
"ธรรมปฏิบัติ" กับ...หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก
คนศรีสะเกษฮือฮา ซื้อรถเมล์ป้ายแดงราคาเกือบ ๘ ล้านบาท มาถวายกองกฐินที่ วัดป่าขันติธรรม ต.ยาง อ.กันทรารมย์ พร้อมปักต้นเงินสูง ๙ เมตร ๑๘ ต้น ต้องใช้ลูกศิษย์ตั้งนั่งร้านขึ้นไปรอเสียบเงินจากญาติโยมที่มาทำบุญ
โดยที่มีสายกฐินจากศิษยานุศิษย์ทั้งในศรีสะเกษและทั่วประเทศกว่า ๒๐๐ กอง ได้เงินกว่า ๒๗ ล้านบาท ซึ่ง หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก ประธานสงฆ์วัดป่าขันติธรรม ได้จัดพิธีทอดมหากฐินทานขึ้น หาเงินรายสมทบทุนก่อสร้าง พระแก้วมรกต จำลององค์ใหญ่ที่สุดในโลก หน้าตักกว้าง ๑๕ เมตร สูง ๑๘ เมตร
ที่กล่าวมาข้างต้น เป็นส่วนหนึ่งของพลังศรัทธาของคณะลูกศิษย์ ที่มีต่อ หลวงปู่เณรคำ ซึ่งทุกครั้งที่วัดมีงานบุญ งานปฏิบัติธรรม รวมทั้งหลวงปู่เณรคำจะไปแสดงธรรม ไม่ว่าจะเป็นที่ใดก็ตาม จะมีพุทธศาสนิกชนไปฟังธรรมหลักหมื่นคน
ล่าสุดในงานสรงน้ำ-ยกพระหัตถ์ขึ้นเพื่อประดิษฐานพระแก้วมรกตจำลอง เมื่อวันที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๕๒ ที่ผ่านมา คณะลูกศิษย์ได้จัดพิมพ์หนังสือ “ชาติหน้าไม่ขอมาเกิด” ซึ่งเป็นหนังสือที่เกี่ยวกัประวัติหลวงปู่เณรคำ ประสบการณ์ปาฏิหาริย์ รวมทั้งหลักธรรมคำสอน เพื่อนำปัจจัยส่วนหนึ่งสมบททุนการจัดสร้างพระแก้วมรกตจำลอง ปรากฏว่าได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม
บางส่วนของการแสดงธรรม และวิธีการปฏิบัติธรรม ของหลวงปู่เณรคำ ทั้งในหนังสือ “ชาติหน้าไม่ขอมาเกิด” รวมทั้งสถานที่ต่างๆ โดยเฉพาะประเด็นของการปฏิบัติธรรมของการเป็นนักปฏิบัติธรรมนั้น หลวงปู่เณรคำ บอกว่า ขึ้นชื่อว่าเป็นนักปฏิบัติแล้ว อย่าเลือกที่ปฏิบัติ ที่ไหนๆ ก็ปฏิบัติได้ทั้งนั้น ปฏิบัติให้ตื่นรู้อยู่ในกายทุกอากัปกิริยา นักปฏิบัติต้องกำหนดรู้อยู่ในกายให้มาก ให้เห็นแจ้งรู้จริงในกาย เมื่อกำหนดรู้ในกายเด่นชัดแล้ว ก็จะรู้เองโดยอัตโนมัติว่า จิตเป็นอย่างไร กายเป็นอย่างไร ไม่ต้องไปถามใคร นักปฏิบัติต้องทบทวนดูพฤติจิตของตนเองให้ดี ให้เด่นชัด ให้ละเอียด เพราะกลเกมกลลวงของกิเลส ตัณหา อุปาทาน มันเฉียบคม ที่สำคัญคือ ขึ้นชื่อว่า เป็นนักปฏิบัติแล้ว ไม่พึงแสวงหาวัตถุอย่างอื่น อันนอกเหนือจากความหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด นักปฏิบัติต้องใช้สติปัญญาที่เฉียบคม ทบทวนดูผลของการปฏิบัติที่ผ่านมาให้ละเอียดมากลงไปเรื่อยๆ ว่า กิเลส ตัณหา อุปาทานที่ฝังแน่นอยู่ในจิตใจนั้น มันหมดไปมากน้อยแค่ไหน และทบทวนดูสภาพจิตของตัวเอง ให้ลุ่มลึกลงไปให้มาก ทุกอย่างเกิดขึ้นแล้ว ทุกอย่างต้องดับไป
