
ประภาศ บุญยินดีผู้ว่าฯผู้ศรัทธา"หลวงพ่อโตวัดปราโมทย์"
ประภาศ บุญยินดีผู้ว่าฯผู้ศรัทธา"หลวงพ่อโตวัดปราโมทย์" : สรณะคนดัง เรื่อง ไตรเทพ ไกรงู / ภาพ กุลพันธ์ ศิริพิมพ์อัมพร
เมื่อวันศุกร์ที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา นายประภาศ บุญยินดี ผู้ว่าฯสมุทรสงคราม ได้เป็นประธานในพิธีแห่และถวายตาลปัด (ขนาดใหญ่ทำจากไม้สักปิดทองคำแท้) เพื่อถวายหลวงพ่อโต พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ อายุ ๑๕๙ ปี ของวัดปราโมทย์ ต.บ้านปราโมทย์ อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ พ่อค้า และประชาชน นับร้อยคนมาร่วมงาน
นายประภาศ บอกว่า หลังออกตรวจเยี่ยมวัดต่างๆ ใน จ.สมุทรสงคราม ซึ่งมีอยู่ ๑๑๐ วัด พบว่า วัดวัดปราโมทย์ ซึ่งมีพระครูปราโมทย์ปัญญาวัฒน์ หรือหลวงพ่อเลิศ เป็นเจ้าอาวาส จึงได้สอบถามท่านทำให้ทราบว่า หลวงพ่อโต หรือหลวงพ่อซำปอกง พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ปางพระศรีอาริย์ ขนาดหน้าตักกว้าง ๔.๑๒ เมตร สูงจากฐานถึงพระเศียร ๔.๓๒ เมตร ซึ่งเดิมทีนั้นหลวงพ่อโตเคยมีพัด (ตาลปัตร) แต่ได้สูญหายไปเมื่อใดไม่ทราบ สันนิษฐานว่าน่าจะหายไปเมื่อกว่า ๑๐๐ ปี มาแล้ว
ด้วยเหตุดังกล่าวจึงทำพัดด้ามใหม่ถวายหลวงพ่อโต ซึ่งทำด้วยไม้สักทอง แกนในจากด้ามจนสุดปลายยอดและจากตัวพัดแยกออกเป็น ๒ แฉก ฝังสเตนเลส ขนาด ๖ หุน ตัวพัดมีความหนา ๕ ซม. ความกว้าง ๗๕ ซม. ความสูงของตัวพัด ๑๔๐ ซม. ความสูงของด้ามพัด ๙๐ ซม. มีลักษณะเป็นพัดแฉกทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ใบพัดมีลักษณะส่วนล่างเป็นพุ่ม และเรียวแหลมขึ้นไปถึงส่วนยอด ขอนนอกคล้ายกลีบบัวที่ประกบแนบอยู่กับดอก ใจกลางพัดเป็นรูปตราอุณาโลม ซึ่งเป็นแบบลักษณะพระราชลัญจกรของรัชกาลที่ ๑ พื้นพัดประดับด้วยการลงรักปิดทองคำแท้ ๑๐๐% สลับตกแต่งด้วยกระจกสีแดง สีน้ำเงิน และเพชร จำนวน ๑๗๖ เม็ด
พร้อมกันนี้ นายประภาศ ยังบอกด้วยว่า เมืองไทยเป็นเมืองแห่งพระพุทธศาสนา หากไม่มีใครดูแล ไม่มีใครสานต่องานด้านพระพุทธศาสนา เมืองไทยเราไปไม่รอด ยิ่งในภาวะความคิดเห็นที่แตกต่าง สังคมมีวามแตกแยก แบ่งเป็นสี แบ่งเป็นฝ่าย สิ่งที่จะทำให้คนไทยกลับมาสามัคคีได้ดังเดิม คือ สถาบันศาสนา และพระมหากษัตริย์ ทุกวันนี้จึงทำโครงการเยี่ยมวัด ให้การสนับสนุนกิจกรรมของพระและของวัด โดย ๓ ปีที่เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดได้ตั้งงบประมาณเพื่อช่วยวัดเกือบ ๓๐๐ ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหลวงพ่อโตแห่งวัดปราโมทย์จะขึ้นชื่อความศักดิ์สิทธิ์เรื่องบนขอพรให้สมัครงานได้ ถ้าเป็นข้าราชการ เมื่อถึงฤดูกาลโยกย้ายก็มักจะบนขอพรให้เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง เมื่อประสบความสำเร็จก็จะแก้บนด้วยประทัดและดอกไม้ธูปเทียน พวงมาลัยนั้น สำหรับตนเองจะตั้งจิตอธิษฐานขอพรกับหลวงพ่อโตว่า “ขอให้ประเทศชาติอยู่รอดได้ ขอให้บริหารราชการภายในจังหวัดให้เป็นไปด้วยความราบรื่นเท่านั้นพอ” ซึ่งตลอด ๓ ปีที่ผ่านมาขอเป็นไปตามพรที่ขอทุกประการ
