พระเครื่อง

อย่างไรจึงเรียกว่าปรองดอง

อย่างไรจึงเรียกว่าปรองดอง

20 ก.ย. 2554

อย่างไรจึงเรียกว่าปรองดอง : ฝ่าวิกฤติเมืองไทย (7) คันฉ่องและโคมฉาย โดย ว.วชิรเมธี

          เวลาต่อมา เนลสัน แมนเดลาถูกผู้กุมอำนาจรัฐจับไปขัง เป็นการขังลืมยาวนานกว่า ๒๗ ปี วันเวลาอันยาวนานในคุก ทำให้เขาสรุปบทเรียนว่า “ความรุนแรงไม่ใช่คำตอบ” ดังนั้น พอถึงวันที่ได้รับอภัยโทษ แมนเดลาจึงเกิดการเรียนรู้ครั้งใหญ่ว่า “มีแต่สันติวิธีเท่านั้นที่จะทำให้สันติภาพกลับคืนสู่แอฟริกาใต้อีกครั้ง” ด้วย “ธงแห่งสันติวิธี” ที่เขาปักลงไปในใจของตัวเองและในใจของเพื่อนร่วมชาติ ในที่สุดจึงนำไปสู่การเจรจาระหว่างตัวเขาและเฟรเดอริค วิลเลม เดอ เคลิร์ก ประธานาธิบดีของแอฟริกาใต้ในขณะนั้น

          ผลก็คือ ทั้งสองฝ่ายสามารถร่วมกันยุติสงครามกลางเมืองได้สำเร็จ จนได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพร่วมกันทั้งคู่ และที่น่ายินดียิ่งไปกว่านั้นก็คือ ทั้งเนลสัน แมนเดลา และเดอ เคลิร์ก ซึ่งเป็นสองผู้นำคนสำคัญที่ขับเคี่ยวกันมานานได้เปลี่ยนความสัมพันธ์จากศัตรูกลายเป็นมิตร และได้รับยกย่องเป็นวีรบุรุษแห่งสันติภาพของประเทศ บทเรียนแห่งชีวิตของแมนเดลา เป็นกรณีศึกษาสำหรับประเทศที่เข้าสู่สงครามกลางเมืองอีกมากมายทั่วโลก ประเทศไทยเอง ก็ควรได้รับอานิสงส์จากบทเรียนของแมนเดลาด้วยเช่นเดียวกัน

          ขอให้เราคนไทยเลือก “การเจรจา” เป็นเครื่องมือยุติสงครามกลางเมือง เพราะหากเราเลือกสงคราม ก็มีแต่สงครามต่อไปไม่จบสิ้นเหมือนที่พระพุทธองค์ตรัสว่า “ผู้แพ้ย่อมนอนเป็นทุกข์ ส่วนผู้ชนะย่อมก่อเวร” หรือเหมือนที่ มหาตมะ คานธี กล่าวว่า “หากใช้ตาต่อตา ก็จะตาบอด และหากใช้ฟันต่อฟันก็จะฟันหักกันหมด”

          ๔.ก่อตั้งสมัชชาปฏิรูปประเทศไทยเพื่อเร่งเยียวยาและหาทางออกให้กับประเทศให้รวดเร็ว แต่อย่างยั่งยืนที่สุด

          มีการพูดกันมากว่า ควรก่อตั้งสมัชชาปฏิรูปประเทศไทยเพื่อหาทางเยียวยาประเทศไทยหลังวิกฤติ นี่เป็นแนวคิดที่ดี และควรทำอย่างยิ่ง แต่มีข้อที่ควรพิจารณาอย่างหนึ่งคือ ไม่ควรจะให้สมัชชาปฏิรูปนี้มีวัฒนธรรมการทำงานในแบบราชการ นั่นคือ แทนที่จะเป็นองค์กรเพื่อการเปลี่ยนแปลง กลับเป็นองค์กรประชุม ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อที่จะ “ประชุม” และ “นัดประชุม” ทว่าไม่มีผลอย่างไรในแง่ที่เป็นรูปธรรม ประเทศไทยไม่มีเวลามากพอสำหรับการทำงานฟื้นฟูบูรณะแบบเช้าชามเย็นชาม หรือแบบ “ความสามัคคีก็ดีอยู่ แต่ต้องมีกูเป็นหัวหน้า” การตั้งสมัชชาปฏิรูปประเทศไทย จึงต้องใช้วัฒนธรรมพิเศษที่รวดเร็ว ก้าวข้ามทิฐิมานะของคณะกรรมการ และมุ่งสัมฤทธิผลมากกว่ามุ่งเอกสารและการประชุม

          มีข้อที่ควรสังเกตไว้อย่างหนึ่งก็คือ แผนที่ปรองดอง (Road map) การปฏิรูปประเทศไทยเท่าที่มองเห็นในขณะนี้ หลายฝ่ายมุ่งไปที่การปฏิรูปโครงสร้างเชิงระบบที่เน้น “กายภาพ” ของปัญหาแทบทั้งนั้น ต่างพากันมองข้าม “มิติทางด้านจิตวิญญาณ” เช่น เรื่องค่านิยม ระบบความเชื่อความคิด และวัฒนธรรมบางอย่าง (นิสัยเห็นแก่ตัว ไม่เกรงกลัวกฎหมาย ไม่สนใจปัญหาสังคม คอรัปชั่นจนเป็นวัฒนธรรม เป็นต้น) ที่นำพาประเทศไทยมาติดตันอยู่ในความขัดแย้งกันไปสิ้น

"}])