พระเครื่อง

ต่อสายกราวน์ลงดินให้สิ้นซาก

ต่อสายกราวน์ลงดินให้สิ้นซาก

20 ต.ค. 2554

ต่อสายกราวน์ลงดินให้สิ้นซาก : พึ่งตนพึ่งธรรม โดย พิสุทธิ์ เกรียงบูรพา

            สมัยเรียนวิศวะที่พระจอมเกล้าฯ ธนบุรี (บางมด) นักศึกษาวิศวะทุกคนต้องถูกบังคับเรียน วิชาอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีสัญลักษณ์ทางไฟฟ้ามากมายที่ต้องจำ มีสัญลักษณ์บางตัวที่ผมชอบ จนทำให้เป็นที่จดจำถึงวันนี้ ตัวหนึ่งก็คือ โอห์ม เป็นหน่วยความต้านทานไฟฟ้า ชอบขนาดเอามาตั้งเป็นชื่อเล่นของลูกชาย ตั้งใจจะสื่อความหมายเป็นตัวสร้างความต้านทาน “ทุกข์” ให้ลูก ปรากฏว่าทุกวันนี้ เขียนไปเขียนมา เพี้ยนไปเป็น “โอม” ยังคุยเล่นกับลูกว่า มันเปลี่ยนจากวิทยาศาสตร์ไปเป็นไสยศาสตร์ (โอมเพี้ยง) ไปได้ ... ซะงั้น

             อีกตัวที่ผมชอบคือ Ground  หมายถึง ให้ต่อสายกราวน์ หรือต่อสายลงดิน เพื่อความปลอดภัยสำหรับผู้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น กรณีการเกิดไฟรั่ว ไฟลัดวงจร หรือเกิดกระทบจากปรากฏการณ์ฟ้าผ่า พูดง่ายๆ คือ เป็นการนำพาเหตุแห่งความฉิบหาย ที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งปวงต่อทรัพย์สินหรือชีวิตคน ลงสู่ดินให้สิ้นซาก มุกนี้แหละครับ ลองเอามาโยนิโสมนสิการใช้กับวิชีวิตคนเรา ผมว่าก็ไม่เลวนะ

             ถ้าเป็นเรื่องของวิถีชีวิต จะประยุกต์ใช้ได้อย่างไร?

             ต่อสายกราวน์ลงดิน ให้สิ้นซาก ... อันเนื่องมาจากสารพันปัญหาในชีวิตมากมายประดามี บนโลกเบี้ยวใบนี้ ที่มีผู้คนอาศัยอยู่ถึง ๗ พันล้านคนแล้วในปัจจุบัน มันหนีไม่พ้นหรอกครับ ที่คนจะต้องเผชิญหน้ากับปัญหาเหล่านี้ทุกวี่ทุกวัน ที่ผ่านไปแล้วก็ดี (แต่ยังเป็นแผลเจ็บระบม เพราะไม่รู้จักปล่อยวาง), ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบันก็ดี (กลุ้มใจ จู่ๆ ก็พบว่าตัวเองกำลังเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย), หรือที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตก็ดี (ด้วยการตีตนไปก่อนไข้) หากมันมาพร้อมกันทีเดียว มากเกินไป สภาพจิตใจเราก็อาจรับไม่ไหว ฉะนั้น ให้รีบต่อสายกราวน์ลงดิน อาศัยกายใจเป็นสื่อ ส่งผ่านสารทุกข์สุกดิบจากมือ สู่มหาปฐพีที่มีอาณาบริเวณกว้างใหญ่เหลือประมาณ สลัดคืนสู่ธรรมชาติเสียสิ้น (อย่ารับเก็บเอามาทับถมไว้ในใจ) สภาพจิตใจก็จะกลับคืนสู่สมดุลได้โดยเร็ว

             พุทธวิธี เช่นนี้จะช่วยสกั้นกั้นจิตใจเรา ไม่ให้แบกรับอะไรมากเกินไป จนเสียสมดุล ไม่เช่นนั้น ความทุกข์จากคลื่นมรสุมชีวิตที่ก่อตัวมาจากเหตุปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ความเครียดสุดโต่ง, ความวิตกกังวลจนฟุ้งซ่าน, ความผิดหวังอย่างรุนแรง เมื่อปรารถนาสิ่งหนึ่งสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้น ฯลฯ  อาจทำอันตรายต่อเราได้ ผลเสียหายอาจถึงขั้น ทำให้เป็นโรคปวดหัวไมเกรน, ทำให้เส้นเลือดในสมองแตก จนอัมพาต, สติฟั่นเฟือนเป็นบ้า, กระทั่งเกิดความคิดชั่วแล่น ตัดบทไปฆ่าตัวตายได้ เป็นต้น

             ต่อสายดินได้ ทุกข์ก็จะมลาย บางเบา ตั้งต้นคิดใหม่
             ปัญหามีไว้แก้ ไม่ใช่มีไว้กลุ้ม
             ทุกปัญหามีทางออกเสมอ

