royal coronation
วันที่ 22 สิงหาคม 2562
เจาะประเด็นร้อน

นี่แหละ !! ต้นเหตุ "บิ๊กตู่" ต้องไปสัญจรอุบลฯ

วันที่ 16 กรกฎาคม 2561 - 00:05 น.
อุบลราชธานี,อำนาจเจริญ,บิ๊กตู่,ประยุทธ์,เชียงราย,สนามการเมือง,เจาะสนาม,สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์,ครม,สัญจร,ครมสัญจร
Shares :
เปิดอ่าน 13,318 ครั้ง

เจาะสนามเลือกตั้งอุบลราชธานี แล้วจะรู้คำตอบว่า ทำไม "บิ๊กตู่" ต้องพา ครม. ไปสัญจรที่นี่ ??!!

 

                  ยิ่งใกล้เลือกตั้ง ยิ่งต้องจับตาพื้นที่ “ครม.สัญจร” เพราะแต่ละพื้นที่จะมีนัยสำคัญอย่างชัดเจน

                  พื้นที่ ครม.สัญจร ที่เคาะออกมาล่าสุด คือ “อุบลราชธานี และ อำนาจเจริญ” ซึ่งอยู่ในโซนภาคอีสานตอนล่างกลุ่มที่ 2 ที่ประกอบไปด้วยอุบลฯ อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ และยโสธร

                  “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกฯ จะนำทัพลงพื้นที่อุบลฯ และอำนาจเจริญ ในวันที่ 23-24 กรกฎาคม นี้

                  ปกติ “พล.อ.ประยุทธ์” จะนำคณะรัฐมนตรีลงพื้นที่ต่างจังหวัดเดือนละ 1 ครั้ง เริ่มมาตั้งแต่เมื่อเดือนสิงหาคม ปีที่แล้ว ใครที่ติดตามการเมืองก็จะได้เห็นบรรยากาศอันคึกคักทุกครั้งที่มี ครม.สัญจร

                  ภาพที่ออกมาที่เป็นสูตรสำเร็จ คือ 1. “บิ๊กตู่” ปราศรัยกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ส่วนใหญ่ก็มากันหลายร้อยไปจนถึงหลักพัน ยกเว้นที่บุรีรัมย์เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ “เนวิน ชิดชอบ” โชว์พลัง ทำให้มีชาวบ้านมารอรับนายกฯ เต็มสนามช้าง อารีน่า สนามฟุตบอลของบุรีรัมย์ ประมาณ 3 หมื่นคน

                  2.การนำงบประมาณลงไปให้กลุ่มจังหวัดเหล่านั้น ซึ่งก็มีตั้งแต่งบเมกะโปรเจกท์ โครงสร้างพื้นฐาน แก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตร ไปจนถึงโครงการแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง และโครงการพิเศษต่างๆ

                  นอกจากนั้นก็เป็นการโชว์ลีลาเรียกคะแนนเสียงของ “บิ๊กตู่” ในระหว่างทาง และที่เห็นบ่อยในระยะหลังคือ นักการเมืองจากหลากหลายพรรคในจังหวัดนั้นๆ มาต้อนรับ พบปะ “บิ๊กตู่”

                  “บิ๊กตู่” ย้ำแทบทุกครั้งว่า การลงพื้นที่ ครม.สัญจร ไม่ใช่ไปเพื่อหาเสียง แต่ต้องการไปเห็นปัญหา ไปรับฟังปัญหา ไปแก้ปัญหา ไม่ใช่ “นั่งอยู่บนหอคอยงาช้าง”

 

                  แน่นอน หากไม่มีกรณีว่า “พล.อ.ประยุทธ์” จะลงเลือกตั้งด้วย ก็อาจจะไม่มีเสียงครหาใดๆ

                  วกกลับมาที่แผนลงพื้นที่ ครม.สัญจรครั้งล่าสุดในปลายเดือนนี้คือ อุบลฯ และอำนาจเจริญ

                  เดิมที “บิ๊กตู่” มีแผนว่ารอบนี้จะไปสัญจรที่ภาคเหนือ โดยเคาะไว้ที่เชียงรายและพะเยา แต่เนื่องจากเกิดกรณี “ทีมหมูป่าติดถ้ำหลวง” ทำให้ทางจังหวัดต้องไปวุ่นอยู่กับภารกิจช่วยนักฟุตบอลและโค้ชทีมหมูป่าออกจากถ้ำ และ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ต้องการให้ทางจังหวัดมาวุ่นวายกับการเตรียมการรับ ครม.สัญจร และเลี่ยงเสียงครหาว่ารัฐบาลโหนกระแส จึงเปลี่ยนพื้นที่

