
เสี่ยมเบ๊ นิตยสารพระเครื่องสัญชาติมาเลย์เล่มแรก
กระแสความนิยมและความสนใจเกี่ยวกับพระเครื่อง นาทีนี้ไม่ได้กระจุกตัวอยู่แค่สังคมไทยเหมือนอดีตที่ผ่านมาอีกแล้ว เพราะปัจจุบันมีชาวต่างชาติจำนวนไม่น้อยที่ศรัทธาและหันมาศึกษาแสวงหาวัตถุมงคลกันอย่างกว้างขวางขึ้น โดยเฉพาะผู้นับถือศาสนาพุทธเชื้อสายจีนจากประเทศเพื่
ดังนั้น เรื่องราวของพระเครื่องจึงเป็นสิ่งหนึ่งที่ชาวต่างชาติใคร่รู้ และใฝ่ศึกษา แต่อุปสรรคหรือปัญหา คือ ยังมีเอกสาร คู่มือ หรือตำราที่เป็นภาษาที่สอง นอกจากภาษาไทยให้ค้นคว้ามากพอ แม้ที่ผ่านมา จะมีความพยายามจัดทำในรูปแบบภาษาอังกฤษให้เห็นบ้าง แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก
กระทั่งการปรากฏตัวขึ้นของหนังสือที่มีชื่อว่า “เสี่ยมเบ๊” หรือ “สยามเบ๊” นิตยสารพระเครื่องภาษาจีนสัญชาติมาเลย์เล่มแรก ที่กุมบังเหียนโดย “นายเบ๊ ยองจู” (MR.BEH YEONG JAU) หรือชื่อไทย “นายบุญมา” อดีตนักธุรกิจวัย ๔๘ ปี จากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ผู้สนใจและศรัทธาในพระเครื่องและวัตถุมงคล รวมถึงพระเกจิอาจารย์ของไทยอย่างมาก
“เบ๊ ยองจู” หรือที่แฟนหนังสือพระเครื่องในมาเลเซียเรียกขานชายคนนี้จนติดปากว่า “เสี่ยมเบ๊” เริ่มต้นเปิดใจให้ฟังว่า ด้วยความที่เกิดและเติบโตมาจากครอบครัวที่ต้องสู้ชีวิตชนิดปากกัดตีนถีบ และกอปรกับมีบ้านอยู่ติดกับ “วัดบุญญาราม” ในรัฐเกดะห์ จึงได้อาศัยข้าวก้นบาตร และเรียนรู้ภาษาไทยจากพระในวัดมาโดยตลอด และที่สำคัญมักจะได้รับพระเครื่องอยู่บ่อยๆ จนกระทั่งกลายเป็นความผูกพันและสนใจในสิ่งนี้ตั้งแต่นั้น มาจนถึงปัจจุบันโดยไม่รู้ตัว
ไม่เพียงเท่านี้ ในยุคนั้นบริเวณหน้าวัดบุญญารามยังมีคนไทยเปิดร้านเลี่ยมพระ จึงทำให้มีโอกาสคลุกคลีตีโมงจนได้รับความรู้และหัดดูพระตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ไม่ว่าจะเป็น พระหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ หลวงพ่อครน วัดบางแซะ รวมถึงพระคณาจารย์ท่านอื่นๆ ที่มีชื่อเสียงทางภาคใต้ในยุคสมัยนั้น
“ในอดีต ชาวมาเลเซียมีพระดีจากภาคใต้จำนวนไม่น้อย อีกทั้งพระอาจารย์ทิมก็ได้นำพระหลวงพ่อทวดมาแจกคนไทยในมาเลย์อยู่บ่อยๆ ทำให้มีโอกาสได้เห็นของจริง และรับรู้ข้อมูลในแง่มุมต่างๆ มากมาย” เสี่ยมเบ๊ เล่า
กระทั่งเมื่อเข้าสู่วัยหนุ่ม และจบการศึกษา ได้มีโอกาสไปทำงานที่ประเทศสิงคโปร์ และบรูไน ก่อนชีวิตจะมาประสบปัญหาเกี่ยวกับพิษเศรษฐกิจ จึงเดินทางกลับบ้านที่รัฐเกดะห์ และตัดสินใจบวชพระ ในขณะที่อายุได้ ๒๔ ปี โดยใช้ชีวิตอยู่ในผ้าเหลืองถึง ๕ พรรษา
ตลอดเวลาในชายผ้าเหลือง “เสี่ยมเบ๊” ได้มีโอกาสติดตามพระไทยเข้าสู่ดินแดนสยามประเทศเป็นครั้งแรก ด้วยการธุดงค์ผ่านมาทางด่าน อ.สะเดา จ.สงขลา ก่อนจะเดินทางไปทั่วประเทศ ชนิดทั่วทุกภาค ได้มีโอกาสไปปักกลดนั่งวิปัสสนามาหมดแล้ว รวมทั้งที่ประเทศพม่า และเขมร ก็เคยย่ำเท้าก้าวไปถึงมาหมดแล้ว
