royal coronation
วันที่ 17 กันยายน 2562
ข่าวทั่วไป

"ศาลอุทธรณ์"รับไต่สวนอดีตผจก.ธ.ก.ส.ย้ายลูกน้องไม่ชอบ

วันที่ 6 มีนาคม 2562 - 20:07 น.
จำนำข้าว,ธกส,ย้ายลูกน้อง
Shares :

"ศาลอาญาคดีทุจริตฯ"นัดไต่สวนมูลฟ้อง 11 ก.ย.นี้ หลังศาลอุทธรณ์ ชี้ฟ้องขรก.สาวครบองค์ประกอบ บรรยายฟ้องเจอกลั่นแกล้งกดดันเมื่อพบบัญชีจำนำข้าวผิดพลาด

 

                       6 มีนาคม 2562 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลได้อ่านคำพิพากษา "ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ" คดีหมายเลขดำ อท.416/2561   

 

                       พนักงานวิเคราะห์งานสินเชื่อ กลุ่มเพื่อการบริหาร สังกัดฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง อดีต ผจก.ธ.ก.ส. , ผอ.ฝ่ายกิจการนโยบายรัฐ ธกส. , ผอ.ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ ธ.ก.ส. , (ทั้งหมดตำเเหน่งขณะเกิดเหตุปี 2559-2560) เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11

 

                       โดยพฤติการณ์ตามฟ้องสรุปว่า เมื่อวันที่ 22 มี.ค.59 จำเลยที่ 1-2 ร่วมกันมีคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายโจทก์ จากตำแหน่งพนักงานวิเคราะห์งานสินเชื่อระดับ 4 ฝ่ายกิจการนโยบายรัฐ ไปดำรงตำแหน่งพนักงานวิเคราะห์งานสินเชื่อระดับ 4 ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งเป็นการย้ายด้วยนอกวาระการโยกย้ายตามปกติ 

 

                       ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้ปกปิดรายละเอียดบันทึกลับถึงการโยกย้ายดังกล่าว เนื่องจากตำแหน่งเดิมมีหน้าที่รับผิดชอบตรวจสอบความถูกต้องของบัญชีการโอนเงินของธนาคารให้เกษตรกร และจัดทำบัญชีการโอนเงินในโครงการรับจำนำข้าวเพื่อแจ้งหนี้ แก่องค์การตลาดเพื่อการเกษตร (อ.ต.ก.) และองค์การคลังสินค้า (อคส.) โดยธนาคารได้ดำเนินการรับจำนำข้าวและใบประทวนจากเกษตรกรในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล 

 

                       ต่อมาปี 2558 รัฐบาลปัจจุบันได้ดำเนินคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งเป็นคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่ง ธ.ก.ส.ได้รับหมายเรียกพยานเอกสารหรือพยานวัตถุจากศาล โดยโจทก์ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบทำบัญชีโครงการรับจำนำข้าวของธนาคารในปี 2554-2557 เพื่อส่งศาลภายในวันที่ 15 ม.ค. 59 ซึ่งโจทก์ได้ตรวจสอบบัญชีพบว่าโครงการรับจำนำข้าวที่ 1757 และ 1758 มีการแจ้งยอดหนี้ไปยัง อ.ต.ก.และ อคส. ผิดพลาด มีการโอนเงินให้เกษตรกรไม่ถูกต้องจำนวนหลาย เช่น มีการเพิ่ม-ลดยอดหนี้ที่ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นปัจจุบัน

 

                       ทำให้ยอดหนี้ผิดพลาด มีการโอนเงินผิดคนหรือไม่มีใบประทวน มีการโอนเงินให้เกษตรกรตามใบประทวนใบเดียวซ้ำกัน 2 ครั้ง รวมถึงมีการโอนเงินไม่ตรงกับยอดเงินในใบประทวน ซึ่งโจทก์ตรวจสอบข้อมูลจนทราบว่าเกิดปัญหาดังกล่าว และมีการทุจริต โจทก์จึงแจ้งหัวหน้ากลุ่มงานและจำเลยที่ 2 ทราบเพื่อตรวจสอบและแก้ไข แต่หัวหน้ากลุ่มงานและจำเลยที่ 2 เพิกเฉย โจทก์จึงแจ้งให้ฝ่ายงานที่เกี่ยวข้องทราบแต่ผู้บังคับบัญชากับมีการเพิกเฉย

