ท่องเมืองริมเล “บ่าเหรี่ย หวุงเต่า”

 “บ่าเหรี่ย หวุงเต่า” หรือคนท้องถิ่นออกเสียงว่า “บ่าเสียะ หวุงเต่า”  ที่มีความคล้ายคลึงกับบางแสนหรือพัทยาเมื่อหลายปีที่ผ่านมา

       ท่องเมืองริมเล “บ่าเหรี่ย หวุงเต่า”

วิวริมทะเลจากยอดเขา 

      เพียงคำบอกเล่าของกุงสุลใหญ่ ณ นครโฮจิมินห์ อุรีรัชต์ รัตนพฤกษ์ ที่เล่าให้ฟังถึงเมืองชายฝั่งทะเล เมืองทางตอนใต้ของประเทศเวียดนาม “บ่าเหรี่ย หวุงเต่า” หรือคนท้องถิ่นออกเสียงว่า “บ่าเสียะ หวุงเต่า”  ที่มีความคล้ายคลึงกับบางแสนหรือพัทยาเมื่อหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งบรรยากาศแบบนั้นหลายต่อหลายคนเฝ้าถวิลหา เพราะความสงบ ร่มรื่น ผู้คนไม่ค่อยพลุกพล่าน จึงเป็นเหตุให้เช้าวันรุ่งขึ้นเรานั่งรถออกจากเมืองโฮจิมินห์กันแต่เช้าตรู่

       การเดินทางเหมือนเราไปพัทยา จ.ชลบุรี เวลาในการเดินทางและระยะทางใกล้เคียงกัน ผนวกกับที่โรงแรมอิมพีเรียล บ่าเหรี่ย หวุงเต่า มีเทศกาลอาหารไทยที่กงสุลใหญ่ ณ นครโฮจิมินห์ เป็นสปอนเซอร์หลักเพื่อเผยแพร่อาหาร วัฒนธรรมของคนไทยให้คนเวียดนามและสื่อมวลชนเวียดนามได้รับรู้ เราจึงเลือกพักที่นี่ซึ่งเป็นโรงแรม 5 ดาวแห่งแรกของจังหวัดและแถบนี้ มีห้องพักมากมายและมีสระว่ายน้ำทั้งภายในโรงแรมและบริเวณริมชายหาด จึงเป็นจุดหมายในการพักผ่อนหย่อนใจของคนเวียดนามหรือนักท่องเที่ยวต่างประเทศกันอย่างคึกคักในวันหยุดสุดสัปดาห์ 

ท่องเมืองริมเล “บ่าเหรี่ย หวุงเต่า”

อาหารเวียดนามที่ต้องลิ้มรส

  ก่อนท่องเมืองเดินเข้าดูสองเชฟไทย ซึ่งเป็นอาจารย์สอนทำอาหารอยู่ที่โรงเรียนสอนทำอาหารสวนดุสิต มหาวิทยาลัยดุสิต “อ.ปราง” ณัจยา เมฆราวี และ “อ.ตุ๋ม” ปภัสมน เวชกิจ ที่เดินทางมาถ่ายทอดเมนูอาหารไทยที่เป็นที่นิยมอย่างมากของคนเวียดนาม ต่างพูดกันเป็นเสียงเดียวว่าอาหารไทยอร่อยที่สุด รสชาติกลมกล่อม ครบรสและหลากหลาย วันนั้นอาจารย์ทั้งคู่เลือก 32 เมนูไปสอนเซเลบริตี้และสื่อมวลชนเวียดนาม ซึ่งได้แก่ ส้มตำ แกงเผ็ดเป็ดย่าง และทัมทิมกรอบ โดยมีกงสุลใหญ่รวมถึงข้าราชการในกงสุลช่วยกันปรุงและเป็นลูกมือให้คนเวียดนาม พอเสร็จ 3 เมนูได้ยินชัดอีกครั้งว่าจะไปเปิดร้านอาหารไทย ได้เมนูแค่นี้ก็คนแน่นร้าน เราคนไทยได้ยินชัดๆ แบบนี้รู้สึกภูมิใจในความเป็นไทยขึ้นมาอีกมากมาย 

