
ความรุนแรงสีขาว
"ยศ ทรัพย์ อำนาจ และผลประโยชน์เป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้สังคมไทยเข้าสู่ความขัดแย้ง ยืดเยื้อ เรื้อรัง ยาวนาน และร้าวลึกไปทุกภาคส่วนของประเทศ จนกระทั่งนำมาสู่สงครามกลางเมืองกลายๆ ถ้าไม่ระมัดระวังและถอดสลักกันไม่เป็น ก็มีโอกาสสูงมากที่เมืองไทยจะกลายเ
พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี กล่าวด้วยความเป็นห่วงต่อสถานการณ์บ้านเมืองในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ว่าอาจจะเป็นชนวนที่ฝังรอยแผลไว้ในใจคนไทยอีกยาวนาน และอาจจะมีแนวโน้มที่จะเกิดสงครามกลางเมืองเช่นเดียวกับสาธารณรัฐรวันดา ที่ประชาชนต่างลุกขึ้นมาฆ่ากันเองอย่างผักปลา
ท่านมองว่านั่นเป็นเพราะกระบวนการทางจิตที่เป็นมิจฉาทิฐิได้ปลุกเร้าให้เข้าใจว่า ยศ ทรัพย์ อำนาจ ผลประโยชน์เป็นสิ่งสำคัญของชีวิต
แต่แท้จริงแล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงสิ่งสัมพัทธ์ คือมันไม่ดี ไม่ชั่วในตัวของมันเอง แต่มันจะดีจะชั่ว ก็ขึ้นอยู่กับว่านำไปสู่อะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อำนาจ
"เพราะอำนาจเป็นสิ่งสัมพัทธ์ ถ้ารับใช้ธรรมะจะกลายเป็นของดี แต่จะอันตรายถ้าไปรับใช้อธรรม
อำนาจจะดีที่สุด ๑.ต้องได้มาโดยธรรม ๒.กระบวนการใช้อำนาจต้องชอบธรรม ๓.ผลของการใช้อำนาจเป็นไปเพื่อความงอกงามของธรรม โดยบรรจบเป้าหมาย คือ ความสงบของประเทศชาติ อำนาจนั้นจึงจะเป็นอำนาจที่แท้จริง
ท่านเห็นว่าการเมืองไทยของเรามีปัญหาทุกวันนี้ เพราะเราต่างมุ่งเข้าสู่อำนาจ โดยลืมไปว่า ยศ ทรัพย์ อำนาจ และผลประโยชน์นั้นเป็นเพียงปัจจัยที่เชื่อมต่อไปสูงกว่านั้น คือ คุณภาพชีวิต ตลอดจนสันติสุขของประเทศชาติ ประชาชน และมนุษยชาติ
"ยกตัวอย่างเช่น ในยุคของพระเจ้าอโศกมีอำนาจมากที่สุด แต่พระองค์ทรงใช้อำนาจในการเปลี่ยนการเมืองจากสงครามที่เอาชนะกันด้วยความรุนแรง ล้างผลาญกันด้วยชีวิต มาเป็นธรรม คือเอาชนะกันโดยธรรม คือ พระองค์ขอให้ประชาชนทุกคนเอาชนะใจตัวเอง ถ้าชนะใจตนเองแล้วก็ไม่อยากรุกรานใครอีกเลย พระเจ้าอโศกกล่าวว่า ประชาชนทุกคนคือลูกหลานของข้าพเจ้า แล้วพระองค์เป็นกษัตริย์องค์แรกๆ ของโลก ที่ไม่เพียงเปลี่ยนอำนาจซึ่งนำไปสู่การรุกรานมาเป็นการเผยแผ่ธรรมเท่านั้น ท่านใช้พระราชทรัพย์คือ เงิน หรือผลประโยชน์ทั้งหมด สร้างโรงพยาบาล สร้างสวนสาธารณะ ขุดบ่อน้ำ สร้างเสาศิลาจารึก ๘๔,๐๐๐ แห่งทั่วอินเดีย สร้างวิหาร ๘๔,๐๐๐ หลังทั่วอินเดีย ส่งคณะพระธรรมทูตรุ่นแรกของโลก ๙ สาย ออกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนายังภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก นั่นทำให้พระพุทธศาสนาเผยแผ่ไปยังดินแดนต่างๆ ทั่วโลก มาจนทุกวันนี้
"วันหนึ่ง เมื่อพระองค์ล่วงลับไป พระองค์จึงเป็นกษัตริย์พระองค์เดียวที่นักประวัติศาสตร์โลกยกย่องว่าเป็นจักรพรรดิที่โดดเด่นที่สุดในโลก เราคนไทยที่ขัดแย้งกันทุกวันนี้ เพราะมายึดติดกับยศ ทรัพย์ อำนาจ และผลประโยชน์ แล้วก็ใช้สิ่งเหล่านี้เป็นชนวนให้คนไทยลุกขึ้นมาแก่งแย่งเข่นฆ่า และทำลายกัน โดยหารู้ไม่ว่าแท้จริงแล้ว ยศ ทรัพย์ อำนาจ เป็นสิ่งสัมพัทธ์ มันไม่เคยมีตัวตน และมันไม่เคยให้ความพึงพอใจแก่ใครได้อย่างเสร็จสมบูรณ์ในตัวมันเอง อาตมาอยากจะเตือนไว้ว่า ยศ ทรัพย์ อำนาจ และผลประโยชน์ เป็นสิ่งสมมติ แต่ชีวิตมนุษย์ เป็นของจริง..."