นักปฏิบัติต้องทบทวนดูสิ่งที่ตนเห็นให้ดี เพราะสิ่งที่เห็นคือ อุปาทาน คือความยึดมั่นถือมั่น เมื่อเห็นแล้วเดินจิตปลงลงสู่ความไม่ยึดถือ เดินกระแสจิตเข้าสู่ความดับ พอมันหลุดไปหมดแล้ว จะเห็นอะไรมันก็เห็นเป็นปกติ และนักปฏิบัติต้องใช้ปัญญาพิจารณาดูรูป เวทนา ให้เด่นชัด เมื่อเด่นชัดแล้วจิตก็จะถอดถอนออกโดยอัตโนมัติ เห็นเป็นเพียงสมมุติเท่านั้น
ขณะเดียวกัน การทำสมาธิที่ดีนั้น แม้จะมีความพยายามเพียงใดก็ต้องตระหนักในเรี่ยวแรงของตัวเองด้วย ไม่ใช่เห็นคนอื่นนั่งเป็นวันเป็นเดือน จะเอาอย่างเขาบ้าง สุดท้ายแทนที่จะเกิดเป็นประโยชน์ กลับกลายเป็นโทษ เพราะสภาพร่างกายของเราไม่เหมือนกัน
การทำสมาธินั้น เมื่อเริ่มนั่งใหม่ๆ อาจจะนั่งแค่ ๓ นาที ๕ นาที แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกับการออกกำลังกาย เริ่มวันแรกอาจเป็นการวอร์มร่างกายแต่พอดี ไม่ใช่โหมเสียจนหมดแรง สุดท้ายเลยปวดเมื่อยระบมไปหมด หรือเจ็บไข้ได้ป่วยไปเลยก็มี
การทำสมาธิก็เช่นกัน เริ่มทีละน้อย ค่อยเพิ่มขึ้นทีละน้อย ทำบ่อยๆ ปฏิบัติเช่นนี้จึงได้ประโยชน์โดยแท้
ทั้งนี้ หลวงปู่เณรคำได้ฝากคติธรรมไว้อย่างน่าคิดว่า “ความเชื่อในทางโลกนั้น มีกำลังมากกว่าความเชื่อในทางธรรม เพราะว่าทางโลกนั้น มีรูปธรรมสัมผัสได้ จับต้องได้ แต่ทางธรรมนั้น ต้องใช้สติปัญญา มันจับต้องไม่ได้ด้วยมือเปล่า แต่กำหนดรู้เข้าไปที่จิตสำนึกได้เท่านั้น ผู้ที่จะเข้าถึงธรรมได้ ต้องเป็นผู้ที่ตั้งใจปฏิบัติ ตั้งมั่นศรัทธาในศาสนาจนแก่กล้า จึงจะเข้าถึงรากได้ การเดินย่ำไปในโลกธรรม ถ้าจิตเหนื่อยล้าก็จงพักเอากำลังแห่งสติปัญญาอันกล้าหาญ ไม่หวั่นไหวในสภาพทั้งปวง โลกธรรมมันยาวไกล ไม่สิ้นสุด จิตหลุดพ้นแล้ว แม้โลกธรรมจะแสนไกลไร้ความหมาย เจริญธรรมอันเลิศแด่ท่านผู้ประเสริฐ”
คนเรียก "หลวงปู่" เมื่อยังเป็นเณร
วิรพล สุขผล เป็นชื่อและสกุลเดิมของ หลวงปู่เณรคำ เกิดเมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๒๒ ที่บ้านทรายมูล ต.ทรายมูล อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี เป็นบุตรคนที่ ๔ ของคุณพ่อรัตน์ สุขผล และ คุณแม่สุดใจ สุขผล ในจำนวนพี่น้องซึ่งเป็นชายทั้งหมด ๕ คน
การปฏิบัติธรรมนั้น เริ่มตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็กอายุ ๖ ขวบ ได้มีศรัทธาในการปฏิบัติจิต บำเพ็ญภาวนากรรมฐานมาโดยตลอด