 

                       ต่อมา จำเลยที่ 2 และผู้บังคับบัญชาฝ่ายต่างๆ บังคับโจทก์ไม่ให้ยุ่งเกี่ยวการตรวจสอบและเปิดเผยข้อเท็จจริง และมีคำสั่งให้โจทก์ ร่วมกับธนาคารปกปิดเรื่องทุจริตที่เกิดขึ้น โดยจำเลยที่ 2 ยังมีคำสั่งให้โจทก์ทำบัญชีโครงการรับจำนำข้าวให้เสร็จโดยไม่ต้องตรวจสอบความถูกต้อง แต่โจทก์ปฏิเสธทำตามคำสั่งของจำเลยที่ 2 และผู้บริหารฝ่ายงานต่าง ๆ เพราะเป็นความเสียหายของธนาคารและผลประโยชน์ของรัฐ อีกทั้งยังผิดต่อข้อบังคับ ระเบียบ และไม่ชอบด้วยกิจการของธนาคารรวมทั้งกฎหมายด้วย 

 

                       จึงทำให้จำเลยที่ 1-2 และผู้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้อง ไม่พอใจแล้วมีคำสั่งย้ายโจทก์ไปทำงานส่วนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง กับระงับการใช้รหัสประจำตัวของโจทก์ในการเข้าใช้งานระบบข้อมูลของธนาคารทั้งหมดเพื่อป้องกันไม่ให้โจทก์สืบค้นข้อมูลด้วยเจตนาปกปิดเรื่องดังกล่าวโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายของธนาคารและประโยชน์ของรัฐ 

 

                       การที่จำเลยที่ 1-2 ร่วมกันมีคำสั่งด่วนย้ายโจทก์ไปเป็นพนักงานวิเคราะห์สินเชื่อระดับ 4 ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ มีเจตนาเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อโจทก์ และเป็นการแต่งตั้งตำแหน่งงานขึ้นมาลอยๆ ไม่เป็นไปตามอัตราที่คณะกรรมการฯได้กำหนดไว้ โดยธนาคารไม่มีการมอบหมายงานให้แก่โจทก์ทำให้เป็นที่เข้าใจว่าเป็นการพักตำแหน่งเพื่อลงโทษ มีผลเสมือนว่าธนาคารได้เลิกจ้างโจทก์โดยปริยาย ทำให้โจทก์ไม่มีโอกาสเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน อีกทั้งกลั่นแกล้ง กดดันเพื่อให้โจทก์ลาออก ด้วยการหาเหตุได้แก่ การมีคำสั่งให้โจทก์เข้าโครงการรักษาสุขภาพ และมีหนังสือเชิญโจทก์เกษียณอายุก่อนกำหนด และมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัย พักตำแหน่งงานโจทก์โดยไม่มีเลื่อนระดับและเงินเดือน  

 