             ประเด็นนี้ ทำให้ผมระลึกนึกถึงบทสนทนาที่มหาปราชญ์ท่านหนึ่งเคยเล่าไว้ อาจารย์โกวิทย์ อดีตพระเขมานันทะแห่งสวนโมกข์ฯ เคยวิเคราะห์ วิจารณ์ให้ฟังตามทัศนะของท่าน ถึงคืนเพ็ญเดือนหกแห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เมื่อ ๒,๖๐๐ ปีล่วงมาแล้ว เจ้าชายสิทธัตถะ (ก่อนจะเป็นพระพุทธเจ้า) กำลังนั่งทำความเพียรโดยวิเวกเอกา อยู่ใต้โพธิบัลลังค์ จะมีก็เพียงน้ำค้างเป็นเพื่อนเท่านั้น อันเป็นบรรยากาศที่วังเวงและน่ากลัว ความมืดในป่ารกชัฏอันเสมือนเป็นแม่เหล็กดูดเอาความกล้าของมนุษย์ผู้ไม่คุ้นเคยต่อการอยู่ป่า ไปเสียหมดสิ้น ไม่เว้นแม้แต่เจ้าชายสิทธัตถะผู้ทรงกำลังทำความเพียรอยู่นั้น    

             อาจารย์โกวิท วิเคราะห์ว่า พระองค์ทรงขจัดความกลัวทั้งหลาย ด้วยการใช้นิ้วมือข้างขวา สัมผัสลึกลงไปในผิวดิน อันเป็นฐานของต้นพระศรีมหาโพธิ์ (ซึ่งเสมือนกับการต่อสายกราวน์) บัดนั้น พระองค์ทรงบรรลุว่า แท้ที่จริงทุกสรรพสิ่งมิได้แยกขาดจากกันแต่อย่างใด กล่าวอีกนัยหนึ่ง แท้ที่จริง ธรรมชาติ สรรพสิ่งทั้งปวงกับฉันรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ความรู้สึกที่ว่า Alone ที่เคยถูกแปลว่า “โดดเดี่ยว” จึงถูกแยกออกมาเป็น All + One หรือเท่ากับ All is one. และตรัสรู้พระโพธิญาณเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในคืนวันวิสาขมาส

             ใช่แล้ว ... สรรพสิ่งทั้งปวงกับฉันรวมกันเป็นหนึ่งเดียว

             เมื่อใดก็ตาม ที่เกิดความอ้างว้าง เปล่าเปลี่ยว, เมื่อใดก็ตาม ที่เกิดความกลัดกลุ้มท้อถอย, เมื่อใดก็ตาม ที่รู้สึกเหนื่อยเมื่อยล้ากับการแบกรับกองปัญหาที่ทับถมลงเต็มบ่าทั้งสองข้าง, เมื่อใดก็ตาม ที่ต้องผิดหวังกับสิ่งปรารถนาไว้แล้วไม่เป็นดั่งใจ, เมื่อใดก็ตามที่เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจว่าไม่มีใครรักหรือแคร์เรา ฯลฯ ... โปรดเรียนรู้พุทธวิธีนี้ เจริญรอยตามมรรคา โดยการเลียนแบบพระพุทธองค์ ผู้ทรงประสูติกลางดิน ตรัสรู้กลางดิน แสดงปฐมเทศนากลางดิน และปรินิพพานกลางดิน, ด้วยการหาเวลาออกไปนั่ง “กลางดิน” ในสวนหน้าบ้านเราเองก็ดี ในสวนสาธารณะที่คุ้นเคยก็ดี ใครสามารถนั่งลงดินได้ โดยไม่มีอะไรปูรองนั่งด้วย ก็จะยิ่งได้ผลดี นั่งขัดสมาธิ แล้วเอานิ้วทั้ง ๔ ของมือขวา (ยกเว้นนิ้วโป้ง) จิ้มปักลงบนผิวดิน (เพื่อให้เห็นภาพ; นั่งเลียนแบบ ท่าพระพุทธรูปปรางมารวิชัย นั่นแหละ) หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ  สัก ๓-๕ รอบ หลับตาลง นึกให้ได้ ร่างกายเราได้หลอมรวมลงกับผืนแผ่นดิน จนกลายเป็นก้อนเดียวกัน นั่นคือท่านต่อสายดินสำเร็จแล้ว

             ส่งผ่านความทุกข์ทั้งปวง ความโกรธ เกลียด เครียดแค้นชิงชัง ความผิดหวังมากมี สู่ผืนปฐพีให้หมดสิ้นซาก “จิต” ท่านจะปล่อยวาง ว่างเบา โล่งโปร่งโถง สว่าง-สงบเย็น พร้อมตั้งต้นรับมือกับปัญหาทางโลกได้ใหม่ อย่างมีสติ สุขุมรอบคอบ อย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน

 ลองดูสิครับ?
 All for one & One for all
 โปรดอย่าท้อ ต่อสู้ไป ไม่ถอยหนี
 ฉันและเธอ รวมเป็นหนึ่ง กับปฐพี
 คิดอย่างนี้ ไม่มีวัน ท้อถอยเอยฯ

"}])