ด้วยจุดนี้เองที่ทำให้เมื่อสละผ้าเหลือง จึงหันมาสนใจเรื่องวัตถุมงคล และพระเครื่องอย่างจริงจัง โดยเดินทางไปฝังตัวและเรียนรู้วิชาดูพระจากเซียนในสนามพระท่าพระจันทร์ ก่อนจะเดินทางกลับมาเลเซีย และเริ่มบุกเบิกตลาดพระในถิ่นเสือเหลืองเป็นคนแรก โดยได้เปิดตู้พระอย่างเป็นกิจลักษณะที่มาเลย์เมื่อปี ๑๙๙๕ แต่การเล่นยังสะเปะสะปะ เพราะข้อมูลและองค์ความรู้ของลูกค้ายังมีน้อย จึงนำไปสู่การเริ่มคิดทำหนังสือพระเครื่องฉบับภาษาจีนมาเลย์
เสี่ยมเบ๊ บอกว่า หนังสือพระภาษาจีนในมาเลเซียเล่มแรกเปิดตัว เมื่อต้นปี ๒๐๐๘ (๒๕๕๑) โดยใช้เงินทุนของตัวเองทั้งหมด
หนังสือพระเครื่องเล่มนี้ชื่อว่า "เสี่ยมเบ๊" ตามชื่อของผู้จัดทำ เพราะเป็นชื่อที่คนในวงการพระรู้จักกันดีอยู่แล้ว โดยคำว่า "เสี่ยม" แปลว่า สยาม หรือไทย ส่วนคำว่า "เบ๊" (แปลว่า ม้า) เป็นแซ่ของนายเบ๊ยองจู นั่นเอง
ปกหนังสือพระเครื่อง "เสี่ยมเบ๊" ฉบับปฐมฤกษ์ เป็นเรื่องของวัดพระแก้ว เรื่องสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) วัดระฆัง และเรื่องของหลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่ โดยถือเป็นเรื่องเด่นที่คนมาเลเซียรู้จักดี และที่สำคัญถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวพุทธเมืองไทยให้ความเคารพสักการะอย่างมาก
“พระแก้วเป็นของคู่บ้านคู่เมืองสยาม ส่วนสมเด็จโตก็เป็นที่สุดของพระไทย ขณะเดียวกัน หลวงพ่อคูณ ก็เป็นพระเกจิอาจารย์ที่โด่งดังไปทั่วทุกวงการ ชนิดที่เรียกได้ว่า ณ นาทีนี้ไม่มีใครไม่รู้จัก และที่สำคัญ เมื่อครั้งที่ผมบวชเรียน ก็ได้ไปอาศัยวัดบ้านไร่เป็นที่ศึกษาธรรมมาแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ผมเคารพศรัทธาหลวงพ่อคูณมาก ท่านจำผมได้ และมักจะเรียกผมว่า 'ไอ้เจ๊ก' ตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว” เสี่ยมเบ๊ เล่า
สำหรับสาระในหนังสือเล่มนี้ ประกอบไปด้วย อัตชีวประวัติพระเกจิอาจารย์ของเมืองไทย วัดที่สำคัญทั่วประเทศ สถานปฏิบัติธรรม รวมถึงประวัติการสร้างวัตถุมงคลรุ่นต่างๆ ที่มาพร้อมกับการใช้ข้อมูลตำหนิชี้เก๊แท้ของพระแต่ละองค์อย่างละเอียดยิบ และที่สำคัญ ในหนังสือจะมีบทสวดมนต์อีกด้วย ทั้งนี้ หนังสือจะวางแผง ๓ เดือนครั้ง โดยแต่ละเล่มจะเดินทางเข้ามาเก็บข้อมูลในเมืองไทยประมาณ ๓๐ วัน จากนั้นจึงกลับไปดำเนินการที่มาเลเซีย สนนราคาเล่มละ ๑๕ ริงกิต ส่วนในเมืองไทยจะวางจำหน่ายเล่มละ ๒๐๐ บาท โดยมียอดพิมพ์ปัจจุบันอยู่ที่ ๑๕,๐๐๐ เล่ม ต่อครั้ง
นอกจากจะวางแผงในมาเลเซียแล้ว ยังวางแผงในเมืองไทย โดยมียอดจำหน่ายเฉลี่ย ๕๐๐ เล่ม โดยกระจายอยู่ที่ อ.หาดใหญ่ และศูนย์พระเครื่องชั้นนำในกรุงเทพฯ