                       กระทั่งวันที่ 31 มี.ค.60 จำเลยที่ 1 และ 3 ก็ไม่ดำเนินการคืนตำแหน่งแก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 3 ได้มีหนังสือถึงโจทก์ ให้รับการประเมินทางจิตเวช ร.พ.สมเด็จเจ้าพระยา ซึ่งโจทก์ได้เข้าร่วมโครงการเพราะต้องนำผลประเมินแพทย์มาใช้ประเมินผลเพื่อโจทก์จะได้ออกจากโครงการรักษาสุขภาพ โดยวันที่ 9 ม.ค.60 ร.พ.สมเด็จเจ้าพระยา ได้แจ้งผลการประเมินสรุปว่าโจทก์มีภาวะเครียด วิตกกังวลจากการทำงาน และมีลักษณะบุคลิกภาพบางประการส่งผลต่อการแสดงออกด้านอารมณ์และพฤติกรรมในที่ทำงาน ซึ่งผลการประเมินทำให้โจทก์ไม่ต้องรักษาทางจิตเวชแต่อย่างใด และสามารถทำงานได้อย่างพนักงานปกติทั่วไป แต่จำเลยที่ 1 และ 3 ก็ยังเพิกเฉยเนื่องจากจำเลยทั้งสี่เห็นว่า โจทก์รู้ข้อมูลการทุจริตและต้องการปกปิด จำเลยที่ 1 และ 3 จึงใช้เรื่องการคืนตำแหน่งมาต่อรองไม่ให้โจทก์ยุ่งเกี่ยวเปิดเผยข้อมูลโครงการรับจำนำข้าว 

 

                       แต่เมื่อโจทก์ไม่ยินยอม จำเลยที่ 1 และ 3 จึงไม่รับพิจารณาคืนตำแหน่งให้โจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 1 และ 3 จึงเป็นการกลั่นแกล้ง

 

                       ต่อมาเมื่อวันที 4 พ.ค. 60 จำเลยที่ 1 และ 4 ก็ร่วมกันมีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง กรณีกล่าวหามีพฤติกรรมเผยแพร่ข้อความในลักษณะที่เกิดความเสียหายต่อหน่วยงานหรือบุคคลอื่นผ่านสื่อออนไลน์ แต่เมื่อสอบสวนเสร็จกลับไม่มีการสรุปผลการสอบข้อเท็จจริง ทั้งที่คณะกรรมการฯ ได้รายงานเรื่องนี้ให้จำเลยที่ 1 และ 4 ทราบแล้วจึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบของธนาคารและมีเจตนากลั่นแกล้ง เพราะจำเลยรู้ดีว่าการปล่อยให้โจทก์อยู่ระหว่างสอบสวนวินัย โจทก์ไม่สามารถขอแต่งตั้งโยกย้ายหรือเลื่อนเงินเดือนได้ ซึ่งการกระทำนั้นเป็นการกดดันเพื่อให้โจทก์ต้องลาออกและหาเหตุให้โจทก์ถูกให้ออกจากการเป็นพนักงาน ธ.ก.ส.  เหตุเกิดที่แขวงเสนานิคม เขตจตุจักร กทม. 

 

                       โดยคดีนี้ "ศาลชั้นต้น" มีคำพิพากษายกฟ้องในชั้นตรวจคำฟ้อง ต่อมา "โจทก์" ยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งกลับ ให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องโจทก์ไว้ ไต่สวนคดีต่อไป

 

                       ซึ่ง "ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ" ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องสรุปได้ว่าจำเลยทั้งสี่ ซึ่งเป็นพนักงานตาม พ.ร.บ.ธนาคารเพื่อการเกษตรแบะสหกรณ์การเกษตร  (ธ.ก.ส.) พ.ศ.2509 ได้ร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ด้วยกันร่วมกันมีคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายโจทก์นอกวาระการโยกย้ายตามปกติ เนื่องจากโจทก์พบการทุจริตในโครงการและรายงานผู้บังคับบัญชาและจำเลยที่ 2 ทราบ แต่จำเลยที่ 2 ได้มีคำสั่งให้จัดทำบัญชีโครงการดังกล่าวให้เสร็จโดยไม่ต้องตรวจสอบความถูกต้อง เมื่อโจทก์ไม่ปฏิบัติตามจึงถูกโยกย้ายไปฝ่ายทรัพยากรมนุษย์เพื่อส่งประเมินสุขภาพและการเจ็บป่วย ถือว่าเป็นการพักตำแหน่งงานโดยไม่มีการเลื่อนระดับและเงินเดือน

