พระเครื่อง

พึ่งตนพึ่งธรรม - "เพศ" เรื่องที่มักผิดพลาดของวัยรุ่น

พึ่งตนพึ่งธรรม - "เพศ" เรื่องที่มักผิดพลาดของวัยรุ่น

08 ก.ค. 2554

“นักเรียนวัยโจ๋โคราชลวงแฟนสาว ม.๕ (อายุ ๑๘) กำลังท้อง ๕ เดือนไปฆ่า เหตุเพราะฝ่ายชาย (อายุ ๑๗) บอกให้ฝ่ายหญิงไปทำแท้ง ฝ่ายหญิงปฏิเสธและเรียกร้องให้ฝ่ายชายรับผิดชอบ ฝ่ายชายเกรงว่าพ่อแม่จะดุด่าที่ทำหญิงท้องในวัยเรียนจึงชวนเพื่อนชาย (อายุ ๑๖) อีกคนร่วมมือกัน

          ผู้เขียนรู้สึกช็อกไปกับข่าวดังกล่าวที่ปรากฏบนจอทีวีในค่ำวันหนึ่ง ที่จริงแล้วข่าววัยรุ่นตั้งท้องไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคมไทย แต่ที่ใหม่คือตอนจบของข่าวที่ช็อกคนดูแบบชนิดคาดไม่ถึงว่าเด็กมัธยมอายุ ๑๖-๑๗ ปี จะตัดสินใจฆ่าเพื่อนหญิงเพียงเพราะเพื่อนหญิงตั้งท้องแล้วหาข้อยุติร่วมกันไม่ได้
 
          ใช่หรือไม่ว่าเป็นเพราะสังคมเรามองเรื่องเพศว่าเป็นเรื่องต้องห้าม มองว่าการมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียนเป็นความผิดมหันต์อันร้ายแรง เมื่อเด็กๆ ของเราตั้งท้องในวัยเรียนขึ้นมา พวกเขาจึงต้องเผชิญกับการตัดสินใจด้วยตนเองเพียงลำพังจนนำไปสู่โศกนาฏกรรมดังกล่าว
 
          เรื่องเพศกลายเป็นเรื่องต้องห้ามสำหรับวัยเรียนวัยรุ่น ซึ่งดูออกจะสวนทางกับพัฒนาการทางสรีระของเด็กในวัยนี้ เมื่อเด็กชายเริ่มมีน้ำอสุจิ ในขณะที่เด็กหญิงเริ่มมีรอบเดือน การไม่เปิดโอกาสให้เด็กได้ทำความเข้าใจกับเรื่องเพศจึงเป็นเรื่องที่น่าอันตรายอย่างไรอยู่ เพราะเมื่อเราปิดกั้นไม่ให้เด็กได้เรียนรู้ในเรื่องใด เด็กก็จะไม่ฉลาดในเรื่องนั้น
 
          เรื่องเพศเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนในประเด็นนี้ เมื่อเด็กๆ ของเราไม่ได้รับการเปิดโอกาสให้เรียนรู้พูดคุยในเรื่องเพศ เมื่อพวกเขาต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเพศ พวกเขาก็เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยความไม่รู้ว่าจะต้องเผชิญกับอะไรตามมาบ้าง ในที่สุดเมื่อต้องประสบกับการตั้งท้องขึ้นมาต่างฝ่ายต่างก็แก้ไขปัญหาด้วยความไม่รู้ และไม่สามารถหาทางออกที่เหมาะสมได้ ในที่สุดจึงออกมาในรูปของการฆาตกรรม
 
          ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราควรจะบรรจุวิชาเพศศึกษาเข้าไปในหลักสูตรการศึกษาของโรงเรียนอย่างเป็นรูปธรรมเสียที
 