สำหรับพระเครื่องที่แขวนติดตัวเป็นประจำนั้น นายประภาส บอกว่า มีหลายองค์ หลายวัด เช่น พระสมเด็จวัดเกศไชโย จ.อ่างทอง พระพุทธชินราช ใบเสมา และพระหลวงปู่ทวด ซึ่งเคยแสดงปาฏิหาริย์หลายครั้ง และครั้งหนึ่งเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๙ เคยขับรถลงข้างทางเพื่อหลบรถโดยสาร ชนิดที่เรียกว่ารอดตายเส้นยาแดงผ่าแปดก็ว่าได้ จากนั้นเป็นต้นมาจะแขวนพระหลวงปู่ทวดติดคอไว้ตลอด
“ผมไม่อยากให้คิดว่า การรอดชีวิตมาได้เป็นเรื่องปาฏิหาริย์ แต่อยากให้คิดว่าเป็นเรื่องของบุญและกรรม การที่คนเรารอดตายมาจากเหตุที่เหลือเชื่อเป็นเรื่องของบุญเก่า และกรรมใหม่ เพราะตราบใดที่เราสร้างกรรมดี หรือที่เรียกว่า บุญ มากกว่าสร้างกรรมชั่ว หรือที่เรียกว่า บาป บุญนั้นก็จะคุ้มครองเราเอง” นายประภาส กล่าวทิ้งท้าย
๒องค์เทพแห่งเมื่อสิงห์ฯ
วีรกรรมของวีรชนชาวบ้าน-บางระจัน วีรบุรุษชาวบ้านที่พลีชีพเพื่อชาติเมื่อคราวก่อนเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ ๒ (พ.ศ.๒๓๑๐) จนกลายเป็นตำราของวีรบุรุษสามัญชน มีอนุสาวรีย์วีรชนชาวบ้านบางระจันเป็นประจักษ์พยานอยู่ในอำเภอค่ายบางระจัน มาตราบเท่าจนทุกวันนี้ เป็นชื่อเสียงของเมืองสิงห์บุรี แต่ไม่มีสัญลักษณ์ใดๆ ใน ๒ ข้างถนนสายเอเชีย (หมายเลข ๓๒) ที่พาดผ่านเมืองสิงห์บุรีที่จะสะดุดตากระตุกใจให้ผู้เดินทางได้ตระหนักว่าได้เดินทางเข้าสู่จังหวัดสิงห์บุรีแล้ว
ทั้งนี้ นายประภาศ บุญยินดี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม ได้จัดสร้างพระอินทร์และพระพรหม ไว้เมื่อครั้งเป็น ผู้ว่าราชการ จ.สิงห์บุรี โดยพระอินทร์ประดิษฐานในพื้นที่ห้างสรรพสินค้าฟลายนาว หมู่ ๓ ต.น้ำตาล อ.อินทร์บุรี ซึ่งมีสถานะเป็นเมืองหลวงในสมัยกรุงศรีอยุธยา และได้สร้างพระพรหม ขนาดหน้าตักกว้าง ๒.๘๐ เมตร พร้อมอาคารเทวาลัยสูงถึง ๒๒.๓๐ เมตร ประดิษฐานที่บริเวณ ศูนย์บริการท่องเที่ยวและจำหน่ายสินค้าโอท็อป ริมถนนสายเอเชียขาขึ้น หน้าวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสิงห์บุรี ในเขตพื้นที่ของ อ.พรหมบุรี เพื่อเป็นมิ่งมงคลแก่ภูมิสถานของหัวเมืองพรหมแต่โบราณ
“พ.ศ.๒๕๔๙ ไม่มีใครอาสาไปเป็นผู้ว่าราชการ จ.สิงห์บุรี เพราะเป็นพื้นที่น้ำท่วมหนักยากแก่การฟื้นฟู เมื่อถูกเลือกให้ไปเป็นผู้ว่าฯ หลังจากแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านในพื้นที่ได้แล้ว จึงมีความคิดว่าน่าจะสร้างอะไรเป็นสัญลักษณ์ของ อ.อินทร์บุรี และ อ.พรหมบุรี ในที่สุดจึงสร้างพระอินทร์และพระพรหมตามชื่อของอำเภอ โดยต้องหางบประมาณมาสนับกว่า ๕๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนให้การสนับสนุนในการจัดสร้างเสร็จภายใน ๒ ปี หรือปีละองค์ก็ว่าได้” นี่เป็นความภาคภูมิใจของนายประภาศ ในการจัดสร้าง ๒ องค์เทพ แห่งเมื่อสิงห์บุรี



