
เสียงสวด...นโยบายพรรคนโยบายพุทธ
"ยอยกพระพุทธศาสนา พัฒนาชาติไทย ให้เศรษฐกิจกับจิตไปด้วยกัน" นี่เป็นนโยบายของ "พรรคมหรัฐพัฒนา"
"เน้นความสามัคคี สมานฉันท์ ด้วยหลักธรรมทางพุทธศาสนา โดยจะจัดตั้งธนาคารพุทธศาสนาเพื่อดูแลการเงินให้แก่วัด ส่งเสริมกิจกรรมพุทธศาสนาทุกรูปแบบ" นี่เป็นโยบายของ "พรรคบำรุงเมือง"
"ตั้งธนาคารพุทธศาสนา ตั้งกองทุนพุทธศาสนาและศาสนาอื่นทุกศาสนา" นี่เป็นโยบายของ "พรรคประชาสันติ"
๓ พรรคการเมืองที่กล่าวมาข้างต้น ถือว่าเป็นพรรคการเมืองเดียวที่มีความชัดเจนเรื่องนโยบายเกี่ยวกับพุทธศาสนา
นอกจากนี้แล้วยังมีพรรคการเมืองที่เน้นนโยบายด้านศีลธรรม เช่น "พรรคเพื่อฟ้าดิน" มีนโยบาย "พัฒนาประชาธิปไตยด้วยการเมืองอาริยะ หรือการเมืองบุญนิยม มุ่งสร้างคนให้มีคุณธรรม พัฒนาชุมชนให้มีศีลธรรม" ส่วน "พรรคแทนคุณแผ่นดิน" มีนโยบาย "ปฏิรูปการศึกษาใหม่ให้เกิดการเรียนรู้อย่างจริงจัง ถูกต้อง เพื่อความเข้าใจอันดี โดยนำหลักธรรมของศาสนามานำทาง"
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพรรคการเมืองที่กล่าวมาข้างต้นจะมีนโยบายเกี่ยวกับพุทธศาสนา แต่โอกาสหรือความเป็นไปได้ของนโยบายดังกล่าวจะเป็นรูปธรรมนั้น เป็นเรื่องยาก เพราะทั้งตัวเลขของผู้สมัครและโอกาสที่จะได้รับเลือกเข้านั้นถือว่าไม่มีนัยใดๆ
"แม้ว่าพระสงฆ์จะถูกกีดกันจากการเมือง แต่ในความเป็นจริง การเมืองนั้นเข้ามาเกี่ยวข้องกับพระโดยตลอด โดยที่ฝ่ายบ้านเมือง (รัฐ) มองว่า พระสงฆ์ควรดำรงตนในฐานะอันควรแก่สมณสารูป ไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ทั้งนี้เพราะการเมืองเป็นเรื่องของการแย่งชิงอำนาจในการปกครองประเทศ มีการใส่ร้ายป้ายสีซึ่งกันและกัน การที่พระคุณเจ้าเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง อาจทำให้ศาสนามัวหมองไปด้วย" นี่เป็นความเห็นของ อ.เชน นคร อาจารย์บรรยายพิเศษคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.)
