
สะสมพระด้วยใจรักและศรัทธาในพุทธคุณยรรยง โอฬาระชิน ศิลปินแห่งชาติ ปี ๒๕๕๐
สะสมพระด้วยใจรักและศรัทธาในพุทธคุณยรรยง โอฬาระชิน ศิลปินแห่งชาติ ปี ๒๕๕๐ : เส้นทางนักพระเครื่อง โดย ตาล ตันหยง
ยรรยง โอฬาระชิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ศิลปะภาพถ่าย) ปี ๒๕๕๐ เป็นชาวแปดริ้วโดยกำเนิด ต่อมาได้ย้ายมาอยู่ที่ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ สำเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง จากแผนกวิชาการถ่ายภาพและภาพยนตร์ วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ) เมื่อปี ๒๕๐๖ เป็นช่างภาพผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันแห่งนี้รุ่นที่ ๖ โดยเป็นศิษย์ที่เรียนวิชาถ่ายภาพมาจากอาจารย์ที่มีชื่อเสียงหลายท่านในสมัยนั้น อาทิ อ.ระบิล บุนนาค อ.รัตน์ เปสตันยี ศ.พูน เกษจำรัส ศ.กิตติคุณ ชะอุ่ม ประเสริฐสกุล อ.จำรัส เอี่ยมพินิจ และ อ.ชูศักดิ์ ดิษยนันท์
หลังจากจบการศึกษาแล้วได้เข้าทำงานที่กองบัตรประชาชน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย โดยเป็นวิทยากรในการอบรมเจ้าหน้าที่ที่ถ่ายภาพติดบัตรประชาชน ตามที่ว่าการอำเภอต่างๆ ทั่วประเทศ
ต่อมาได้ย้ายไปทำงานในตำแหน่ง Photo Technician ที่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาติ (FAO) เมื่อปี ๒๕๑๒ ได้เข้าทำงานที่ธนาคารทหารไทย สำนักงานใหญ่ เป็นผู้ชำนาญการถ่ายภาพ จนเกษียณอายุงานในปี ๒๕๔๒
ยรรยง โอฬาระชิน ได้รับการเชิดชูเกียรติให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ศิลปะภาพถ่าย) เมื่อปี ๒๕๕๐ โดยได้เข้ารับพระราชทานเข็มเชิดชูเกียรติศิลปินแห่งชาติ จาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ (วันศิลปินแห่งชาติ) นับเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ศิลปะภาพถ่าย) คนที่ ๔ ต่อจาก ศ.พูน เกษจำรัส, จิตต์ จงมั่นคง และ ไพบูลย์ มุสิกโปดก
ยรรยง โอฬาระชิน เป็นศิลปินภาพถ่ายที่มีผลงานต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เป็นเวลานานกว่า ๔๒ ปี ได้สร้างสรรค์ผลงานภาพถ่ายขาว-ดำ มากกว่า ๒๐๐ ภาพ ทุกภาพมีความเป็นธรรมชาติ มีชีวิตชีวา มีมิติความลึก สะท้อนเรื่องราว อารมณ์ และความรู้สึก จนได้รับรางวัลชนะเลิศอย่างมากมายกว่า ๑๐๐ ภาพ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จนเป็นที่ประจักษ์และยอมรับของวงการถ่ายภาพทั่วไป
ผลงานที่สร้างความภาคภูมิใจ และเป็นเกียรติประวัติต่อวงศ์ตระกูล เป็นอย่างยิ่ง คือ รางวัลยอดเยี่ยมถ้วยพระราชทาน ๒ ภาพ คือภาพ “บินเดี่ยว” และภาพ “ธารน้ำใส” ที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ คัดเลือกภาพด้วยพระองค์เอง
นอกจากนี้ ยังได้มีโอกาสถวายงานตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จนได้รับพระราชทาน เหรียญราชรุจิ รัชกาลที่ ๙ จาก สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