                  ถ้ามองในทางการเมือง ต้องบอกว่าสนามการเมืองที่เชียงรายและอุบลฯ มีความเข้มข้นและน่าจับตาไม่แพ้กัน

                  ที่เชียงรายเป็นการเมืองที่มีการขับเคี่ยวกันของ 2 ตระกูล คือ “จงสุทธานามณี” และ “ติยะไพรัช” ส่วนความเข้มข้นที่อุบลฯ จะเป็นลักษณะของพื้นที่เป้าหมาย “พลังดูด”

                  ในการเลือกตั้งครั้งหน้านี้ อุบลฯ จะมี ส.ส.ทั้งหมด 10 คน ลดลงจากเดิม 11 คน เป็นจังหวัดใหญ่ของภาคอีสาน มีจำนวน ส.ส.มากเป็นอันดับสองรองจากโคราช ที่จะมี ส.ส.ได้ 14 คน สนามการเมืองในจังหวัดอุบลราชธานีจึงมีความเข้มข้นอย่างยิ่ง

                  เดิม ส.ส.อุบลฯ มาจากหลายพรรค ตั้งแต่พรรคความหวังใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยเรียกว่าแบ่งๆ กันไป ไม่ได้มีพรรคไหนครองพื้นทีได้แบบเบ็ดเสร็จ

                  จนกระทั่งมีพรรคไทยรักไทยเกิดขึ้น พรรคไทยรักไทยก็ได้ที่นั่ง ส.ส.อุบลฯ ส่วนใหญ่ไปครอง ในปี 2544 และ ปี 2548

                  หลังมีการยึดอำนาจปี 2549 และพรรคไทยรักไทยถูกยุบ ในการเลือกตั้งปี 2550 ส.ส.ที่อุบลฯ ก็กลับไปมีสภาพกระจายไปอยู่ในพรรคต่างๆ อีกครั้ง

                  “พรรคทักษิณ” กลับมาครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของอุบลฯ อีกครั้งในการเลือกตั้งปี 2554 ครั้งที่ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” มาถือธงนำ ครั้งนั้นพรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.มา 7 คน จากทั้งหมด 11 คน

 

                  ว่าไปแล้วสภาพการเมืองที่อุบลฯ คล้ายคลึงกับที่เมืองเลย คือ ปัญหา “พื้นที่ทับซ้อน” และการ “ปีนเกลียวกัน” ของอดีต ส.ส.ในพื้นที่ 

                  ที่เมืองเลย มี 2 กลุ่มที่ปีนเกลียวกับอยู่ คือตระกูล “เร่งสมบูรณ์สุข” และตระกูล “ทิมสุวรรณ” ซึ่งสุดท้ายตระกูล “เร่งสมบูรณ์สุข” ก็แสดงตัวชัดว่าไปกับ “พลังดูด” ของกลุ่มสามมิตรเรียบร้อยแล้ว

                  ที่อุบลราชธานีก็เช่นกัน ที่ปีนเกลียวกันอยู่ตอนนี้คือ กลุ่มของ “เกรียง กัลป์ตินันท์” กับ กลุ่ม “สุพล ฟองงาม” โดยกลุ่มแรกมีอดีต ส.ส.อยู่ในมือมากกว่า และครั้งนี้ก็อยากจะจัดวางคนของตัวเองเบียดทับพื้นที่ของกลุ่มหลังเข้าไปอีก

                  ล่าสุดมีข้อมูลว่า “สุพล” เตรียมหอบลูกทีมทั้งหมดประมาณ 4 คน มีทั้งอดีต ส.ส. อดีต ส.ว. อดีตผู้สมัคร ส.ส. ไปซบพรรคพลังประชารัฐเรียบร้อยแล้ว

                  ขณะที่ “สุพล" เองก็แสดงอาการทอดไมตรีให้ "บิ๊กตู่" โดยพูดถึงการเดินทางมาครม.สัญจรที่อุบลฯ ของ พล.อ.ประยุทธ์ว่า "หากทางจังหวัดจะเชิญไปต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ยินดี เพราะถือว่าเป็นเจ้าบ้าน เมื่อมีแขกมาก็ต้องต้อนรับ ต้องทำตัวเป็นเจ้าบ้านที่ดี”

                  “สุพล” นั้น ถูกจัดว่าเป็นนักการเมืองชาญเวที และเคยเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยและยังเป็นอดีตเลขาธิการพรรคเพื่อไทย เมื่อปี 2553

