พระเครื่อง

กุฏิไม้เรือนไทย 
มรดกธรรมล้ำค่า ฝีมือ “อ.ทิม-อ.นอง”

กุฏิไม้เรือนไทย มรดกธรรมล้ำค่า ฝีมือ “อ.ทิม-อ.นอง”

17 มิ.ย. 2554

“พระอาจารย์ทิม ธมฺมธโร” และ “พระอาจารย์นอง ธมฺมภูโต” พระผู้ได้รับสมญานามจากคนชายแดนภาคใต้ให้เป็นดั่ง “เพชรน้ำเอก” แห่งปลายด้ามขวาน ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจหากบรรดาพุทธศาสนิกชนทั้งหลายจะหลั่งไหลเดินทางไปยังพุทธสถานที่พระภิกษุ ๒ รูปนี้เคยดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสใ

  นอกจากนี้แล้วยังมีอีกหนึ่งศาสนสถานที่บันทึกเรื่องราวของ “สองสหมิกธรรม” นั่นคือ วัดนาประดู่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ที่ซึ่งในอดีตเคยเป็นสถานที่เล่าเรียนศึกษาพระธรรมของพระอาจารย์ทิม และพระอาจารย์นอง นั่นเอง

 พระครูอาทรศุภการ (พระอาจารย์พล อาสโภ) หรือ “พ่อท่านพล” เจ้าอาวาสวัดนาประดู่ รูปปัจจุบัน เล่าย้อนอดีตให้ฟังว่า ก่อนที่พระอาจารย์ทิม และพระอาจารย์นอง จะได้รับการยอมรับจากสาธุชนจนกลายเป็นยอดพระเถราจารย์แถวหน้า ที่บรรดาชาวพุทธทั้งในประเทศไทยและมาเลเซีย สิงคโปร์ ให้ความเลื่อมใสเคารพศรัทธานั้น ยังมีเรื่องราวน่าสนใจที่เกี่ยวพันกันของพระภิกษุที่ผูกพันกันดุจพี่น้องผู้ร่วมสร้าง “พระหลวงพ่อทวด” อันลือลั่น

 โดยวัดนาประดู่แห่งนี้ เป็นสถานศึกษาพระธรรมของพระอาจารย์ทิม ตั้งแต่วัย ๙ ขวบ ในครั้งนั้นโยมพ่อและโยมแม่ได้พามาฝากเป็นลูกศิษย์วัดอยู่กับ “พระครูภัทรกรณ์โกวิท” หรือ อาจารย์แดง ธมฺมโชโต เจ้าอาวาสในเวลานั้น โดยอาศัยอยู่วัดนาประดู่เพื่อเรียนธรรมะ ฝึกท่องบทสวดมนต์กระทั่งอายุ ๑๘ ปี จึงเข้าบรรพชาเป็นสามเณร ต่อมาเมื่ออายุครบบวชก็ได้อุปสมบทที่วัดนาประดู่ เมื่อวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๔๗๖

 ขณะจำพรรษา พระอาจารย์ทิม ได้เดินทางไปศึกษาปริยัติธรรมต่อที่วัดมุจลินทวาปีวิหาร จ.ปัตตานี หลังจากได้ศึกษาพระธรรมจนแตกฉานแล้ว ท่านได้ทำหน้าที่ครูสอนพระปริยัติธรรมให้พระและเณรที่วัดนาประดู่แห่งนี้

 ในห้วงเวลาเดียวกันนี้เอง พระอาจารย์ทิม มีโอกาสรู้จักกับพระอาจารย์นอง ซึ่งได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดนาประดู่แห่งนี้ เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๔๘๒ และได้ศึกษาพระธรรมจนสามารถสอบนักธรรมชั้นเอก จากสำนักเรียนวัดนาประดู่ และทั้งสองท่านได้ร่วมแรงช่วยกันทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา จนกลายเป็น “ศิษย์ร่วมสำนักวัดนาประดู่” ที่พุทธบริษัทในพื้นที่กล่าวขวัญถึงอย่างกว้างขวางในเวลาไม่นาน

  ทั้งพระอาจารย์ทิม และพระอาจารย์นอง ได้ร่วมกันพัฒนาวัดนาประดู่จนมีความเจริญรุ่งเรือง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเสนาสนะสถาน ถาวรวัตถุในวัด และที่สำคัญได้สร้าง “กุฏิเรือนไทย” เพื่อใช้เป็นสถานที่จำพรรษาและศึกษาพระรรมของพระทั้งสองรูป จนกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของวัดแห่งนี้