          เวลาที่มีข่าวเด็กๆ ตั้งท้องแล้วทำแท้ง ผู้ใหญ่หลายคนมักพูดเป็นท่วงทำนองเดียวกันว่าเพราะเดี๋ยวนี้เราไม่มีวิชาศีลธรรมในโรงเรียน ความประพฤติของเด็กวัยรุ่นจึงออกนอกลู่นอกรอย แต่ผู้เขียนมองว่าจริงๆ แล้วเราอาจจะไม่จำเป็นต้องมีวิชาศีลธรรมก็ได้ เพียงแต่ขอให้มีวิชาอะไรก็ได้ที่สามารถทำให้เด็กรู้จักเข้าใจตนเองเข้าใจคนอื่น เคารพตัวเองเคารพผู้อื่น ไม่เบียดเบียนตนเองไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่ทำร้ายตนเองและไม่ทำร้ายผู้อื่น แค่นี้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่เรายังไม่มีวิชาดังกล่าว
 
          จากเนื้อหาของข่าวการที่เด็กชายตัดสินใจฆ่าเด็กหญิงเป็นเพราะฝ่ายหญิงต้องการให้ฝ่ายชายรับผิดชอบ แต่ฝ่ายชายกลัวว่าเรื่องราวจะใหญ่โต ไม่อยากให้พ่อแม่ดุด่าที่ทำผู้หญิงท้องในวัยเรียน และหากต้องสู่ขอขึ้นมาจริงๆ แล้วการเรียนล่ะจะทำยังไง จะเอาเงินที่ไหนมาเลี้ยงดู เพื่อนและครูที่โรงเรียนจะมีท่าทีอย่างไรอันมีผลกระทบไปทั้งระบบของชีวิต ฝ่ายชายจึงเสนอให้ฝ่ายหญิงทำแท้งเรื่องจะได้จบลงง่ายๆ ในขณะที่ฝ่ายหญิงไม่ต้องการทำแท้งแต่ต้องการให้ฝ่ายชายรับผิดชอบพาพ่อแม่มาสู่ขอ เมื่อหาข้อยุติกันไม่ได้ ในที่สุดฝ่ายชายจึงตัดปัญหาง่ายๆ ด้วยการชวนเพื่อนชายอีกคนมาช่วยกันฆาตกรรมฝ่ายหญิงแล้วเอาศพถ่วงน้ำ
 
          ผู้เขียนรู้สึกสงสารเด็กทั้ง ๓ คน (รวมเด็กในท้องอีกหนึ่งคนรวมเป็น ๔) ที่พวกเขาต้องเผชิญปัญหาชีวิตเพียงลำพัง พวกเขาขาดผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้ให้คำปรึกษา ถ้าเรื่องเพศเป็นเรื่องที่เด็กๆ สามารถปรึกษากับใครก็ได้คงไม่เกิดโศกนาฏกรรมเช่นนี้
 
          ทุกวันนี้สังคมเปลี่ยนไป สื่อเร้าอารมณ์มีอยู่รายรอบตัวเด็ก เด็กมีโอกาสอยู่ใกล้ชิดกันเพียงลำพังสองต่อสอง พ่อแม่ผู้ปกครองที่มีลูกหลานที่กำลังอยู่ในวัยรุ่นควรเรียนรู้เปิดใจพูดคุยเรื่องเพศกับเด็กๆ การวางบทบาทตนเองเป็นผู้ปกครองอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอเพราะจะทำให้เด็กไม่ไว้ใจที่จะพูดคุยเรื่องต่างๆ บางครั้งเด็กไปทำผิดพลาดอะไรมาก็ไม่กล้าเล่าให้ผู้ใหญ่ฟัง กว่าผู้ใหญ่จะรู้เรื่องก็บานปลายไปเสียแล้ว

