พระเครื่อง

พ่อท่านหวานแจกพระพุทธพระธรรมดับไฟใต้

พ่อท่านหวานแจกพระพุทธพระธรรมดับไฟใต้

25 ต.ค. 2554

พ่อท่านหวานแจกพระพุทธพระธรรมดับไฟใต้ : เรื่อง/ภาพ สุพิชฌาย์ รัตนะ ศูนย์ข่าวภาคใต้ 0

        ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เป็นที่รับรู้กันดีในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ว่า มีชาวบ้านตัดสินใจโยกย้ายถิ่นฐานออกจากปลายด้ามขวานไปอยู่ที่อื่นเป็นจำนวนมาก อันเนื่องมาจากไม่อยากให้ชีวิตตกเป็นเหยื่อสังเวยความรุนแรง แต่ก็ยังมีประชาชนอีกไม่น้อย ที่ยังคงปักหลักยืนหยัดใช้ชีวิตท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ด้วยวาดหวังว่าสักวันสันติสุขจะปรากฏบนดินแดนแห่งนี้อีกครั้ง

          สิ่งหนึ่งที่ผูกโยงให้ชาวบ้านไม่ละทิ้งถิ่นฐานไปไหนนั่นคือ “เสาหลักทางใจ” โดยเฉพาะพี่น้องไทยพุทธเห็นจะหนีไม่พ้นการผูกจิตไว้กับ “พระภิกษุ” ซึ่งนาทีนี้ดูเหมือนจะเป็น “หลักใจ” ที่พอจะตรึงให้หลายชีวิตไม่เก็บกระเป๋าย้ายสำมะโนครัวออกไปอยู่ที่อื่น
         
          ชื่อของ “พระครูไพบูลย์สิกขการ” หรือที่ชาวบ้านมักจะเรียนท่านว่า "พ่อท่านหวาน" เจ้าอาวาสวัดสะบ้าย้อย อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา จึงเป็นพระภิกษุรูปสำคัญที่ชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ แวะเวียนมาขอรับธรรมเพื่อดับทุกข์ในใจ ชนิดหัวบันไดกุฏิไม่เคยแห้ง โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่สถานการณ์ความไม่สงบโหมกระพือแรง เพราะภิกษุรูปนี้ นอกจากจะได้ชื่อว่าเป็นผู้มีหลักคิด หลักการดำเนินชีวิตให้กับชาวบ้านแล้ว ยังมอบ “วัตถุมงคล” ให้ทุกคน เพื่อเป็นดั่งการเพิ่มขวัญและกำลังใจในยามที่ยังไม่เห็นหนทางแห่งสันติสุขจะกลับมาปรากฏในเร็วนี้

          พ่อท่านหวานถือเป็นพระภิกษุที่มีความอาวุโสสูงสุดในลำดับต้นๆ ที่ยังคงทำหน้าที่อยู่ในพื้นที่แห่งนี้ ที่สำคัญเป็นหนึ่งในพระคณาจารย์ที่ร่วมพิธีสร้างพระหลวงพ่อทวด เนื้อว่าน ปี ๒๔๙๗ และยังเป็นสหมิกธรรม ของ “พระครูวิสัยโสภณ” หรือ “พระอาจารย์ทิม” แห่งวัดช้างให้ อีกด้วย

          ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ภิกษุรูปนี้จะเป็นดั่งศูนย์รวมจิตใจของคนสะบ้าย้อย และจังหวัดชายแดนใต้ในยามนี้ ด้วยความที่เป็นพระที่ไม่ยึดติดกับวัตถุ และใช้ชีวิตอย่างสมถะ โดยมี “ธรรมะ” เพื่อนำไปเป็น “หลักคิด” เพื่อ “ดำเนินชีวิต” อย่างรู้เท่าทันสถานการณ์ และไม่ตกเป็นเหยื่อให้ความรุนแรงที่ผู้ไม่หวังดีก่อขึ้นให้แก่สาธุชนอยู่เสมอ

