พระเครื่อง

แสงธรรมนำไทย

แสงธรรมนำไทย

05 ก.ย. 2554

แสงธรรมนำไทย : คันฉ่องและโคมฉาย ฝ่าวิกฤติเมืองไทย (5) โดย ว.วชิรเมธี

          ดังนั้นก่อนที่สงครามกลางเมืองจะตามมา ก็ขอให้เราจงช่วยกันลดทอนอาการเห็นคนไม่ใช่คนออกไปจากใจคนไทยทุกฝ่ายให้ได้มากที่สุด อย่างน้อยก็โดยการไม่ซ้ำเติมสถานการณ์ทางการเมืองให้หนักขึ้นด้วยการกล่าวอ้างว่าตนถูก อีกฝ่ายหนึ่งผิดเพราะความถูกผิดเป็นสิ่งสัมพัทธ์ ไม่มีใครผูกขาดความถูก หรือความผิดไปเสียทั้งหมด แต่แท้ที่จริงแล้ว แต่ละฝ่ายล้วนมีแง่ที่ผิดและถูกดำรงอยู่ด้วยกันทั้งนั้น

           ด้วยเหตุนี้แทนที่จะกล่าวโทษกัน เราควรหันมาแสวงหาทางออกร่วมกันด้วยสติ ด้วยปัญญาจะดีกว่า ร่วมกันคิดร่วมกันพิจารณาว่า “เราจะหาทางออกจากวิกฤติโดยที่ไม่มีใครบาดเจ็บล้มตายเลย หรือโดยมีการบาดเจ็บล้มตายให้น้อยที่สุดได้อย่างไร” เพราะถ้าเรายังก้าวข้ามความถูก ความผิด หรือวิธีคิดแบบแบ่งฝักแบ่งฝ่าย และคอยแต่จะกล่าวโทษกันและกันไม่ได้ สิ่งที่รออยู่ตรงหน้าก็คือ “หายนะมวลรวมประชาชาติ” ของคนไทยทั้งปวงโดยแท้

           เพื่อคืนสันติสุขกลับสู่สังคมไทยอีกครั้งอย่างยั่งยืน เราคนไทยควรแสวงหาทางออกจากวิกฤติครั้งนี้ร่วมกัน โดยช่วยกันสร้าง “มาตรการสร้างสรรค์สังคมไทยให้สันติสุข” จากทุกภาคส่วน เช่น

          ๑.กำหนดวิสัยทัศน์เฉพาะหน้าของประเทศให้ชัดเจนโดยเน้นไปที่ “การนำประเทศไทยกลับคืนสู่ภาวะปกติให้เร็วที่สุด”

          การชุมนุมเกิดขึ้นอย่างยืดเยื้อยาวนานและการเข้าแก้ปัญหาของภาครัฐอย่างเด็ดขาดที่ผ่านมาทำให้ความขัดแย้งลุกลามออกไปกลายเป็นการเผาบ้านเผาเมือง มีคนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก แต่อย่างไรก็ตาม นั่นก็เป็นสิ่งสุดวิสัยที่เกิดขึ้นมาแล้ว ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะกล่าวโทษกันอีก

          สิ่งที่ควรทำต่อจากนี้ก็คือ คนไทยต้องร่วมกันกำหนดวิสัยทัศน์แห่งชาติว่า เราจะต้องร่วมกันนำพาประเทศไทยกลับคืนสู่ภาวะปกติให้เร็วที่สุด เพราะยิ่งปล่อยให้ยืดเยื้อ ความเสียหายที่ประมาณไม่ได้ก็จะยิ่งทวีคูณอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ขืนชักช้าก็จะเป็นการเปิดช่องให้กับองค์กรต่างประเทศเข้ามาเป็น “หุ้นส่วน” ในการดับวิกฤติและนั่นย่อมไม่เป็นผลดีต่อประเทศไทย เพราะประเทศไทยจะกลายเป็น “รัฐที่ล้มเหลว” ในสายตาของชาวโลก และไม่สามารถบริหารจัดการประเทศของตัวเองได้อย่างเสรีเช่นเดิม ซึ่งนั่นย่อมหมายถึงประเทศไทยที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นประเทศไทยที่มีทหารของยูเอ็นกระจายอยู่ทั่วไปทุกหนทุกแห่ง ใครๆ ก็คงไม่อยากเห็นเมืองไทยตกอยู่ในสภาพเช่นนั้น
ทุกวันนี้เราแค่มี “การเมืองที่ล้มเหลว” ซึ่งนับว่ายังพอเยียวยาได้ แต่ถ้าทิ้งยืดเยื้อออกไปจนกลายเป็น “รัฐที่ล้มเหลว” ก็เท่ากับว่า ประเทศไทย คนไทย หมดสิ้นปัญญาอย่างสิ้นเชิงที่จะดูแลตัวเอง ซึ่งหากการณ์เป็นเช่นนั้น ก็นับเป็นความอัปยศร่วมกันของคนทั้งชาติ

"}])