ท่องเมืองริมเล “บ่าเหรี่ย หวุงเต่า”

พักผ่อนริมชายหาด

      จบคอร์สอาหารสั้นๆ ถึงเวลาชมเมือง เกริ่นไปตั้งแต่แรกว่าเมืองนี้เป็นเมืองริมทะเล ที่มีอุตสาหกรรมขุดน้ำมันคล้ายๆ มาบตาพุดของเรา แต่ยังไม่วุ่นวายและเป็นเมืองอุตสาหกรรมเต็มตัวมากนัก ความเป็นธรรมชาติของเมืองจึงยังมีให้เห็นอยู่ เริ่มจุดหมายแรกกับ “วัดใหญ่” หรือเรียกกันว่าบิ๊ก วัลเล่ย์ หรือคนท้องถิ่นจะเรียกว่า บิ๊กเทมเพิล ซึ่งก็ใหญ่สมชื่อ โดยวัดนี้สร้างด้วยความมานะพากเพียรของชายหนุ่มคนหนึ่ง “มิสเตอร์เจิน เลย์” ที่ต้องการให้เมืองที่อยู่ในป่าเขามีสัตว์ร้ายและไร้ซึ่งศูนย์กลางแห่งศาสนากลายเป็นจุดศูนย์กลางที่เชื่อมโยงคนในท้องถิ่น รวมถึงบริเวณใกล้เคียงได้มีสิ่งหล่อหลอมจิตใจให้เป็นคนดีของสังคม  โดยชายหนุ่มคนนี้มีฉายาที่คนเวียดนามเรียกกันว่า “บิ๊กฟุต” ด้วยทุกครั้งที่คนส่วนใหญ่เห็นเขาคือจะไม่ใส่เสื้อและไม่ใส่รองเท้า เดินขึ้นเขาเพื่อไปตัดไม้มาปลูกสร้างเป็นวัดที่ค่อยๆ ทำไปเรื่อยๆ โดยปีหนึ่งสร้างได้เพียงเล็กๆ น้อยๆ โดยเริ่มสร้างในปี 1900 จนเกือบร้อยปีวัดนี้ก็เสร็จสมบูรณ์ แต่หลังๆ มาชาวบ้านได้ร่วมกันจัดสร้างเป็นกองทุนเพื่อนำเงินนั้นมาสร้างวัดต่อจนเสร็จสมบูรณ์ และบูรณะสิ่งที่สึกหรอกันเรื่อยมา 

      สำหรับวัดนี้นอกจากศาลของมิสเตอร์เจินที่ถือว่าเป็นผู้มีพระคุณสำหรับคนในท้องถิ่นที่จะต้องเคารพเลื่อมใส ยังมีศาลของพ่อแม่ รวมถึงภรรยาและลูกชายของเขา ด้วยคนเวียดนามไม่มีศาสนานับถือเป็นหลัก เพราะส่วนใหญ่แล้วนับถือบรรพบุรุษเป็นสำคัญ จะเคารพและเชื่อฟังคำสอนของบรรพบุรุษไล่เรียงกันมาจนถึงลูกหลานและเหลน นอกจากนี้ยังมีสถานที่ให้คนมาเรียนรู้ ฝึกจิตใจ นั่งสมาธิ อยู่กับตัวเองโดยเน้นการเรียนรู้จากชีิวิตจริงเป็นหลักสำคัญ แต่ก็ยังมีรูปปั้นของศาสนาต่างๆ มาให้กราบไหว้เช่นกัน สำคัญคือที่นี่เงียบสงบเหมาะแก่คนที่ต้องการอยู่กับตัวเองมากที่สุด 

ท่องเมืองริมเล “บ่าเหรี่ย หวุงเต่า”