ทุกวันพระจะหยุดเรียน และนุ่งขาวห่มขาว เข้าไปถือศีลบำเพ็ญภาวนาในวัด ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ จะมีอิริยาบถแห่งการปฏิบัติธรรมอยู่ตลอด ทั้งวันจะเดินจงกรม สลับกับการนั่งภาวนาใต้ร่มไทร
ช่วงกลางวันจะไปนอนในป่าช้า ตรงที่โบกปูนใช้สำหรับเผาผี โดยไม่เคยมีความกลัว หรือหวั่นวิตกอะไร จิตนั้นนิ่งโดยตลอด ทั้งๆ ที่ไม่เคยบำเพ็ญมาก่อน
วันธรรมดาก็ไปโรงเรียน พอพักเที่ยงจะไปนั่งสมาธิใต้ร่มไม้ เลิกเรียนจะเข้าไปไหว้พระก่อนกลับจากโรงเรียน และเดินจงกรมกลับบ้านทุกวัน เป็นกิจภายใน ที่ไม่มีใครรู้ได้นอกจากตัวเอง
เมื่อเข้าศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษา ท่านคิดอยู่เสมอว่า “ถ้าเสร็จจากภารกิจทางโลกแล้ว เราจะไม่กลับมาทางโลกอีก เราคงเคยเกิดมาหลายชาติแล้ว เราคงพอแก่การเกิดได้แล้วในชาตินี้ เห็นอะไรก็เกิดความสลดสังเวชไปหมด จึงเป็นแนวทางทำให้รู้สึกเหมือนกับว่า เรารู้มาก่อน เห็นมาก่อน ตั้งแต่อดีตชาติ เหมือนกับเราจะได้ต่อเติมเส้นทางแห่งการปฏิบัติธรรมการบำเพ็ญเพียรเพื่อให้หลุดพ้น”
เมื่อเลิกเรียนแล้ว จึงไปปักกลด นั่งบำเพ็ญภาวนาอยู่ที่กระต๊อบกลางน้ำ ที่ปลายนาของโยมพ่อโยมแม่ทุกวัน วันพระจะถือกลดไปโรงเรียนด้วย พอเลิกเรียนจะเข้าไปปักกลดบำเพ็ญภาวนาที่วัด บางครั้งก็ไปปักกลดนั่งบำเพ็ญภาวนาอยู่ที่กระต๊อบกลางน้ำ ที่ปลายนาของโยมพ่อโยมแม่ทั้งคืน จนสว่าง ปฏิบัติเช่นนี้เป็นกิจวัตร
จากการปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่องมาตลอด จนกระทั่งอายุได้ ๑๕ ปี ท่านได้ออกบวชเป็นสามเณรที่วัดภูเขาแก้ว อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี โดยมี หลวงปู่โชติ อาภัคโค เป็นพระอุปัชฌาย์
ส่วนที่มาของคำว่า หลวงปู่เณรคำ นั้น เมื่อครั้งที่ท่านธุดงค์อยู่ที่ จ.กาฬสินธุ์ พุทธศาสนิกชนพากันไปกราบนมัสการ และได้มองเห็นองค์หลวงปู่ ซึ่งท่านนั่งบำเพ็ญภาวนาอยู่ในกลดบางๆ เป็นพระแก่ชรา แต่พอท่านเปิดกลดออกมาก็กลายเป็นเณรน้อยออกไปบิณฑบาต ขากลับจากบิณฑบาต พุทธศาสนิกชนบางคนมองเห็นองค์หลวงปู่ท่านเป็นพระแก่ชรา อายุราว ๘๐-๙๐ ปี ผมหงอก หลังค่อม เหี่ยวย่น หนังยาน บางคนฝันเห็น หลวงปู่เณรคำ ไปยืนอยู่บนหัวเตียง เดี๋ยวเป็นเณรน้อยอายุน้อยๆ เดี๋ยวก็กลายเป็นพระที่แก่ชรามาก
ตั้งแต่นั้นมา ก็เริ่มมีคนเรียกตามสิ่งที่เขาเห็นว่า “หลวงปู่” หรือ “หลวงปู่เณรคำ” แม้ว่าท่านจะมีอายุเพียง ๓๐ ปี เท่านั้น
เรื่อง - ภาพ... "ไตรเทพ ไกรงู"