พร้อมกันนี้ อ.เชน พูดไว้อย่างน่าคิดว่า "การมองข้ามความสำคัญของพระสงฆ์ไปนั้น นับว่าเป็น
ความผิดพลาดอันใหญ่หลวงของบรรดานักการเมือง เพราะพระสงฆ์คือผู้นำทางจิตวิญญาณ คนที่จะมาอาสารับใช้ประเทศชาติ ถ้าหากขาดเสียซึ่งอปจายนธรรมแล้ว ไหนเลยจะเข้าใจในหลักธรรมาภิบาลได้ คงมีแต่อัตตา ที่มองไม่เห็นความสำคัญของคนอื่นไป นี่เป็นเรื่องธรรมดาของนักการเมืองที่จะมองว่า แล้วเราจะได้อะไร หรือพรรคเราจะได้อะไร"
ทางด้าน พระมหาโชว์ ทสฺสนีโย รองผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมพระพุทธศาสนาและบริการสังคม มจร. บอกว่า พรรคการเมืองนอกจากไม่เขียนเป็นนโยบายในการสนับสนุนพระพุทธศาสนาโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นเป็นเรื่องการอุปถัมภ์ ส่งเสริม ดูแล ปกป้อง รวมทั้งไม่สนับสนุนไปสู่การปฏิบัติ ทั้งในการแก้ปัญหาความขัดแย้งของการเมือง และสังคมเมื่อปัญหาต่างๆ ทางด้านความขัดแย้งก็จะไม่หันมาดูหลักธรรมทางพระศาสนาว่ามีอะไรบ้าง โดยไม่สนใจที่จะนำหลักธรรมไปประนีประนอม ให้สังคมอยู่ร่วมกันได้ ที่จริงแล้วหลักธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นของสามารถที่จะช่วยแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง อยู่ที่การประยุกต์นำไปใช้ให้ถูกต้อง อย่างแท้จริง
พฤติกรรมของผู้สมัครทุกพรรค มักไปขอพรทั้งพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ และพระสงฆ์ เพื่อช่วยให้ได้ชัยชนะในการเลือกตั้ง ส่วนใหญ่จะไปบนขอในลักษณะของการติดสินบนกับพระรัตนตรัย โดยไม่ลงมือกระทำในส่วนที่ดีงามก็ไม่ได้ พรรคการเมืองที่เข้ามาเป็นตัวแทนต้องหันมามองพระพุทธศาสนา และสนใจที่จะทำงานต่อพระพุทธศาสนาอย่างเป็นรูปธรรม ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้จะเห็นหน้าเฉพาะช่วงที่มาหาเสียง เมื่อผ่านพ้นฤดูการก็หายหน้าไป แม้แต่การพูดถึง การสนับสนุน การออกกฎหมายอุปถัมภ์ กฎหมายส่งเสริม กฎหมายกองทุนและการส่งเสริมกิจการอื่นๆ ไม่ได้รับการดูแล พระต้องไปเรียกร้องเอง แม้แต่การบรรจุศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ โดยเหตุผลแล้วเหมาะไม่กระทบกระเทือนต่อศาสนิกอื่นในประเทศ ไม่กล้าพูดและไม่กล้าสนับสนุน
ในขณะที่ทางด้านท่านจันทร์ หรือ สมณะเพาะพุทธ สมณะแห่งสันติอโศก บอกว่า พรรคการเมืองต่างๆ ได้เน้นประกาศนโยบายไปในทางปรนปรือ ซึ่งตามหนังสือพุทธธรรมของ ป.อ. ปยุตโต “ปรนปรือ” แปลว่า “ปรนเปรอจนตาปรือ” ให้แก่ประชาชนโดยทั่วไป หรือนโยบายลดแลกแจกแถมเพื่อการหาคะแนนนิยมจนนำไปสู่การลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง พรรคการเมืองทั้งหลายถนัดแต่นโยบายสังคมสงเคราะห์ ซึ่งจะทำให้ประชาชนมีความอ่อนแอ แบเบาะ เปราะบาง ยิ่งการแจกเงินซื้อเสียงด้วยแล้วถือว่าเป็นการทำลายประชาชนอย่างใจดำอำมหิตที่สุด