ทางด้านวงการถ่ายภาพของเมืองไทย ยรรยง โอฬาระชิน เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง สมาคมสยามคัลเลอร์สไลด์ ขึ้นเมื่อปี ๒๕๑๗ โดยจัดให้มีการประกวดภาพสไลด์สีนานาชาติ จนได้รับการรับรองการจัดประกวดภาพและการตัดสินภาพ ตามหลักสากล และกฎข้อบังคับของ สมาคมถ่ายภาพแห่งสหรัฐอเมริกา นับเป็นผู้มีคุณูปการแก่วงการถ่ายภาพของประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง
ปัจจุบัน ยรรยง โอฬาระชิน เป็นที่ปรึกษาของสมาคมถ่ายภาพกรุงเทพ และรับเชิญเป็นวิทยากรอบรมวิชาการถ่ายภาพให้มีคุณค่าทางพุทธศิลป์ ตามสถาบันและองค์กรต่างๆ ที่ได้ติดต่อมา รวมทั้งเป็นกรรมการตัดสินภาพถ่าย ในการประกวดภาพถ่ายที่หน่วยงานต่างๆ จัดขึ้น และในขณะนี้กำลังจัดทำผลงานภาพถ่ายขาวดำและสี อีกชุดหนึ่ง กว่า ๑๐๐ ภาพ เพื่อนำออกแสดงเป็นนิทรรศการในเร็วๆ นี้ พร้อมกับการจัดพิมพ์หนังสือประวัติส่วนตัว และผลงานภาพถ่ายที่ผ่านมา ในโอกาสที่ได้รับการเชิดชูเกียรติให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ศิลปะภาพถ่าย) ปี ๒๕๕๐
สำหรับความสนใจในการสะสมพระเครื่อง อ.ยรรยง เล่าว่า สมัยเด็กๆ ที่บ้านแถวพระประแดง มีพระเกจิอาจารย์ดังๆ เยอะมาก ใครไปทำบุญที่วัดก็มักจะได้รับแจกพระกลับมาไว้บูชาที่บ้าน ทำให้ได้พบเห็นพระต่างๆ เหล่านี้บ้าง แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก ได้ฟังผู้ใหญ่เขาพูดกันว่า พระสมเด็จ วัดระฆัง ใครมีไว้บูชาจะแคล้วคลาดปลอดภัน และคงกระพันชาตรี หนังเหนียวยิงฟันไม่ออก ในขณะที่พระขุนแผน เมืองสุพรรณ ใครมีติดตัวจะมีเสน่ห์แรง ทำให้ผู้หญิงรักชอบ เป็นอย่างยิ่ง เรื่องต่างๆ เหล่านี้ได้ฟังผู้ใหญ่เขาพูดคุยกันเสมอ
“ต่อมาเมื่อผมได้เรียนที่วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ ทุ่งมหาเมฆ มีเพื่อนคนหนึ่งเอาพระปิดตาเนื้อดำๆ มาแจกพรรคพวกที่เรียนด้วยกัน คนละ ๓ องค์ ลักษณะด้านหน้าเหมือนกัน คือ พระปิดตาพิมพ์ ๒ หน้า พระปิดตาหลังยันต์ และพระปิดตาหลังเรียบ ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าเป็นพระปิดตาหลวงพ่อท่านไหน มีเพื่อนคนหนึ่งเอาพระไปให้ผู้ใหญ่ดู เขาบอกว่าเป็น พระปิดตาหลวงพ่อรุ่ง วัดท่ากระบือ จ.สมุทรสาคร ซึ่งไม่ใช่ เพราะมารู้ความจริงภายหลังว่า เป็น พระปิดตาหลวงพ่อเชย วัดท่าควาย จ.สิงห์บุรี และจากการสืบสาวราวเรื่องต่อไปก็ได้ความว่า หลวงพ่ออ่อน เจ้าอาวาสวัดท่าควาย องค์ต่อจากหลวงพ่อเชย ซึ่งเป็นญาติกับคุณพ่อของเพื่อนคนนั้น เมื่อมาที่บ้านของเขา ก็มักจะเอาพระปิดตาหลวงพ่อเชย มาฝากคุณพ่อของเขาคราวละหลายๆ องค์ ทำให้เพื่อนคนนี้มีพระปิดตาหลวงพ่อเชยมาก จึงเอามาแจกเพื่อนร่วมชั้นเรียนด้วยกัน” อ.ยรรยง เล่าย้อนอดีตที่ผ่านมา