การมีความรักจึงต้องมี "สติ"    
          สำหรับน้องๆ วัยรุ่นที่บังเอิญได้มาอ่านบทความนี้ หลวงพี่อยากให้ดูข่าวนี้เป็นกรณีศึกษา การมีความรักไม่ใช่เรื่องเสี่ยงเท่ากับการมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน เมื่อเกิดพลาดพลั้งตั้งท้องกันขึ้นมาจะกลายเป็นเรื่องยุ่งเหยิง เพราะฝ่ายหญิงก็ต้องการความรับผิดชอบจากฝ่ายชาย ฝ่ายชายก็ยังเด็กเกินกว่าจะมีทุนทรัพย์มาเลี้ยงดูลูกเมีย (ซึ่งยังเป็นวัยรุ่นด้วยกันทั้งคู่) ผลสุดท้ายฝ่ายหญิงถ้าไม่ทำแท้งไปเสียก่อนก็ต้องรับภาระดูแลลูกน้อยแต่เพียงลำพัง ส่วนฝ่ายชายเองไม่ได้มีเงินเดือน (มีแต่เงินเดือนของพ่อแม่) ในที่สุดก็หายไปจากวงโคจรของฝ่ายหญิง (แปลว่าเลิกรากันไป) การมีความรักจึงต้องมี “สติ” เข้ามาดูแลด้วยเสมอ
 
          แต่ในกรณีที่เกิดตั้งท้องกันขึ้นมาสิ่งแรกที่ควรระลึกไว้ก่อนก็คือ “มีสติ” อย่าโทษใคร ควรบอกให้พ่อแม่ทราบ หากไม่กล้าบอกพ่อแม่ก็ควรเลือกบอกกับคุณครูที่ใจดี เพื่อที่จะได้ขอความช่วยเหลือจากครู ให้คุณครูเป็นสะพานเชื่อมไปบอกพ่อแม่อีกทีในกรณีที่เรารู้สึกว่าไม่อยากบอกให้พ่อแม่รู้โดยตรง อย่างน้อยครูอาจเป็นสื่อกลางในการลดทอนความรุนแรงทางอารมณ์ของพ่อแม่ที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ
หนูควรเริ่มต้นด้วยการบอกว่าตนเองมีเรื่องเดือดร้อนที่ต้องการขอคำปรึกษาและช่วยเหลือ ในกรณีนี้ครูเองก็ควร “มีสติ” อย่าตกใจ แต่จงมีเมตตากับเด็กๆ เพราะเด็กกำลังตกอยู่ในความทุกข์ความเดือดร้อนต้องการความช่วยเหลือจริงๆ สิ่งที่ดีที่สุดที่ครูสามารถทำได้ก็คือไม่ประณามเด็ก ไม่โทษเด็ก เมื่อเด็กเล่าความจริงให้ฟังครูควรรู้สึกดีที่ตนเองเป็นครูที่เด็กให้ความไว้วางใจจนเด็กสามารถเล่าความลับให้ฟังได้
 
          สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองเมื่อทราบว่าลูกตั้งท้อง สิ่งแรกที่ควรทำก็คือ “มีสติ” อย่าประณามเด็ก เพราะเด็กเมื่อรู้ว่าตั้งท้องเด็กก็มีความเครียดอยู่แล้ว พ่อแม่ควรเรียนรู้ที่จะเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างมีสติ ทุกวันนี้กฎกระทรวงศึกษาธิการออกมาใหม่แล้ว เด็กที่ตั้งท้องต้องได้เรียนต่อ ห้ามไม่ให้มีการไล่เด็กออกจากโรงเรียนเพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดกับเด็กที่ตั้งท้อง ทั้งผู้ปกครอง ครู และเด็กสามารถหาทางออกร่วมกันได้
 
          ทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่าการตั้งท้องแล้วมีน้องในวัยเรียนไม่ใช่เรื่องสนุก ทางที่ดีก็คือหนูๆ ควรหลีกเลี่ยงการตั้งท้องในวัยเรียนแล้วให้ความสนใจกับการเรียนดีกว่า ถ้าเรียนจบแล้ว มีงานทำ รับผิดชอบตัวเองได้ เมื่อนั้นจึงจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะแก่การมีน้อง
 
          หากเรื่อง ‘เพศ’ เป็นเรื่องที่สามารถสื่อสารกันได้ง่ายๆ เหมือนกับทางออกที่ผู้เขียนกำลังเสนอข้างต้น โศกนาฏกรรมของวัยโจ๋โคราชท้อง ๕ เดือนในข่าวก็คงไม่เกิดขึ้น

"}])