พระเครื่อง

คันฉ่องและโคมฉาย - ธรรมะสำหรับนักบริหาร (10)

คันฉ่องและโคมฉาย - ธรรมะสำหรับนักบริหาร (10)

24 มิ.ย. 2554

เนลสัน มันเดลา มีหนังสือเล่มหนึ่งที่ขายดีมากในเวทีโลก นั่นคือ “เดอะ เวย์ ออฟ เนลสัน มันเดลา” เมื่อแปลเป็นภาษาไทยใช้ชื่อว่า “วิถีของเนลสัน มันเดลา” หนังสือเล่มนี้มีท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีอาตมา แล้วก็อีกหลายท่านได้ร่วมเขียนคำนิยมด้วย

  ในส่วนของอาตมาที่ได้รับโอกาสให้เขียนคำนำเสนอ ก่อนที่จะเขียนคำนำเสนอนี้ อาตมาต้องอ่านก่อน หรือคำนิยมก็เหมือนกัน ถ้าส่งมาให้เขียนคำนิยม ก็ต้องอ่าน เพราะบางเล่มอ่านแล้วมันไม่น่านิยม แต่เขาขอให้เราเขียนคำนิยมก็ต้องหาแง่มุมที่มันน่านิยมให้ได้

 เล่มนี้อ่านแล้วรู้สึกว่า เขียนคำนิยมน้อยไป อาตมาได้รับประโยชน์มากจริงๆ ขอเปลี่ยนเป็นคำนำเสนอ ก็เลยเขียนเป็นบทความให้เขาไปหกหน้า ทำไมเขียนได้ขนาดนั้นเพราะประทับใจในภาวะผู้นำของผู้บริหารท่านนี้มาก

 เนลสัน มันเดลาเป็นตัวอย่างของผู้บริหารที่มีวุฒิภาวะ ท่านถูกจับขังคุก ๒๗ ปีเมื่อกลับออกมาแล้วมีนักข่าวสัมภาษณ์ว่า ๒๗ ปีในคุกท่านได้อะไร ท่านตอบว่า ผมได้วุฒิภาวะ อะไรคือสิ่งที่เรียกว่าวุฒิภาวะ ท่านก็บอกว่า คุณคุยกับผมไปแล้วคุณจะรู้สิ่งที่เรียกว่าวุฒิภาวะคืออะไร

 วันหนึ่งนักข่าวคนนี้ ที่เกาะติดชีวิตของเนลสัน มันเดลาไปทุกหนทุกแห่งเหมือนองค์ดาไล ลามะ ที่จะมีนักข่าวฝรั่งคนหนึ่งตามอยู่สามสิบปี เก็บภาพทุกภาพ เก็บบทเทศน์ บทบรรยายทุกอย่าง เป็นเวลาสามสิบปี แล้วจัดพิมพ์เป็นหนังสือภาพชื่อ The simple monk ขายดีทั่วโลก คุ้มกับสามสิบปีที่รอคอย

 เช่นเดียวกัน เนลสัน มันเดลา ก็มีนักเขียนฝรั่งคนนี้ตามติดทุกฝีก้าว แล้ววันหนึ่งเขาก็ได้คำอธิบายคำว่า วุฒิภาวะ คืนที่นั่งเครื่องบินไปด้วยกัน วันหนึ่งเนลสัน มันเดลาไปหาเสียงในพื้นที่อันตราย เขาเรียกว่าเป็นโซนสีแดงก็ว่าได้ ที่แอฟริกาใต้ พื้นที่สีแดงมีสงครามกลางเมืองระหว่างคนผิวขาว รัฐบาลผิวขาวกับแอฟริกันผิวดำ เนลสัน มันเดลา เขาอยากพิสูจน์ภาวะผู้นำของเขา เขาต้องไปที่ประเทศของตนเองได้ในทุกจุด

 วันนั้นเขานั่งเครื่องบินไป ก่อนที่เครื่องบินจะลง ปรากฏว่าเครื่องยนต์ดับไปหนึ่งตัว นักบินขวัญหนีดีฝ่อ แล้วนักข่าวจะไปเหลืออะไร นักข่าวนี่เหงื่อแตกพลั่กๆ แต่ขณะที่นักบินพยายามประคองเครื่องบินให้ลงนุ่มที่สุด นักข่าวก็กำลังขวัญหนีดีฝ่อโทรสั่งลูกสั่งเมีย เขาหันไปดูเนลสัน มันเดลา ปรากฏว่า เนลสัน มันเดลา กางหนังสือพิมพ์ออกอ่านอย่างนี้เลย ไม่มีเหงื่อแตกพลั่ก ไม่มีการตกใจ

 ที่นั่งของท่านต่อจากนักบิน พอเครื่องลงจอดได้ นักข่าวรีบถาม ท่านครับ ท่านรู้ไหมครับว่าเครื่องยนต์มันเสียไปแล้วหนึ่งเครื่องเป็นตายเท่ากันนะครับ มันเดลาบอก ทำไมผมจะไม่รู้ ท่านไม่กลัวเหรอครับ ทำไมผมจะไม่กลัว เอ้า ก็ไม่เห็นท่านแสดงอาการอะไรเลย มันเดลาบอก ก็ทุกคนกลัวกันหมดแล้ว ถ้าผมอีกคนเครื่องมันก็ตกพอดี

 นี่ก็คือสิ่งที่เรียกว่า ผู้นำต้องเป็นขวัญและกำลังใจได้ในยามวิกฤติ !

"ว.วชิรเมธี"

"}])