จวบจนวันหนึ่ง เพื่อนในกลุ่มนี้ไปมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับฝ่ายตรงกันข้าม จนเกิดการตีรันฟันแทงกันขึ้นมา ปรากฏว่า คนที่แขวนพระปิดตาหลวงพ่อเชย แม้จะถูกตีฟันอย่างไรก็ไม่มีบาดแผลแต่ประการใด ส่วนเพื่อนที่ไม่มีพระปิดตาติดตัว อาการร่อแร่มาก จนเสียชีวิตในวันต่อมา
นอกจากนี้ เพื่อนคนที่ไม่มีบาดแผล ได้ขี่รถจักรยานยนต์ไปตระเวนบอกข่าวนี้ตามบ้านเพื่อนต่างๆ (สมัยนั้นบ้านส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯ ยังไม่มีโทรศัพท์ใช้กัน) เพื่อนคนนี้เกิดรถไปพลิกคว่ำกลางสะพานพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก สภาพที่เกิดขึ้นนี้ ดูแล้วเพื่อนคนนี้น่าจะตาย แต่ก็ไม่ตาย แถมยังไม่มีบาดแผลอะไรอีกด้วย
จากเหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้ อ.ยรรยง เกิดความสนใจศรัทธาในพระปิดตาหลวงพ่อเชยมากขึ้น จึงขอพระปิดตานี้จากเพื่อนคนเดิม เขาบอกว่าปิดกรุแล้ว ไม่แจกให้แล้ว แต่ได้ทราบว่าเพื่อนเอาพระปิดตานี้ไปขายที่สนามพระ อ.ยรรยง จึงขอซื้อเขาบ้าง ตามราคาที่ขายคนอื่น เขาจึงยอมขายให้
ด้วยเหตุนี้ อ.ยรรยง มีพระปิดตาหลวงพ่อเชย จำนวนมากพอสมควร และเพื่อตรวจสอบว่า พระปิดตาหลวงพ่อเชย ที่เก็บไว้นี้เป็นพระแท้หรือพระปลอม อ.ยรรยง จึงเอาพระปิดตานี้ไปส่งประกวดตามงานประกวดพระต่างๆ ครั้งละหลายๆ องค์ ปรากฏว่าเป็น พระแท้ ทั้งหมด และได้รับรางวัลชนะเลิศ รวมทั้งรางวัลที่ ๒-๓-๔ ทำให้มีกำลังใจมาก เมื่อมีงานประกวดที่ไหนอีก ก็จะเอาพระปิดตาหลวงพ่อเชยไปส่งประกวดทุกครั้ง โดยเอาองค์ที่ยังไม่เคยส่งไปประกวด ก็ได้รับรางวัลทุกครั้ง โดยไม่ซ้ำองค์กันเลย ทำให้พระปิดตาหลวงพ่อเชย ของ อ.ยรรยง แทบทุกองค์ได้รับรางวัลมาแล้วทั้งนั้น
สำหรับพระเครื่องอื่นๆ อ.ยรรยง ก็มีเก็บสะสมไว้เหมือนกัน โดยเฉพาะ พระหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ จ.ปัตตานี หลายรุ่นที่ไปเช่าบูชามาจากทางวัดโดยตรง ในช่วงที่ลงไปทำงานทางภาคใต้ และเมื่อมีงานประกวดพระ ก็เอาพระเหล่านี้ไปส่งเข้าประกวดด้วย ไม่เคยพลาดเลย ติดรางวัลแทบทุกองค์ รวมทั้งเหรียญพระอาจารย์นำ แก้วจันทร์ วัดดอนศาลา จ.พัทลุง เนื้อโลหะบ้านเชียง ปี ๒๕๑๙ ได้เช่าเอาไว้หลายเหรียญ เมื่อกว่า ๑๐ ปีก่อน ก็ได้รับรางวัลเช่นกัน
“นอกจากงานถ่ายภาพแล้ว ผมมีความรักและชื่นชอบในการสะสมพระเครื่องมาก แม้ส่วนใหญ่จะเป็นพระที่ไม่เก่ามากนักก็ตาม ยามใดที่เอาองค์พระขึ้นมาส่องดู ผมจะมีความสุขมาก อีกทั้งจิตก็เป็นสมาธิ ไม่มีเรื่องอื่นใดมารบกวนอยู่ในสมองและความคิด ทำให้ไม่มีความเคร่งเครียดอะไรเลย นอกจากนี้ การสะสมพระของผมยังทำให้เกิดความศรัทธาเลื่อมใสในพุทธคุณขององค์พระอีกด้วย เพราะผมได้ประสบพบเห็นมาแล้วด้วยตนเองหลายครั้งหลายหนด้วยกัน นอกจากพระเครื่องแล้ว ผมยังศรัทธาเลื่อมใสในองค์พระพิฆเนศ ที่ศาลหลักเมืองพระประแดง อีกองค์หนึ่ง ซึ่งเมื่อไปอธิษฐานขอพรจากท่านแล้วก็มักจะประสบความสำเร็จสมหวังเสมอ” อ.ยรรยง กล่าวในตอนท้าย