          ไม่ว่าสถานการณ์ในพื้นที่จะร้อนแรงปานใด แต่พ่อท่านหวานยังทำหน้าที่ของภิกษุอย่างครบถ้วน แม้จะมีวัยลุล่วง ๙๔ ปี พรรษา ๗๔ ก็ยังรับกิจนิมนต์ของชาวบ้านทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยหรือไม่ก็ตาม ด้วยความมุ่งหวังเดียว คือ ต้องการให้พุทธศาสนิกชนสามารถประกอบพิธีกรรมทางศาสนาได้อย่างปกติ เหมือนวันวานเมื่อครั้งที่ท้องถิ่นแห่งนี้ยังไม่เกิดเหตุรุนแรง

          ที่สำคัญ ปัจจัยที่ญาติโยมถวายในการรับกิจนิมนต์ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็น "พื้นที่สีแดง” หรือ "พื้นที่สีเขียว” ท่านจะไม่รับเอาไว้เอง แต่จะมอบเป็นทุนการศึกษาให้กับนักเรียนที่ยากไร้ และบูรณะวัด รวมถึงสร้างถาวรวัตถุให้วัดสะบ้าย้อยแล้ว และส่วนหนึ่งนำไปสร้างวัตถุมงคลเพื่อมอบให้ญาติโยมต่อไป

          “ญาติโยมที่มาพบเรา นอกจากจะได้หลักธรรมแล้ว จะได้รับวัตถุมงคลอีกด้วย ทุกครั้งที่เขาได้รับพระธรรม และพระเครื่อง เราเห็นได้ถึงสีหน้าและแววตาที่มีรอยยิ้ม ดังนั้นเมื่อญาติโยมอยู่ได้พุทธศาสนาก็จะธำรงอยู่ได้เช่นกัน” พ่อท่านหวาน กล่าว

          นอกจากพระเครื่องแล้ว พ่อท่านหวานยังทำ "ตะกรุด” แจกชาวบ้านที่มาทำบุญอีกด้วย โดยจะลงมือจารตะกรุดด้วยตัวเองทุกแผ่น ซึ่งส่วนใหญ่จะมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ข้าราชการ รวมถึง เจ้าหน้าที่ อส. เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการทำหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของชาวบ้าน

          ทั้งนี้ พ่อท่านหวาน พูดทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิดว่า “เงินทองเป็นของนอกกาย เมื่อชาวบ้านเขาถวายเพื่อให้เรานำไปใช้ประโยชน์เพื่อพุทธศาสนา ดังนั้นเราก็นำไปทำในสิ่งดี เพื่อมอบให้ญาติโยม โดยก่อนรับก็จะให้คำสอน และใช้ในทางที่ดี โดยเฉพาะรำลึกถึงคำสอนของพระพุทธองค์ คือ เครื่องเตือนสติให้เรามีสมาธิอยู่เสมอ ดังนั้นการมีจิตที่ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรม โดยไม่วอกแวก หรือขาดสติ จะช่วยให้เราดำเนินชีวิตอยู่ได้อย่างปลอดภัย และฝ่าวิกฤติที่รุนแรงอยู่ในพื้นที่ไปได้”

          นางชลดา นิวาสวุฒิกิจ นายกเทศมนตรีตำบลสะบ้าย้อย กล่าวว่า ตลอด ๗ ปีที่ผ่านมา อ.สะบ้าย้อย เป็นหนึ่งในพื้นที่ซึ่งตกเป็นเป้าหมายหนึ่งในการก่อเหตุการณ์ความรุนแรงของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ และแม้ว่าหลายเหตุการณ์จะทำให้ชาวบ้านตกอยู่ในภาวะอกสั่นขวัญกระเจิงในทุกคราวที่คนร้ายลงมือสร้างสถานการณ์ด้วยความรุนแรง แต่นับเป็นความโชคดีไม่น้อยสำหรับชาวสะบ้าย้อย โดยเฉพาะผู้ที่นับถือศาสนาพุทธ ยังมีพ่อท่านหวาน พระผู้เป็นดั่งขวัญและกำลังใจในการดำรงชีวิตท่ามกลางสถานการณ์อันไม่ปกติ

