นำพระเณรประมาณ ๕๐ รูป และชาวบ้านอีกกว่า ๒๐๐ คน ร่วมกันดำนาบนเนื้อที่ของวัดเกือบ ๑๐ ไร่ โดยได้เริ่มโครงการระหว่างวันที่ ๙-๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา ทั้งนี้ กำหนดเก็บเกี่ยว "เดือนพ่อ" เมื่อวันเสาร์ที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๕๔ โดยมีนายนคร คงนวล นายอำเภอทุ่งเสลี่ยม เป็นประธานในการเกี่ยวข้าว และชาวทุ่งเสลี่ยมอีกกว่า ๓๐๐ คนมาร่วมงาน
วิธีการทำนาของพระอาจารย์ปราโมช จะแตกต่างจากชาวนาทั่วๆ ไปอย่างสิ้นเชิง คือ ทำนาแบบไม่ทำลายระบบนิเวศ ทำลายดิน รวมทั้งทำลายน้ำ ด้วยเหตุนี้หลังจากปักดำแล้วไม่ได้ใส่ปุ๋ยเคมี หรือใช้สารอินทรีย์ใดๆ ใส่ลงในนาข้าวเลย ความจำเป็นในการลงทุนปุ๋ยไม่มีเลย อาศัยปุ๋ยที่ค้างอยู่จากการปลูกผัก ซึ่งเป็นขี้วัว ขี้ค้างคาว ขี้หมู และขี้วัว โดยเริ่มเมื่อ พ.ศ.๒๕๔๖ เริ่มจากที่ดิน ๑๐ ไร่ ปัจจุบันเหลือ ๖ ไร่
ทั้งนี้ หลังจากปักดำแล้ว นาที่ทำถูกน้ำท่วม ๓ ครั้ง ครั้งแรกกับครั้งที่ ๒ ท่วมประมาณ ๓-๔ วัน ส่วนครั้งที่ ๓ นานหน่อย คือ ประมาณ ๗-๘ วัน ทำให้ข้าวในนาเสียหายไปประมาณ ๒ งาน ซึ่งแน่นอนที่สุดว่าผลผลิตที่ได้ต้องต่ำว่าทุกๆ ปี
“อาตมาไม่ได้มีความรู้สึกว่าการได้น้อยเป็นเรื่องของการขาดทุน การได้ข้าวมากหรือน้อยไม่ใช่ประเด็นหลักของการทำนา เพราะเจตนาการทำนาตั้งแต่ต้น คือ การทำนาเพื่อเอามวลชน ทำนาเพื่อเอาบุญ รวมทั้งทำนาได้มวลชน” นี่เป็นคำยืนยันของพระอาจารย์ปราโมช
ประเด็นปัญหาหนึ่งที่มักจะมีคนจำนวนไม่น้อยถกเถียงยงกันว่า “การทำนาเป็นกิจของสงฆ์ หรือ ไม่ใช่กิจของสงฆ์” พระอาจารย์ปราโมช บอกว่า ต้องใช้พระธรรมวินัยเป็นข้อกำหนด มิใช่ใช้ความรู้สึกนึกคิดของพระสงฆ์และชาวบ้านเป็นข้อพิจารณา เมื่อได้อ่านพระไตรปิฎก หมวดพระวินัย ก็จะได้พบว่า โดยแท้จริงแล้วกิจของสงฆ์นั้น ถูกกำหนดไว้แล้วตามนโยบายของพระพุทธเจ้า เมื่อครั้งที่พระองค์ทรงส่งพระอรหันต์ ๖๐ องค์แรกไปประกาศพระพุทธศาสนา ความตอนหนึ่งว่า จรถ ภิกฺขเว จริกํ พหุชนหิตาย พหุชน สุขาย โลกานุกมฺปาย มีใจความเป็นภาษาไทยว่า “ภิกษุทั้งหลาย เธอจงเที่ยวไป เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข แก่มวลมนุษย์"
พร้อมกันนี้พระอาจารย์ปราโมช ยังบอกด้วยว่า การทำนาของพระเพื่อมุ่งสอนให้ชาวบ้านได้เห็นคุณค่าของแผ่นดิน ไม่ต้องการให้ที่ดินว่างเปล่าจากการสร้างสรรค์ประโยชน์ ไม่ทำนาแบบโลภนำหน้าแต่จะมุ่งสร้างปัญญา นำมาซึ่งความเสียสละจากบุคคลหลายฝ่าย หลายแบบ อาทิ สละแรงงาน โดยไม่หวังค่าตอบแทน สละทุนทรัพย์ร่วมบริจาคปัจจัย
นอกจากนี้แล้ว การร่วมดำนา การร่วมเก็บเกี่ยวข้าว นำมาซึ่งความร่วมมือทั้ง ๓ ฝ่าย อันเป็นรากฐานของสังคมไทยที่เราเรียกว่า “บวร” คือ บ้าน วัด โรงเรียน รวมทั้งยังถือว่าเป็นบุญอย่างหนึ่ง เพราะ บุญในพระพุทธศาสนามีบุญกริยา ๑๐ อย่าง ซึ่งมีอยู่ข้อหนึ่ง คือ ไวยาวัจมัย คือบุญที่สำเร็จด้วยการขวนขวายในกิจที่ชอบ ที่ดีงาม หรือการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม
สำหรับข้าวที่ได้นั้น พระอาจารย์ปราโมช บอกว่า ไม่ได้ไปเข้าโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาลชุดปัจจุบัน และก็ไม่ได้นำข้าวไปขายในราคาประกันของนโยบายชุดก่อน หากนำข้าวที่ได้ไปสีเป็นข้าวสารเพื่อมาหุงเลี้ยงญาติโยมที่มาปฏิบัติธรรมคราวละ ๓-๕ กระสอบปุ๋ย ซึ่งข้าวจากการทำนาปีที่แล้วยังเหลืออยู่ เมื่อได้ข้าวจากปีนี้ไปสมบทก็ไม่ต้องเกรงว่าจะไม่มีข้าวหุงเลี้ยงผู้มาปฏิบัติธรรม ส่วนหนึ่งแจกเป็นอาหารกลางวันเด็กและเป็นทุนอาหารของพระภิกษุ-สามเณร โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา วัดเหมืองนาวิทยา ในโครงการกองทุนสร้างศาสนทายาท
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพื้นที่นาของวัดจะสามารถทำนาได้ถึง ๓ ครั้งเช่นเดียวกับภาคกลาง เพราะมีน้ำตลอดทั้งปี แต่พระอาจารย์ปราโมชเลือกที่จะปลูกผักล้มลุกอื่นๆ แทน เช่น ถั่วเหลือง ผักฮ่องเต้ ผักกาดขาว หอม กระเทียม และผักบุ้ง โดยจะปลูกยาวไปถึงเดือนเมษายน จากนั้นก็พักหน้าดินประมาณ ๒-๓ เดือน จากนั้นก็เริ่มทำนาอีกครั้ง
ทั้งนี้ ท่านได้ให้เหตุผลไว้อย่างน่าคิดว่า “การทำนาของอาตมาไม่ได้เอาผลผลิตจากการได้ข้าวเปลือกเป็นที่ตั้ง หากเอาเรื่องการเรียนรู้ การรวมกลุ่ม การมีจิตเป็นสาธารณะเป็นที่ตั้ง อาตมาไม่เคยสนใจว่าราคาข้าวจะขายได้เกวียนละเท่าใด ไม่เคยนำเรื่องนโยบายจำนำราคาข้าวของรัฐบาลชุดนี้ ไปเปรียบเทียบกับนโยบายประกันราคาข้าวขอรัฐบาลชุดก่อนว่าใครดีกว่ากัน แต่ทั้ง ๒ นโยบายคนที่ได้ประโยชน์อย่างแท้จริงไม่ใช่ชาวนา”
ทำนาตามทฤษฎีของพระ
พระอาจารย์ปราโมช บอกว่า การทำนาปีละ ๒-๓ ครั้งของเกษตรกรนั้น แน่นอนที่สุดว่า ต้องได้ผลผลิตที่มากกว่าการทำนาครั้งเดียว แต่เราลืมคิดว่ายังมีผลกระบทที่เกิดจากการทำนาหลายครั้ง เช่น พิษภัยที่เพิ่มขึ้นจากการใช้สารเคมี เงินที่ได้จากการทำนาอาจจะต้องไปรักษาตัวเอง ระบบนิเวศของดินและน้ำที่เสียไป ที่สำคัญคือ ความรู้สึกเครียดจากการขาดทุน ยิ่งในปีนี้เห็นได้ชัดเจน คือ มีชาวนาจำนวนไม่น้อยที่เป็นทุกข์จากนาล่มเสียหายจากน้ำท่วมนับล้านไร่ หลายหมื่นครอบครัว
ทุกวันนี้การทำนาเพื่อมีข้าวไว้กินนั้นไม่ใช่จุดประสงค์หลักของการทำนาเหมือนในอดีต แต่ทุกวันนี้ชาวนาทำนาเพื่อเอาข้าวไปขาย เพื่อนำเงินที่ได้ไปสนองกิเลศตัณหาด้านอื่นๆ โดยเฉพาะการนำเงินไปซื้อสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ เกินความจำเป็นของชีวิตของชาวนา การทำนาโดยเนื้อแท้ไม่ได้ทำให้เป็นหนี้เป็นสิน แต่หนี้สินที่เกิดขึ้นเพราะชาวนาไม่รู้จักคำว่า “พอเพียง” จึงเกิดปัญหาเป็นลูกโซ่ที่แก้เท่าไรก็ไม่มีวันหมดไม่มีวันจบสิ้น
“ตามทฤษฎีของพระนั้น การทำงานก็คือการปฏิบัติธรรม ทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง ทำงานให้สนุกเป็นสุขในขณะทำงาน ในแนวความคิดของพระเกี่ยวกับการทำนา คือ ทำนาเอาคน ผลกำไรเพื่อสาธารณะ ใช้กิจกรรมทำนาเป็นสื่อหรือเป็นกาวที่จะเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างบ้าน วัด โรงเรียน ให้ได้มีโอกาสร่วมมือกันในการทำกิจกรรม รวมพลังสามัคคี” พระอาจารย์ปราโมชกล่าว