ประภาคารสีขาวโดดเด่น

       จุดหมายที่สองที่ไม่ควรพลาดโดยในช่วงเช้าพระอาทิตย์ขึ้นหรือในช่วงเย็นพระอาทิตย์ตก นั่นคือ หอประภาคาร ซึ่งแน่นอนเมื่อเป็นเมืองริมทะเลต้องมีประภาคารไว้คอยให้สัญญาณความปลอดภัย โดยประภาคารนี้มีความสูงกว่า  18 เมตร รอบทิศทางเป็นวิวทะเล 180 องศา กลายเป็นจุดชมวิวที่สำคัญของเมืองและเป็นจุดที่พลาดไม่ได้ และในถนนเลียบชายทะเลยาวไปนั้นยังมีจุดหมายปลายทางที่เราต้องไปเยือนอีก แต่วันนี้จบกับความสวยงามของวิวสวยๆ พระอาทิตย์ไล่ระดับลับแนวทะเลหายไป 

ท่องเมืองริมเล “บ่าเหรี่ย หวุงเต่า”

ไวท์พาเลซ

      เช้าวันต่อมาคึกคักเป็นพิเศษเพราะจะได้เที่ยวรอบเมืองเก็บตกที่เหลือกันอีกครั้ง จริงๆ แล้วเมืองนี้ไม่ได้มีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย เป็นเมืองเล็กนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะมาพักผ่อนเล่นน้ำทะเล แต่เราคนต่างถิ่นก็ขอเยือนให้ครบทุกจุด เริ่มกันวันนี้กับพระราชวังพักตากอากาศของกษัตริย์คนสุดท้ายของเวียดนาม สมเด็จพระจักรพรรดิบ๋าวดั๋ย ที่ทรงใช้ต่อจากผู้แทนชาวฝรั่งเศสที่มายึดเมืองในช่วงหนึ่ง โดยทรงใช้พระราชวังนี้เป็นสถานที่ประทับเพื่อพักผ่อนพระอิริยาบถพร้อมพระชายา อาคารนี้เน้นสีขาวทุกซอกมุมจึงได้ชื่อว่า “ไวท์พาเลซ” เครื่องเรือนต่างๆ ก็ธรรมดาไม่ได้สวยงามเลิศหรู แต่ดูออกว่าสำหรับคนมีฐานะในสังคม โดยเครื่องประดับและเครื่องเรือนทุกชิ้นยังเป็นของเดิมที่กษัติรย์องค์สุดท้ายทรงใช้ 

ท่องเมืองริมเล “บ่าเหรี่ย หวุงเต่า”

เจ้าแม่กวนอิมสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องแวะสักการะ

     จากนั้นไปที่จุดหมายสำคัญอีกที่คือ รูปปั้นพระเยซูบนยอดเขา ที่มีความคลึงกับพระเยซูที่เมืองริโอ เดอ จาเนโร ของบราซิล เพียงแต่ที่นี่องค์ไม่สูงใหญ่เท่าแต่ก็สวยงาม สง่า น่าเกรงขาม ซึ่งผู้ที่จะสักการะนั้นต้องเดินขึ้นบันไดไป 800 ขั้น ซึ่งในทุกๆ 100 ขั้นจะมีที่พักและมีจุดชมวิวหรือจุดสักการะสาวกองค์อื่นๆ แต่ด้วยความที่เราเดินขึ้นในช่วงสายของวันแดดเริ่มร้อน ทำเอาหมดแรงเดินไปได้เพียง 650 ขั้น ก็ได้ภาพที่สวยงามเห็นพระเยซูเต็มพระองค์เช่นกัน ในถนนเส้นเดียวกันนั้นยังมีเจ้าแม่กวนอิม และมีพระประจำที่สวดมนต์สร้างความศักดิ์สิทธิ์ให้วัดที่ชื่อยาวมากคือ “วัดโฟ้ ด๋ก เซิน กวาน อับโป๋ ต๊าด ตือ” สำหรับคนชอบไหว้พระขอพรจัดไป 

ท่องเมืองริมเล “บ่าเหรี่ย หวุงเต่า”

 สวยงามกับวิวพระอาทิตย์ตก

      อ้อ...สำหรับคนที่ชอบแสงสีเสียงยามค่ำคืน แน่นอนมีให้คึกคักเลือกร้านได้ตามใจชอบ แต่ส่วนใหญ่เน้นคึกคักให้ขยับแข้งขยับขากันนะคะ...

    ตาม เบียด (Tam Biet) ลาก่อน...


เปิดอ่าน
5 อันดับ สังคม-สตรีฮิต