          ในขณะที่นายวิสูตร ยอสมเพชร ชาวบ้านใน อ.สะบ้าย้อย บอกว่า วัดแห่งนี้มีความเจริญรุ่งเรืองได้ ก็เพราะพ่อท่านหวาน อีกทั้งชาวพุทธยังมีขวัญและกำลังใจที่ดี ก็เพราะยังมีเจ้าอาวาสยืนหยัดเป็นศูนย์รวมใจให้แก่ชาวบ้าน โดยทุกวันนี้มีญาติโยมเดินทางมาขอรับวัตถุมงคลไม่ขาดสาย แต่ก่อนจะได้รับพระเครื่องจะต้องรับธรรมะจากพ่อท่านหวาน เสียก่อน

          “พ่อท่านหวานจะบอกเสมอว่า พระเครื่องและวัตถุมงคลจะดีและมีพุทธคุณให้ประจักษ์ได้ต่อเมื่อชีวิตผู้นั้นตั้งตนอยู่ในศีลและธรรม หากก้าวออกนอกคำสอนของพระพุทธองค์เมื่อใด ก็ยากที่จะได้รับการปกป้องจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์” นายวิสูตร กล่าว

พระเครื่องพระธรรม

          นอกจากชาวพุทธใน อ.สะบ้าย้อย แล้วยังมีพุทธศาสนิกชนทั่วทุกสารทิศทั้งในพื้นที่ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และ ๔ อำเภอของ จ.สงขลา ที่เดินทางแวะเวียนมาขอวัตถุมงคล เพื่อนำไปเป็นกำลังใจในการดำเนินชีวิต พร้อมกับรับธรรมะจากเจ้าอาวาสวัดสะบ้ายย้อยกลับไปด้วยเสมอ และประโยคที่ได้ยินอยู่เป็นประจำ คือ

          “วันนี้ชาวบ้านต้องการที่พึ่งในเรื่องขวัญและกำลังใจ ดังนั้นคนที่มาวัดแห่งนี้ พวกเขาล้วนทุกข์ร้อนใจทั้งนั้น ฉะนั้นหากเราช่วยลดอุณหภูมิความหวาดกลัวแก่เขาได้พร้อมๆ กับเพิ่มพลังใจให้กลับไปทำหน้าที่ หรือใช้ชีวิตในสังคมนี้ได้ต่อไป เราจะนิ่งดูดายมิได้ และเพิกเฉยไม่ได้ ฉะนั้นกุฏิของเราจะเปิดรับชาวบ้านทุกระดับอย่างเท่าเทียมกัน และที่ได้เหมือนกันหมดทุกคน คือ คำสอนของพระพุทธองค์ เพราะสิ่งนี้คือความจีรังที่จะเป็นเครื่องเตือนสติให้ญาติโยมมีสมาธิอยู่เสมอ ดังนั้นการมีจิตที่ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรมโดยไม่วอกแวกหรือขาดสติจะช่วยให้เราดำเนินชีวิตอยู่ได้อย่างปลอดภัย และฝ่าวิกฤติที่รุนแรงอยู่ในพื้นที่ไปได้ ส่วนวัตถุมงคล คือ เครื่องยึดเหนี่ยวให้ทุกคนตั้งมั่นในศีลธรรม ไม่หลุดออกจากกรอบแห่งความดีที่พระพุทธเจ้าได้ชี้ทางไว้ ดังนั้นทั้งพระธรรมและพระเครื่อง สำหรับผู้ที่ได้ไปต้องรู้จักใช้ให้ตรงกับวัตถุประสงค์ จึงจะบังเกิดมงคลแก่ชีวิตทุกคน” พ่อท่านหวาน กล่าวถึงแง่คิดที่ย้ำกับผู้มาเยือนเสมอ

"}])