
บันทึกวันน้ำมาพระก็เครียดนะโยม
บันทึกวันน้ำมา : พึ่งตนพึ่งธรรม โดย พระชาย วรธัมโม
๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๔
วัดเขียนเขต คลอง ๓ ธัญบุรี ปทุมธานี
เวลา ๐๖.๐๐ น.
ที่ห้องน้ำ ฉันกำลังซักจีวรใกล้จะเสร็จอยู่แล้ว บังเอิญกระป๋องน้ำไม่พอซักผ้าฉันจึงเดินกลับไปเอากระป๋องน้ำที่กุฏิ แต่ภาพที่เห็นระยะไกลไปทางโบสถ์คือประกายน้ำบนพื้นถนนที่กำลังไหลเอื่อยเข้ามา
“โอ้วว์ ... “
ฉันร้องอุทานด้วยความตกใจ
“มันมาแล้ว” ฉันคิดในใจ...
วินาทีแรกที่ฉันมีสติคิดได้ก็คือ รีบวิ่งเข้าไปในกุฏิเพื่อยกคอมพิวเตอร์ขึ้นไปไว้ห้องเพื่อนพระซึ่งอยู่ชั้นสอง คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะที่มีสายระโยงระยางตั้งแต่ตัวเคส, จอมอนิเตอร์, คีย์บอร์ด, เมาส์, ปริ๊นเตอร์ สิ่งเหล่านี้ยิ่งกลายเป็นตัวแปรทำให้ฉันต้องมีสติมากขึ้นว่าควรจะถอดปลั๊กและ ‘อุ้ม’ อะไรออกไปก่อน ตามด้วยสิ่งของและหนังสืออีกจำนวนหนึ่งที่รอการเก็บไปไว้ในที่ปลอดภัย ก่อนหน้านี้หนังสือจำนวนหลายเล่มได้ถูกขนไปไว้บนชั้นสองเรียบร้อยแล้ว แต่ด้วยความเหนื่อยและน้ำยังไม่มาก็เลยดูเชิงกันไปก่อน หนังสือที่มีความสำคัญน้อยจึงยังคงอยู่ในที่ของมัน ประกอบกับเราได้ก่ออิฐบล็อกกั้นน้ำหน้าห้องเสร็จไปก่อนสองวันที่น้ำจะมาถึง
แต่พอเห็นน้ำฉันกลับไม่เชื่อใจอิฐบล็อก และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ อิฐบล็อกช่วยได้แค่ประวิงเวลาน้ำเข้ามาเท่านั้น เมื่อน้ำซึมผ่านอิฐบล็อกเข้ามาเป็นทางฉันพยายามใช้จีวรเช็ดแล้วหาวัสดุใกล้ตัวมาอุดแต่ก็เอาไม่อยู่ ฉันเริ่มถอดใจ
๑๑.๐๐ น. น้ำขึ้นถึงหัวเข่าในขณะที่น้ำในห้องอยู่ระดับหลังเท้า สาเหตุของน้ำบุกครั้งนี้เพราะพนังหลังวัดที่อยู่ห่างออกไป ๒ กิโลเมตรเกิดแตกตอนตี ๒ น้ำใช้เวลา ๔ ชั่วโมงในการเดินทางมาถึงวัด
วันนี้ฉันรู้สึกเหนื่อยและเครียด ไม่ค่อยเป็นสุขเมื่อเห็นห้องและสิ่งของหลายอย่างกำลังถูกน้ำท่วมอย่างช้าๆ ตกดึกรถที่พากันมาจอดหนีน้ำในเขตวัดส่งเสียงร้องกันระงมเมื่อระบบป้องกันการโจรกรรมทำงานเนื่องจากน้ำซึมเข้าตัวถังรถ มันฟังดูโหยหวนและวังเวงพอๆ กับเสียงหมาเศร้าที่หอนเห่ากันอย่างหมดหวังเพราะติดเกาะตามจุดต่างๆ ของวัด มันช่างเป็นค่ำคืนที่น่าวังเวงจริงๆ
๒๗ ตุลาคม ๒๕๕๔
เช้านี้เรื่องอาหารไม่เป็นปัญหาเพราะวัดเราอยู่ติดถนน การจราจรยังคงไปมาได้ จึงมีอาหารกล่องเลี้ยงพระทุกรูป จะมีก็แต่ปัญหาเรื่องน้ำอาบน้ำใช้
กว่าน้ำจะเดินทางมาถึงจังหวัดเรา (นครสวรรค์, สระบุรี, อยุธยา, ปทุมธานี) น้ำก็กลายเป็นสีดำมีกลิ่นเหม็นพอดี ไม่ต่างอะไรกับน้ำในคลองแสนแสบ ในขณะที่น้ำจืดในอ่างอาบน้ำหมดแล้ว ไม่ได้อาบน้ำสองวัน ตัวฉันเหนียวและรู้สึกเซ็งมาก น้ำได้ท่วมห้องส้วมเกินระดับคอห่านไปตั้งแต่เมื่อวานเย็น การขับถ่ายอุจจาระเป็นไปอย่างยากลำบาก ขาก็เริ่มคันเพราะน้ำกัดเท้า ตอนขนของเมื่อวานนี้ฉันก็เดินชนบันไดหกล้มลงไปเพราะน้ำท่วมบันไดทำให้มองไม่ออกว่าบันไดอยู่ตรงไหน ขาถลอกเป็นแผลยาว ฉันกลายเป็นผู้ประสบภัยไปแล้ว
๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๔