                  เขาสนิทชิดเชื้อกับ พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ อดีตแกนนำคนสำคัญของ “พรรคทักษิณ” ในภาคอีสาน ที่ตอนนี้เหมือนจะปันใจไปอยู่อีกฝั่ง โดยถูกเรียกว่าเป็นเลข 11 เพราะไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด

                  ขณะที่ “ชิดชัย” ก็มีความสัมพันธ์อันดีกับ “เสี่ยอี๊ด สิทธิชัย โควสุรัตน์” อดีต ส.ส.หลายพรรค รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยและผู้กว้างขวางแห่งอุบลราชธานี

 

(อ่านต่อ...กระซิบเบาๆ "ชิดชัย" แม่ทัพอีสาน พลังประชารัฐ?)

 

                  ว่ากันว่า “เสี่ยอี๊ด” นั้นคุมการเมืองระดับท้องถิ่นของอุบลฯ ไว้อยู่หมัด ทั้งในส่วนของพื้นที่ อบจ. โดย อดีตนายก พรชัย โควสุรัตน์ หลานของ “เสี่ยอี๊ด” ที่แม้ปัจจุบันไม่อยู่ในตำแหน่งตามคำสั่ง ม. 44 แต่ก็ยังมีบารมี รวมไปถึงระดับเทศบาล

                  และ “เสี่ยอี๊ด” นี่เองที่มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับ “พินิจ จารุสมบัติ” ที่มีข่าวว่าจะมาร่วมพรรคพลังประชารัฐ

                  นี่เองชื่อของ “สุพล - สุทธิชัย” จึงปรากฏอยูในลิสต์ “พลังดูด”

                  และด้วยกติกาใหม่ “คะแนนไม่ตกน้ำ” ไม่ได้ให้ความสำคัญกับอดีตผู้สมัครอันดับหนึ่งเท่านั้น แต่หมายถึงทุกคะแนนไม่ว่าจะเป็นผู้แพ้หรือชนะ ยิ่งพื้นที่อุบลฯ นั้นมีการแข่งขันกันสูงมาก แต่ละเขตที่แพ้ชนะนั้นก็เป็นไปแบบสูสี ดังนั้นหากดูดได้ก็มีหวังที่จะปันคะแนนที่สองมาไว้ในมือ แถมยังมีลุ้นที่ 1 ด้วย

                  ยิ่ง “บิ๊กตู่" นำ ครม.ลงพื้นที่ ก็ยิ่งสร้างความมั่นใจและดึงคะแนนได้มากขึ้น

                  สติธร ธนานิธิโชติ นักวิชาการจากสถาบันพระปกเกล้า มองการลงพื้นที่ ครม.สัญจรของรัฐบาลว่า เป้าหมายหลักน่าจะเป็นเรื่องการเมืองมากกว่าเรื่องการบริหารงาน 

                  เป้าหมายทางการเมือง ที่อาจารย์สติธร มองมี 2 ข้อ คือ 1.เป็นโอกาสให้รัฐบาลได้ตีปี๊บ ประชาสัมพันธ์ผลงาน และสร้างความใกล้ชิดกับชาวบ้าน 2.เป้าหมาย “ดีลทางการเมือง” ซึ่งจะเห็นได้ว่าแต่ละพื้นที่ที่ไป เป็นการไปอย่างมียุทธศาสตร์ ไปแล้วเห็นผลทางการเมืองอย่างชัดเจน ซึ่งที่รัฐบาล คสช.ต้องทำแบบนี้น่าจะเป็นเพราะอยากกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง หากไม่ต้องการกลับมาอีก ก็คงไม่ต้องทำบ่อย และไม่ต้องทำแบบมียุทธศาสตร์ขนาดนี้

                  “ในแง่ของการบริหารไม่มีความจำเป็นต้องลงพื้นที่ โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่รัฐบาลสามารถสื่อสารกับประชาชนได้ในหลากหลายช่องทาง” อาจารย์สถาบันพระปกเกล้า กล่าว

                  ทั้งหมดคือที่มาของ ครม. สัญจร อุบลราชธานี - อำนาจเจริญ แม้จะมาเร็วกว่าปกติเพราะเหตุเฉพาะหน้าที่เชียงราย แต่เป้าหมายก็ยังไม่เปลี่ยน !!

=============================

โดย สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์, โอฬาร เลิศรัตนดำรงกุล

Shares :
เปิดอ่าน 13,318 ครั้ง

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกัน ไลน์@komchadluek ที่นี่

5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