ระวัง!ซีพี-ปตท.ผูกขาดประเทศ ยึดรถไฟความเร็วสูง-ธุรกิจยา

ระวัง!ซีพี-ปตท.ผูกขาดประเทศ ยึดรถไฟความเร็วสูง-ธุรกิจยา : คอลัมน์...  กวาดบ้านกวาดเมือง  โดย...  ลมใต้ปีก


          การรุกของทุนใหญ่ในประเทศที่น่าจับตามองและต้องมองด้วยการตั้งข้อสังเกตอย่างหนักว่านี่คือการรุกเพื่อเข้าไปกุมหัวใจของเศรษฐกิจไทยในทุกภาคส่วนหรือไม่ นั่นคือการสยายปีกไปยังธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักของตัวเองโดยใช้อำนาจทุน เชื่อมโยงกับอำนาจการเมืองในยุคคสช. เพื่อครอบงำสัมปทานรถไฟความเร็วสูงและธุรกิจยา ดังที่มีกระแสกังวลอยู่

          บริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด(มหาชน) หรือ ซีพี ของเจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ มหาเศรษฐีของเมืองไทย ที่เป็นเจ้าพ่อธุรกิจการเกษตรและค้าปลีกมุ่งมั่นปักธงจะยึดรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ข่าวออกมาเป็นระยะว่าเครือซีพีหมายมั่นปั้นมือที่จะได้รถไฟความเร็วสูงสายนี้ถึงขนาดที่บริษัทในเครือไปกว้านซื้อที่ดินในแนวเส้นทางรถไฟความเร็วสูงนี้ไว้แล้วกว่าหนึ่งหมื่นไร่
ผู้บริหารซีพีมั่นใจว่าต้องได้โครงการนี้ถึงขนาดขนสื่อกลุ่มใหญ่ไปดูงานและดูตัวผู้ร่วมทุนในโครงการนี้ถึงฝรั่งเศส อิตาลี และจีน ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งที่การยื่นประกวดราคาเพื่อประมูลโครงการนี้จะเริ่มในเดือนพฤศจิกายนนี้ และยังไม่มีกลุ่มทุนใดขยับเขยื้อนถึงขนาดนำทัพสื่อไปดูงานราวกับว่า จับจองโครงการนี้ไว้แล้ว

          ขนาดปตท.ที่สนใจเข้าร่วมประมูลด้วยการให้บริษัทลูกซึ่งดูแลด้านอสังหาริมทรัพย์ เข้าร่วมประมูล แม้ว่าจะอยากได้แค่ไหนแต่ไม่กล้าขยับออกนอกกรอบเพราะเกรงข้อครหา “จับจอง” โครงการ แค่ ปตท.ประกาศตัวขอเข้าลงแข่งประมูลก็ถูกวิจารณ์แล้วว่าทำธุรกิจนอกธุรกิจหลักของตัวเอง ที่นอกจากผูกขาดธุรกิจค้าน้ำมันและก๊าซ กำลังจะเข้ามาผูกขาดธุรกิจด้านคมนาคมและอสังหาริมทรัพย์

          การลงทุนทำรถไฟในอดีตคือการลงทุนที่ขาดทุน ไฉนปัจจุบันทั้งซีพีและปตท.ถึงอยากลงทุน แน่นอนถ้าคิดเฉพาะค่าโดยสารโอกาสคืนทุนนั้นอีกยาวไกล น่าจะเกิน 30 ปี แต่ผลประโยชน์ด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ตามสถานีรถไฟความเร็วสูง ธุรกิจการพัฒนาสถานี การให้เช่าป้ายโฆษณา และบัตรเติมเงินต่างๆ นั่นคือกำไรมหาศาลที่สองกลุ่มธุรกิจนี้จ้องตาเป็นมัน

          ทั้งสองกลุ่มมีสิทธิ์ที่จะเข้าไปประมูลโครงการนี้โดยไม่มีใครมีสิทธิ์ไปขวาง ตราบใดที่เข้าประมูลอย่างเป็นธรรม และไม่ใช้อำนาจเงินที่มีอยู่ไปโน้มน้าวจิตใจผู้มีอำนาจทั้งฝ่ายราชการและการเมืองให้เข้าข้างตน ซึ่งสังคมและสื่อควรจับตาอย่างไม่กะพริบ (รวมทั้งบรรดาสื่อมวลชนที่ได้รับเชิญจากกลุ่มซีพีไปดูงานก่อนใคร) 

          ยังมีเรื่องธุรกิจยา ที่สังคมกำลังติดตาม และธุรกิจสองกลุ่มนี้เหมือนกันกำลังมีแผนที่จะเข้ามาช่วงชิงเค้กในธุรกิจยา โดย ปตท.ไปจับมือกับองค์การเภสัชกรรมในการตั้งโรงงานผลิตยา และกำลังแยกธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจน้ำมัน โดยเฉพาะร้านค้าปลีกในปั๊มน้ำมันภายใต้ชื่อ Jiffy ขณะที่ซีพีกำลังรุกเรื่องมุมขายยาในร้าน 7-11 ที่มีมากขึ้น

          การรุกของทั้งสองค่ายมาพร้อมๆ กับการเสนอแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ.ยา ที่จะอนุญาตให้วิชาชีพอื่นที่ไม่ใช่เภสัชกรจ่ายยาได้ นั่นจะทำให้อำนวยความสะดวกต่อร้านสะดวกซื้อให้สามารถขายยาได้ ซึ่งกำลังมีการต่อต้านจากบรรดาผู้มีวิชาชีพเภสัชกรและแพทย์ว่า จะเป็นเรื่องที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อประชาชนในท้ายที่สุด 

          นำสองเรื่องร้อนทั้งรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และเรื่องธุรกิจยา ที่แต่ละอย่างมีมูลค่ามากกว่าแสนล้านบาท มาเปิดประเด็นให้ท่านผู้อ่านจับตามองไว้ก่อน และถ้าเป็นไปตามแผนของสองกลุ่มทุนยักษ์นี้ ชีวิตคนไทยจะยิ่งต้องถูกผูกไว้กับทั้งซีพีและปตท.มากยิ่งขึ้น