สำหรับสื่อมวลชน พระมหาวุฒิชัยให้แง่คิดว่า บางครั้งสื่อก็กระหายที่จะขายข่าวมากเกินไป โดยหลงลืมไปว่าบางทีสิ่งที่ขายออกไปเป็นเพียงแค่ ปรากฏการณ์ หาใช่ความจริงทั้งหมดไม่
"เพราะฉะนั้นสื่อมวลชนต้องตระหนักอยู่เสมอว่า เมื่อใดก็ตามที่คุณปล่อยข่าวสารออกไปสู่เวทีโลกแล้ว คุณไม่สามารถควบคุมข่าวสารนั้นได้อีก ข่าวสารข้อมูลของคุณก็กลายเป็นข้อมูลข่าวสารของเวทีโลก และโลกของเรา ณ เวลานี้ เป็นโลกไร้พรมแดน เพราะฉะนั้นสื่อต้องมีอาชีวปฏิญาณ คือ มีความซื่อสัตย์ มั่นคงต่อจรรยาบรรณของความเป็นมืออาชีพ
"อยากจะบอกว่า นอกจากคุณจะเป็นสื่อมวลชนแล้ว คุณต้องเป็นปัญญาชนด้วย เพราะไม่เช่นนั้นคุณจะเป็นได้เพียงนายหน้าค้าข่าวสารข้อมูล โดยที่คุณไม่เคยรับผิดชอบอะไรเลยกับสิ่งซึ่งเป็นผลกระเทือนที่เกิดขึ้นกับสังคม เพราะเรารีบร้อนที่จะนำเสนอให้เร็วก่อนใคร แต่หลงลืมไปว่าข้อมูล ข้อเท็จจริงที่ขาดการกลั่นกรองอย่างถ้วนถี่ เมื่อถูกเผยแพร่ออกไปแล้ว ผลกระทบที่กลับมา ไม่สามารถตีเป็นค่าความเสียหายได้
"อาตมาขอเตือนไว้ว่า สื่อเองต้องเจริญสติให้มากหน่อย ยิ่งสังคมมีความขัดแย้ง แหลมคมมากๆ นี่ไม่ใช่เวลาของการขายข่าวเท่านั้น แต่เป็นวันเวลาการเจริญสติของสื่อมวลชนอย่างแท้จริง"
พระมหาวุฒิชัย ชี้แนะว่า เพราะข่าวต่างๆ ที่เกิดขึ้นจะส่งผลต่อคนอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับว่าคมปากกาของสื่อ หรือกระบอกเสียงของสื่อ จะรายงานไปในทิศทางใด
"ถ้าสื่อมวลชนไม่เจริญสติ แล้วมาทำหน้าที่เป็นสื่อมวลชน คุณมีโอกาสสูงมากที่จะกลายเป็นสื่อมอมชน คือ การเอาข้อมูลที่เป็นเท็จไปบอกเล่าประชาชนรู้ แล้วเขาเกิดทัศนคติในทางที่ผิด ผลที่เกิดตามมาหลังจากนั้น บางครั้งร้ายแรงจนกลายเป็นสงครามกลางเมืองได้" พระมหาวุฒิชัย กล่าว
พระมหาวุฒิชัย ยังกล่าวอีกว่า "ตรงนี้เป็นห่วงที่สุด เพราะอาตมาใช้ชีวิตอยู่ในทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เห็นชัดเลยว่าปัญหาของสังคมไทยในเวลานี้ นอกจากความขัดแย้งที่เกิดจากคู่ขัดแย้งที่เห็นกันอยู่แล้ว รากฐานของความขัดแย้งที่สื่อมีส่วนในการสร้างก็คือ การแพร่กระจายข่าวสารข้อมูล ประชาชนจำนวนมากเข้าข้างพรรคหนึ่ง ขณะที่จงเกลียดจงชังพรรคการเมืองอีกพรรคหนึ่ง ประชาชนที่รับข้อมูลอย่างหนึ่ง ก็แทบจะปิดรับข้อมูลอีกฝั่งหนึ่งไปเรียบร้อยแล้ว"
พระมหาวุฒิชัย ยังแสดงความคิดเห็นต่ออีกว่า นี่เป็นกำแพงแห่งทิฐิ ซึ่งไม่รู้ว่าจะใช้เวลาอีกกี่ปีที่จะทลายกำแพงนี้ลงไปได้
เพราะฉะนั้น เวลาเราพูดถึงความรุนแรงในสังคมไทย อย่าไปมองว่า ความรุนแรงจะต้องเกิดจากการยิงเอ็ม ๗๙ ไปที่ทำเนียบรัฐบาล อย่าไปมองว่า ความรุนแรง คือ การไปเผารถเมล์กลางกรุงเทพมหานคร อย่าไปมองว่า ความรุนแรง คือ การที่ประชาชนถูกทหารทำร้าย
"แท้ที่จริงการที่ข่าวสารข้อมูลเดินทางไปถึงประชาชนอย่างผิดๆ เพี้ยนๆ ปราศจากข้อเท็จจริงรองรับอันนั้นแหละ คือรูปแบบหนึ่งของความรุนแรง" พระมหาวุฒิชัย กล่าวในตอนท้าย
"มนสิกุล โอวาทเภสัชช์"