นอกจากนี้ ยังส่งไปขายที่จีน ฮ่องกง และสิงคโปร์อีกจำนวนหนึ่ง ปัจจุบันหนังสือพระเล่มนี้พิมพ์มาถึงฉบับที่ ๑๖ แล้ว โดยเสี่ยมเบ๊ตั้งใจว่า จะทำหนังสือเพียง ๕๐ เล่มเท่านั้น เนื่องจากต้องการให้เป็นสิ่งที่มีคุณค่าแก่วงการพระตลอดไป ไม่ใช่ของที่ทำพร่ำเพรื่อ หรือแสวงหาผลประโยชน์เท่านั้น
“ผมอยากให้คนมาเลย์ รวมถึงชาวจีนที่นับถือพุทธ เล่นพระอย่างมีองค์ความรู้ที่แท้จริง เพื่อประกอบการพิจารณาและตัดสินใจ ซึ่งวันนี้ ผมดีใจที่หนังสือเล่มนี้มีส่วนช่วยให้วงการพระเครื่องเมืองไทยเปิดกว้างมากยิ่งขึ้น และอยากให้เข้าถึงหลักทางพระพุทธศาสนา นั่นคือ มีศีล มีธรรม มีสติ หากครองตนอยู่ใน ๓ สิ่งนี้ได้ เชื่อว่าไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ล้วนสามารถดำเนินชีวิตให้ประสบแต่ความสุข และพบเจอแต่สิ่งที่ดีๆ ได้เสมอ” เสี่ยมเบ๊ กล่าวทิ้งท้าย
ไม่ได้มีดีแค่เรื่องพระ
“เสี่ยมเบ๊” บอกว่า ไม่ได้เป็นเพียงหนังสือพระที่มีเนื้อหาภาษาจีนเท่านั้น แต่ยังแฝงไปด้วยเนื้อหาสาระและเรื่องราวดีๆ ของสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นวิถีชีวิต ประเพณี และวัฒนธรรม อันดีงามของสังคมไทยทุกภูมิภาค ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกที่นอกจากหนังสือเล่มนี้จะเป็นไกด์บุ๊กในการศึกษาพระเครื่อง และวัตถุมงคลแล้วยังเป็นดุจดั่งคู่มือเที่ยวไทยให้นักท่องเที่ยวเชื้อสายจีนทั่วทุกมุมโลกให้เดินทางเข้ามายังเมืองไทยได้อีกด้วย
“หนังสือผมไม่มีโฆษณา เพราะการมีเรื่องสินค้าเข้ามาเกี่ยวข้องจะทำให้เราสูญเสียจุดยืน หรืออุดมการณ์ในการทำหนังสือเราต้องแปรเปลี่ยน เพราะต้องเอาใจเจ้าของทุน ดังนั้นผมจึงขอสร้างสิ่งที่ดีงามให้แก่วงการพระเครื่องให้มากที่สุด” นี่เป็นคำยืนยันของเสี่ยมเบ๊
“ประเสริฐ ลดาชาติ” ชาวไทยเชื้อสายจีนใน อ.หาดใหญ่ บอกว่า หนังสือพระเสี่ยมเบ๊เล่มนี้ไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะต่อวงการพระเครื่องไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นผลดีต่อการท่องเที่ยวอีกด้วย เพราะข้อมูลข่าวสารที่ชัดเจน และละเอียด รวมถึงภาพถ่ายสถานที่แต่ละแห่งล้วนแต่สวยงาม ไม่แพ้นิตยสารประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวเล่มใดๆ เลย โดยเฉพาะการบอกเส้นทาง และที่พักในการเดินทางไปทำบุญ ณ วัดต่างๆ ทั่วประเทศ จากการที่เขาได้อ่านหนังสือพระเครื่องฉบับภาษาจีนมาเลย์ "เสี่ยมเบ๊" เล่มนี้ จึงบอกได้เลยว่า "เสี่ยมเบ๊" เป็นหนังสือที่ดี และมีคุณประโยชน์ต่อบ้านเราไม่น้อยเลยทีเดียว อาจจะมีดีมากกว่าหนังสือพระบางฉบับที่วางแผงขายอยู่ในบ้านเราเวลานี้ด้วยซ้ำไป
"ผมอยากให้คนมาเลย์ รวมถึงชาวจีนที่นับถือพุทธเล่นพระอย่างมีองค์ความรู้อย่างแท้จริง เพื่อประกอบการพิจารณาและตัดสินใจ ซึ่งวันนี้ผมดีใจที่หนังสือพระเล่มนี้มีส่วนช่วยให้วงการพระเครื่องเมืองไทยเปิดกว้างมากยิ่งขึ้น และอยากให้เข้าถึงหลักทางพระพุทธศาสนา นั่นคือ มีศีล มีธรรม"
0 เรื่อง/ภาพ สุพิชฌาย์ รัตนะ 0



