
ร้อยวันรำลึกอาจารย์ทองพระผู้เป็นดั่งเสาธรรมยึดใจไทยพุทธ ๓ จว.ใต้
ร้อยวันรำลึกอาจารย์ทองพระผู้เป็นดั่งเสาธรรมยึดใจไทยพุทธ ๓ จว.ใต้ : โดย 0 เรื่อง สุพิชฌาย์ รัตนะ / ภาพ จรูญ ทองนวล 0
ปฏิเสธไม่ได้ว่าน้ำหล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คนชายแดนภาคใต้ให้มีลมหายใจเพื่อเฝ้ารอเวลาสันติสุขกลับมาปรากฏอีกครั้งนั่นคือ “ขวัญและกำลังใจ” โดยเฉพาะพี่น้องชาวพุทธที่เหลือจำนวนเพียงน้อยนิด แถมยังตกเป็นเหยื่อคนร้ายไม่เว้นวัน ดังนั้นทางออกที่เด่นชัดสำหรับหลายคนคือ "ที่พึ่งทางใจ" โดยเฉพาะการเข้าวัดพบพระภิกษุสงฆ์ที่คอยนำหลักธรรมของพระพุทธองค์มาช่วยชโลมดับทุกข์กาย และใจ จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในเวลานี้ เมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๔ คืออีกครั้งที่มีเสียงร่ำไห้ดังระงมมาจากพุทธศาสนิกชนในพื้นที่เมื่อ “พระศีลมงคล” หรือ “อาจารย์พ่อทอง สีลสุวณฺโณ” เจ้าอาวาสวัดสำเภาเชย อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี ได้ละสังขารด้วยวัย ๙๔ ปี พรรษาที่ ๗๖ ด้วยโรคชรา ที่โรงพยาบาลกรุงเทพ-หาดใหญ่
การมรณภาพของอาจารย์ทอง ถือว่าเป็นการปิดอีกหนึ่งตำนานพระภิกษุที่มีส่วนในพิธีสร้างหลวงพ่อทวดวัดช้างให้เนื้อว่าน พ.ศ.๒๔๙๗ รวมไปถึงการร่วมปลุกเสกวัตถุมงคลรุ่นต่างๆ ที่สำคัญของวัดช้างให้มาอย่างต่อเนื่อง ส่วนวัตถุมงคลของท่านที่มอบให้ญาติโยม ก็เกิดประสบการณ์ต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะเป็นเลิศทางด้านเมตตามหานิยมและโชคลาภ จึงไม่แปลกที่ลูกศิษย์ของท่านมิได้มีแค่เพียงในพื้นที่ชายแดนใต้เท่านั้น
แม้นเวลาจะล่วงเลยผ่านพ้นมาแล้วระยะหนึ่ง แต่ความเศร้าสลดที่ปกคลุมหัวใจชาวพุทธและบรรดาผู้เลื่อมใสศรัทธาต่ออดีตเจ้าอาวาส “วัดสำเภาเชย” ยังไม่เลือนหาย เพราะการจากไปครั้งนี้นับเป็นการสูญเสียเสาหลักอันเป็นที่ยึดเหนี่ยวและศูนย์รวมจิตใจของผู้คน ณ ที่นี้ ชนิดยากที่จะหาใครเทียบเเทนได้ โดยในวันที่ ๖ สิงหาคมนี้ จะเป็นการครบ ๑๐๐ วัน ในการจากไปของพระศีลมงคล โดยชาวบ้านละแวกวัด รวมถึงลูกศิษย์ที่เลื่อมใสศรัทธาจะจัดงานบำเพ็ญกุศลด้วยการนิมนต์พระภิกษ์สงฆ์จากทุกวัดในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ รวมถึงพระผู้เป็นสหมิกธรรมกับอดีตเจ้าอาวาสวัดสำเภาเชยแห่งนี้มีมาร่วมพิธี โดยจะมีพิธีทางศาสนาอย่างเรียบง่าย และให้ชาวบ้านนำภัตตาหารถวายพระภายในงาน และเป็นโอกาสสำคัญที่ศิษยานุศิษย์จะได้มีโอกาสสักการะสรีระหลวงพ่อทองอย่างใกล้ชิดอีกครั้ง โดยหลังจากนั้นจะเก็บสังขารของหลวงพ่อทองไว้ ๑ปี ก่อนจะนำสรีระไปบรรจุในโลงแก้ว เพื่อรอพระราชทานเพลิงศพ
นายธีรชิต บวรนันทิวัฒน์ ผอ.สำนักพระพุทธศาสนาจังหวัดปัตตานี กล่าวว่า เป็นที่รู้กันดีว่าท่ามกลางสถานการณ์ไม่ปกติที่เกิดขึ้นในพื้นที่ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๔๗ เป็นต้นมา “หลวงพ่อทอง” เจ้าอาวาสวัดสำเภาเชย คือหนึ่งในที่พึ่งพิง และพึ่งพาของผู้คนที่สำคัญ ยามที่ทุกข์กาย ร้อนใจ มักจะได้รับคำสอน และหลักธรรมเพื่อยืนหยัดในการใช้ชีวิตท่ามกลางอุณหภูมิร้อนในพื้นที่