วันนี้ว่ายน้ำสำรวจรอบๆ วัดเป็นวันแรก กุฏิเพื่อนๆ ดูแปลกตาเมื่อมีน้ำตั้งแต่ระดับพุงไปจนถึงอกแถมเป็นน้ำสีเฉาก๊วยอีกต่างหาก ฉันเก็บภาพไว้เป็นอนุสรณ์ ที่โบสถ์พระพุทธองค์ทรงนั่งพิจารณาน้ำ ศาลาสวดศพกลายเป็นศาลาสวดน้ำ เมรุเต็มไปด้วยหมาติดเกาะ
ฉันว่ายน้ำไปโรงเรียนวัดเขียนเขตซึ่งอยู่หลังวัด ที่นี่กลายเป็นศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัย มีผู้อพยพ ๒๕๐ คนจากหมู่บ้านหลังวัดนั่นเอง มีแม่ลูกอ่อน ๑๐ กว่าคน ยังไม่มีหน่วยงานใดนำนมผงมาแจกให้ บังเอิญ ‘ฉาย’ น้องสาวโอนเงินผ่านธนาคารสองพันบาทเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย ฉันเลยชวน ‘อ๊อฟ’ เด็กหนุ่มที่เป็นทั้งสตาฟฟ์และผู้ประสบภัยออกไปกดเงินเพื่อซื้อนมผงให้แม่ลูกอ่อนด้วยกัน
กว่าจะได้ออกไปก็ทุกลักทุเลพอสมควร ต้องมองหาเรือเพื่อออกไปนอกวัดเพราะเราต้องการออกไปแบบตัวไม่เปียก เราต้องอาศัยรถจากหน่วยงานราชการที่บริการประชาชน มีรถใหญ่ๆ เท่านั้นที่จะสามารถฝ่าน้ำระดับต้นขาไปได้
ห้างสรรพสินค้าอยู่คลอง ๖ ห่างจากศูนย์อพยพไปประมาณ ๑๐ กิโลเมตร อยู่ใกล้ก็เหมือนไกลเมื่อเกิดอุทกภัยเช่นนี้ น้ำท่วมไปตลอดเส้นทาง ถนนที่ผ่านหน้าห้างมีน้ำลึกจนถึงระดับเอวของคนที่ตัวเล็กๆ
ในห้างคล้ายป่าช้า ไม่มีคนมาเดินช็อปปิ้ง ของใช้จำเป็นหมดเกลี้ยงแม้แต่ถุงดำ เราได้นมผงมา 15 กล่องและไม่สามารถจะซื้ออะไรได้มากไปกว่านี้เนื่องจากเราไม่มีรถยนต์ส่วนตัวมาเอง โชคดีที่มีอ๊อฟช่วยถือถ้าฉันมาคนเดียวคงลำบาก
ตอนออกจากห้างมีชายใจดีอาสาเอาเรือมาส่งที่ถนนหน้าห้างเพราะน้ำลึกไม่น้อย เราพยายามโบกรถกลับศูนย์อพยพ ฟ้าทะมึนไปด้วยเมฆฝนครึ้มดำ ริมถนนมีน้ำสูงถึงแข้ง มันช่างเป็นอะไรที่น่ากลัวในยามค่ำคืนแบบนี้ แต่เราก็กลับถึงวัดได้อย่างปลอดภัย
ก่อนหน้านี้ฉันรู้สึกกังวลมาตลอดว่าน้ำจะมาเมื่อไร แต่ตอนนี้ฉันรู้สึกโล่งใจตรงที่เราไม่ต้องกังวลว่าน้ำจะท่วมอีกต่อไป เพราะตอนนี้น้ำท่วมเสร็จเรียบร้อยแล้ว และฉันก็หนีออกมาจากวัดเรียบร้อยแล้ว
ฉันเคยคิดว่าการมีบ้านอยู่ตรงกลางๆ ของประเทศน่าจะปลอดภัยดี อยู่ติดชายแดนก็เจอยิงกัน อยู่ภาคใต้ก็เจอพายุ อยู่ติดชายทะเลก็เจอสึนามิ อยู่ติดภูเขาก็เจอโคลนถล่ม อยู่ภาคเหนือก็หนาวจัด อยู่ภาคอีสานก็แล้งจัด อยู่ต่างประเทศก็เจอพายุเฮอริเครน-พายุทอร์นาโด เจอแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด เจอหิมะหนาวๆ แต่เดี๋ยวนี้ฉันเริ่มรู้แล้วว่าไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน ภัยธรรมชาติทุกรูปแบบมีสิทธิมาสวัสดีกับเราได้ตลอดเวลา
ตอนที่เขียนบทความนี้อยู่น้ำกำลังฝ่าเข้าไปในกรุงเทพฯ ตลิ่งชัน คลองมหาสวัสดิ์ ในขณะที่แถวๆ ดอนเมืองและหลักสี่ได้ยินว่าน้ำสูงถึง ๒ เมตร การเป็นผู้ผ่านประสบการณ์น้ำ (เน่า) ท่วมมาแล้วทำให้ได้เรียนรู้ว่ามันก็แค่น้ำดำๆ ผ่านเข้าไปในห้องของเราแล้วก็ผ่านออกไป น้ำแห้งเมื่อไหร่ค่อยกลับไปทำความสะอาดกัน ก็แค่นั้นเอง อาจจะเหนื่อยหน่อยก็ถือว่าเป็นการออกกำลังกาย
ฉันจึงเพียงแต่อยากบอกคนกรุงเทพฯ ว่า “เราจะฝ่าวิกฤติน้ำท่วมครั้งนี้ไปด้วยกัน” เหมือนอย่างในโทรทัศน์เขาว่าไว้...