 ก่อนที่พระอาจารย์ทิมจะเดินทางไปทำหน้าที่เจ้าอาวาส “วัดช้างให้” เมื่อวันที่๑๕ กรกฎาคม ๒๔๘๔ ส่วนพระอาจารย์นอง ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส “วัดทรายขาว” พ.ศ.๒๕๑๑    

 พ่อท่านพล ระบุอีกว่า สถานที่ศึกษาพระธรรมของสองพระเถราจารย์สำคัญที่สังคมไทยให้ความเคารพนับถืออย่างมาก ทั้งอาจารย์ทิมและอาจารย์นอง ซึ่งทั้งสองท่านได้สร้างคุณูปการให้กับวัดมากมายและหนึ่งในหลักฐานที่เต็มไปด้วยเรื่องราวอันทรงคุณค่าให้ชาวพุทธระลึกถึงนั้น คือ กุฏิไม้ทรงไทยที่พระอาจารย์ทั้งสองได้ร่วมกันสร้างเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๓ ขณะจำพรรษาศึกษาพระธรรมในวัดนาประดู่แห่งนี้

 สำหรับกุฏิไม้เก่าเรือนไทยที่ตั้งตระหง่านกลายเป็นมรดกชิ้นสำคัญของอดีตเจ้าอาวาสวัดช้างให้ ผู้เลื่องลือ และอดีตเจ้าอาวาสวัดทรายขาว ผู้ระบือนาม ที่เหลืออยู่ในวัดนาประดู่แห่งนี้ เพื่อเป็นดั่งอนุสรณ์ที่ตั้งตระหง่านให้ทุกคนที่มาเยือนได้มีโอกาสสัมผัสและยลโฉมความศักดิ์สิทธิ์ที่วัดได้พยายามรักษาให้อยู่ในสภาพเดิมและสมบูรณ์ที่สุด เพื่อร่วมระลึกถึงพระผู้สร้างคุณูประการให้กับวัด และชุมชนแห่งนี้ ให้อยู่ในความทรงจำของชาวพุทธตลอดไป

วัดกัลทิวัน-วัดนาประดู่
 “วัดนาประดู่” ต.นาประดู่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.๒๔๒๐ เดิมชื่อ “วัดกัลทิวัน” ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น วัดนาประดู่ เมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๐๐ 

 ในอดีตยุคของ “พระอธิการปาน” หรือ “หลวงพ่อปาน” ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสแห่งนี้ ถือเป็นพระเถระอันเป็นที่เคารพศรัทธาเลื่อมใสของชาวปัตตานีและพื้นที่ใกล้เคียง โดยเฉพาะชาวพุทธและชาวจีนที่นับถือศาสนาพุทธ ที่อยู่ในรัฐเกดะห์ ประเทศมาเลเซีย ทำให้ในยุคนั้นกิตติศัพท์ชื่อเสียงของวัดแห่งนี้ได้ขจรขจายและเป็นที่รู้จักไปทั่ว จนมีสาธุชนหลั่งไหลมายังวัดแห่งนี้มิเคยขาดสาย

 ปฏิปทาของ “หลวงพ่อปาน” แห่งวัดนาประดู่ ที่เล่าขานกันมา เป็นพระเถระที่มีอัธยาศัยเยือกเย็น สุขุม ใจดี ไม่เคยกล่าวร้ายใคร และว่ากันว่า “ท่านเป็นผู้มีวาจาสิทธิ์” เป็นพระผู้รักษาสัจจะวาจา อีกทั้งยังศึกษาด้านสมุนไพรรักษาโรค จนมีกิตติศัพท์ว่า ชาวบ้านที่ป่วยไข้บางโรคไปให้ท่านประพรหมน้ำมนต์ก็หายเป็นปลิดทิ้ง จนกลายเป็นความศรัทธาในหมู่ชาวพุทธและกระฉ่อนไปถึงประเทศเพื่อนบ้าน

 หลังจากหลวงพ่อปาน มรณภาพ ลูกศิษย์ในรัฐเกดะห์ ประเทศมาเลเซีย ได้นำอัฐิของท่านไปบรรจุไว้ที่วัดบากาบาตา รัฐเกดะห์ เพื่อให้ประชาชนที่เลื่อมใสที่นั่นได้สักการบูชา ที่สำคัญ หลวงพ่อปาน อดีตเจ้าอาวาส วัดนาประดู่ แห่งนี้ เป็นพระภิกษุที่ “พระอาจารย์ทิม ธมฺมธโร” ให้ความเคารพ เลื่อมใสศรัทธาอย่างมาก

เรื่อง - ภาพ..."สุพิชฌาย์ รัตนะ ศูนย์ข่าวภาคใต้"

 

"}])