ด้านนายประภาส อินทนปสาธน์ ผอ.ททท.สำนักงานหาดใหญ่ ซึ่งเคยปฏิบัติหน้าที่ใน ๓ จังหวัดภาคใต้ กล่าวว่า มีความศรัทธาเลื่อมใสในหลวงพ่อทองมาก เนื่องจากเป็นพระภิกษุที่มีเมตตาสูง หากใครได้สนทนาธรรมก็จะสัมผัสได้ถึงจิตใจที่โอบอ้อมอารี และที่สำคัญทุกครั้งมักจะหยิบยื่น “หลักคิด” และ “หลักธรรม” ให้ทุกคนเสมอ โดยเฉพาะคำกล่าวที่ได้ยินเสมอว่า "ให้มีศีล สมาธิ ปัญญา และที่สำคัญให้มีสัจจะ" เพราะจะทำให้ให้ชีวิตมีแต่ความเจริญ ที่สำคัญยังเป็นพระนักพัฒนา เพราะเห็นได้จากถาวรวัตถุต่างๆ ภายในวัดที่ได้รับการบูรณะซ่อมแซม และก่อสร้างเพื่อสืบสานพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนสืบไป รวมไปถึงการส่งเสริมงานสาธารณะในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมของไทยพุทธ หรือมุสลิมก็ให้การสนับสนุนอย่างเท่าเทียม
ในขณะที่นายวินิตย์ พลสิทธิ์ ชาวปะนาเระ กล่าวว่า การจากไปของพระศีลมงคล นับเป็นความสูญเสียครั้งสำคัญของวงการสงฆ์ โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เนื่องจากท่านเป็นพระที่ชาวบ้านให้ความเคารพศรัทธา อีกทั้งยังเป็นดั่งที่พึ่งทางใจสำหรับชาวบ้านชาวไทยพุทธในสามจังหวัด นับแต่เกิดความไม่สงบตลอด ๗ ปีที่ผ่านมา ที่สำคัญท่านใส่ใจและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยมักจะสอบถามญาติโยมที่แวะเวียนมาที่วัดว่ามีสภาพชีวิตเป็นอย่างไร เหตุที่เกิดขึ้นกระทบกับการดำเนินชีวิตอย่างไรบ้าง จากนั้นท่านจะให้หลักคิด เพื่อปฏิบัติใช้ท่ามกลางสถานการณ์อันไม่ปกติ รวมถึงจะมอบวัตถุมงคลเพื่อเป็นดั่งขวัญและกำลังใจให้ทุกคนเสมอมา
"อาจารย์ทองเป็นพระที่คนชายแดนภาคใต้รู้จักเลื่อมใสและศรัทธา และนับแต่เกิดปัญหาความไม่สงบชาวบ้านมักจะมากราบขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคล หรือแม้กระทั่งมาขอพระเครื่องวัตถุมงคลจากท่านเพื่อสร้างความอุ่นใจอยู่เสมอ ทำให้การละสังขารในครั้งนี้ย่อมกระทบต่อขวัญกำลังใจของชาวบ้านไม่น้อย" วินิตย์ กล่าว
ชาติภูมิหลวงพ่อทอง
"อินทอง ศรีชาติ" เป็นชื่อและสกุลเดิมของ พระศีลมงคล ฉายา สีลสุวณฺโณ หรืออาจารย์ทอง อดีตที่ปรึกษากิตติมศักดิ์เจ้าคณะอำเภอปะนาเระ และเจ้าอาวาสวัดสำเภาเชย เกิดวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ.๒๔๖๑ ปีมะแมบิดาชื่อนายสีคง ศรีชาติ มารดาชื่อ นางแมะ ศรีชาติ บ้านเลขที่ 5 หมู่ 3 ต.ดอน อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี
บรรพชา อุปสมบท วันที่ ๓ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๗ ได้บวชเป็นสามเณร ณ วัดดอนตะวันออก ต.ดอน อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี และลาสิกขาบทออกไปช่วยมารดาประกอบอาชีพทางบ้าน และได้กลับมาอุปสมบทอีกครั้งเมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๘๒ ณ อุโบสถวัดดอนตะวันออก ต.ดอน โดยมีพระครูวิธานวัตต์ (คง) เจ้าคณะตำบลปะนาเระ และเจ้าอาวาสวัดสำเภาเชยเป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูวุฒิชัยธรรมธาดาขณะนั้นรับสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นสัญญาบัตรเป็นพระกรรมวาจาจารย์พระครูพิพัฒน์สมณกิจเป็นพระอนุสาวนาจารย์
พ.ศ.๒๔๙๗ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะอำเภอชั้นตรี ที่ พระครูพินิตนรัญญู พ.ศ.๒๕๑๐ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะอำเภอชั้นโท ที่ พระครูพินิตนรัญญู พ.ศ.๒๕๑๙ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะอำเภอชั้นเอก ที่ พระครูพินิตนรัญญู พ.ศ.๒๕๓๙ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะอำเภอชั้นพิเศษ ที่ พระครูพินิตนรัญญู พ.ศ.๒๕๔๕ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ที่ พระศีลมงคล มีพิธีพระราชทานเลื่อนและตั้งสมณศักดิ์ ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยพระบรมมหาราชวัง ณ วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๔๕