 

                       อีกทั้งเมื่อโจทก์มีหนังสือขอย้ายกลับตำแหน่งเดิมเนื่องจากผ่านการประเมินทางจิตวิทยา แต่จำเลยที่ 1 และ 3 จะคืนตำแหน่งให้ก็ต่อเมื่อโจทก์รับว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวและเปิดเผยความไม่ถูกต้องของบัญชีโครงการรับจำนำข้าว เมื่อโจทก์ไม่ยอมก็ไม่ดำเนินการนำโจทก์กลับสู่ตำแหน่งเดิม และจำเลยที่  1 และ 4 ยังร่วมกันตั้งกรรมการสอบสวนวินัยโจทก์ แต่เมื่อเวลาล่วงเลยกว่า 180 วัน ตามระเบียบ ธกส. กลับไม่สรุปผลสอบข้อเท็จจริงกล่าวโทษทางวินัยแก่โจทก์ โดยมีเจตนาไม่ให้โจทก์ได้รับการโยกย้ายหรือเลื่อนเงินเดือน ซึ่งการกระทำของจำเลยทั้งหมดดังกล่าว เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้โจทก์ได้รับความเสียหาย 

 

                       เมื่อพิจารณาตามรายะเอียดฟ้องโจทก์ จึงครบองค์ประกอบความผิด ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การฯ มาตรา 11 ประกอบ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 

 

                       ส่วนปัญหาว่าจำเลยทั้ง 4 มีเจตนาพิเศษกลั่นแกล้งให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่ เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องนำหลักฐานเข้าไต่สวน พิสูจน์ให้เห็นว่าคดีโจทก์มีมูลต่อไป 

 

                       นอกจากนี้ ตามรายงานกระบวนพิจารณาที่ศาลชั้นต้นได้มีหนังสือเรียกเอกสาร 5 รายการไปยัง ธ.ก.ส.เพื่อประกอบการพิจารณาในชั้นตรวจฟ้อง แต่ธนาคารยังไม่จัดส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องต่อศาลแต่อย่างใด การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยไม่ได้พิจารณาเอกสารดังกล่าวจึงไม่ชอบ 

 

                       อย่างไรก็ดี ในชั้นนี้เมื่อคำฟ้องโจทก์บรรยายถูกต้องครบองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายแล้ว และเป็นคดีที่ผู้เสียหายเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะต้องไต่สวนมูลฟ้องเสียก่อน ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 16 (1) 

 

                       ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ในชั้นตรวจฟ้องโดยไม่ไต่สวนมูลฟ้องเสียก่อน "ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตฯ" ไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น จึงพิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น 

 

                       โดย "ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตฯ" ให้ศาลชั้นต้น นำคดีมาไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ และมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดีต่อไป

 

                       ทั้งนี้เพื่อให้การไต่สวนมูลฟ้องเป็นไปโดยรวดเร็วเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงถูกต้อง ครบถ้วน จึงให้คู่ความส่งพยานเอกสารและพยานวัตถุที่จะอ้างอิงต่อศาลให้เสร็จ ภายในนัดตรวจสอบและเมื่อรวบรวมพยานหลักฐานโดยเจ้าพนักงานคดีแล้ว ให้เสนอคำถามที่ประสงค์จะให้ศาลถามพยานภายใน 15 วัน ก่อนวันไต่สวนมูลฟ้อง โดยคดีให้นัดพร้อมเพื่อกำหนดประเด็นและพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ในวันที่ 6 ส.ค.นี้ เวลา 10.00 น. และให้เริ่มไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ในวันที่ 11 ก.ย.นี้ ตั้งแต่เวลา 09.00 -16.30 น. 

 

                       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับจำเลยที่ถูกฟ้องนั้น มีคนหนึ่งซึ่งดำรงตำแหน่ง รมช.การเกษตรและสหกรณ์ด้วย

 

 

 

 

Shares :

5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