สิ่งหนึ่งที่พรรคการเมืองควรนำมาใช้ คือ นโยบายของพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งแรกแห่งการประกาศธรรม มีบุคลากรเพียงแค่พระอรหันต์ ๖๐ องค์ และมีเงินงบประมาณเพียงแค่ศูนย์บาท เป็นนโยบายที่น่าจะนำมาเป็นแนวในการทำงานด้านการเมืองได้เป็นอย่างดี “เธอทั้งหลายจงเที่ยวจาริกประกาศธรรม เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่มหาชนทั้งหลาย”
"นโยบายพระนั้นมุ่งเน้นการสร้างประโยชน์และความสุขอย่างพร้อมสรรพ กล่าวคือ ประโยชน์ ย่อมจะต้องเป็นไปด้วยกันกับความสุข มิใช่มุ่งสร้างแต่สิ่งที่ตนคิดว่าเป็นประโยชน์ แต่ไม่คำนึงถึงผลข้างเคียงว่าจะก่อให้เกิดความสุขหรือความทุกข์กันแน่ การทำให้ประชาชนมีความแข็งแรงในการพึ่งตนเองได้นั้น น่าจะเป็นการสร้างประโยชน์และความสุขอย่างแท้จริง นั่นคือนโยบาย แห่งการสร้างคน มากกว่านโยบายสังคมสงเคราะห์"
เสียงสวดจาก ส.พระเครื่องฯ
เมื่อถามความเห็นไปยังนายพยัพ คำพันธุ์ หรือ ป๋ายัพ นายกสมาคมผู้นิยมพระเครื่อง พระบูชาไทย เกี่ยวกับการเลือกนโยบายพรรคการเมืองกับการเลือกตั้งครั้งนี้ เขากลับยกบางท่อนของ เพลงหลวงพ่อคูณ ที่แต่งให้ แอ๊ด คาราบาว ร้องเมื่อหลายปีก่อนว่า
"...ชั่วดีอยู่ในกะโหลก มาเขกโป๊กๆ จำไว้ให้ดี เข้ามาพวกรัฐมนตรี ส.ส.ตัวดีกูจะให้พร ไปนั่งอยู่ในสภา อย่าให้เขาด่าจงพึงสังวร แขวนพระเป็นอุทาหรณ์ ประชาชนเดือดร้อนเขาจึงเดินขบวน อนิจจังวัฏสังขารา ลาภยศศรัทธาย่อมมีผันผวน การเมืองย่อมมีตีรวน อย่ารวมหัวตีตรวนแหกตาประชาชน..."
พร้อมกันนี้ ป๋ายัพ ยังบอกด้วยว่า พรรคการเมืองใดก็ตาม เมื่อได้รับเลือกตั้งเป็นสียงข้างมากได้จัดตั้งรัฐบาล ขอให้รักประเทศชาติ รักในหลวง และรักประชาชนให้มากๆ ประชาชนเลือกตั้งเข้ามาเพื่อให้ทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนร่วม ไม่ใช่เข้าไปทำงานเพื่อรักษาประโยชน์ของพวกพ้อง คนเล่นการเมืองเหมือนเล่นโขนเล่นละคร ไม่ว่าจะส่วนหัวโขนหัวใดสิ่งหนึ่งขอให้คิดมากๆ คือ ก่อนได้หัวโขนมาเราก็เป็นคนธรรมดาทั่วไปไม่แตกต่างจากคนอื่น อะไรที่รับปากต้องทำให้ได้ อย่ารับปากเพื่อหวังเพียงชนะเลือกตั้ง
"เป็นนกต้องมีขน เป็นคนต้องมีพวก วงการพระเครื่องก็เช่นกัน มีแต่เพื่อน มีแต่พวก ไม่มีพรรค ไม่มีการแบ่งสี แบ่งฝัก แบ่งฝ่าย แม้ว่าจะมาจากหลากหลายพรรคการเมือง หลากหลายธุรกิจ หลากหลายอาชีพ รวมทั้งหลากหลายระดับการศึกษา เมื่อมาอยู่ในวงการพระเครื่องก็เป็นพวกเดียวกัน คือ พวกเล่นพระ พวกชอบส่องพระ พวกชอบดูพระ ด้วยเหตุที่มีความสนใจในเรื่องเรื่องเดียวกัน คือ พระเครื่องจึงมีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนอย่างที่เห็น บ้างก็เข้ามาเพื่อหาความรู้ แลกเปลี่ยนความคิดเรื่องการดูพระ และที่มาเพื่อเช่าและหาพระดีๆ ไปเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจตัวเองก็มีอยู่ไม่น้อยเช่นกัน" ป๋ายัพพูดทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิด
"พระสงฆ์คือผู้นำทางจิตวิญญาณ คนที่จะมาอาสารับใช้ประเทศชาติ ถ้าหากขาดเสียซึ่งอปจายนธรรมแล้ว ไหนเลยจะเข้าใจในหลักธรรมาภิบาลได้ คงมีแต่อัตตา"
เรื่อง - ภาพ ไตรเทพ ไกรงู



