"บิ๊กตู่"หัวร้อนภาพ"แม้ว-ปู"โผล่จีน-อัดตปท.ไม่เคารพก.ม.ไทย

การเมือง  :  13 ก.พ. 2561

“บิ๊กตู่”ยัวะภาพ"แม้ว-ปู"โผล่จีน วอนตปท.เคารพกฎหมายไทยอย่าให้คนผิดเคลื่อนไหว พท.หวั่นถูกยุบพรรคหลังมีข่าวแกนนำบินถก“ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์”หาตัวหัวหน้าพรรค

   เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานในพิธีเปิดและปาฐกถาพิเศษในงานประกาศวาระแห่งชาติ “สิทธิมนุษยชนร่วมขับเคลื่อน Thailand 4.0 เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” โดยกล่าวตอนหนึ่งว่า เรื่องการมีสิทธิเสรีภาพ จะต้องไม่ไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น ถือเป็นเรื่องสำคัญ จะต้องคำนึงถึงหลักปฏิญญาสากล สิทธิมนุษยชนในฐานะที่เราเป็นสมาชิกภาคีขององค์การสหประชาชาติ โดยไทยมีสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน ที่ผ่านมารัฐบาลปัจจุบันไม่เคยละเลยการดำเนินการด้านสิทธิมนุษยชน ไทยมีพ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้องหลายฉบับจึงขอความกรุณาช่วยศึกษากันให้รอบคอบด้วยไม่เช่นนั้้นความขัดแย้งจะเกิดขึ้น เพราะกฎหมายลูกจำนวนมากไม่ได้รับการปฏิบัติ โดยอ้างกฎหมายหลักเพียงฉบับเดียวถือว่าไม่ถูกต้อง ซึ่งทุกประเทศก็คงเป็นเช่นนี้เพราะแต่ละประเทศก็มีกฎหมายเป็นของตัวเอง

"บิ๊กตู่"หัวร้อนภาพ"แม้ว-ปู"โผล่จีน-อัดตปท.ไม่เคารพก.ม.ไทย

“บิ๊กตู่”อัดตปท.ไม่เคารพก.ม.ไทย

      พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า สิ่งสำคัญอย่าลืมความเท่าเทียมและความเป็นธรรม ซึ่งโลกเสรีระชาธิปไตยต้องคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ และการประกาศเป็นวาระแห่งชาติของรัฐบาลมีเป้าหมายที่ชัดเจนที่จะสร้างสังคมไทยเป็นสังคมสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียมเพื่อนำไปสู่สังคมสันติสุขและย้ำว่าทุกคนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทั้งนี้ต้องทำให้การเมืองและกฎหมายมีความสมดุลเพื่อบ้านเมืองไม่มีปัญหาในการเป็นประชาธิปไตย ทั้งนี้กล่าวอ้างว่าเป็นผู้นำที่ดีที่สุด แต่มีเจตนารมณ์มุ่งมั่นแก้ไขปัญหาในประเทศให้ได้ และไม่ว่าเจ้าหน้าที่หรือใครก็ตามหากพบว่าเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนต้องลงโทษสถานหนัก

     พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การใช้สิทธิเสรีภาพและการแสดงความคิดเห็นต่างๆ ต้องไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น และที่ผ่านมามีการบิดเบือนทางการเมืองที่มีเจตนาที่บริสุทธิ์และไม่มีบริสุทธิ์ ดังนั้นขอฝากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.ฉ มองให้ครบทุกด้าน ขอย้ำว่าตนไม่เคยสั่งให้ไปทรมานใคร และไทยยึดถือพันธะกรณีด้านสิทธิมนุษยชนมาโดยตลอด หากมีการกระทำดังกล่าวจริงก็ให้สอบสวนในทุกกรณี และมีเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องลงโทษเด็ดขาดแต่ต้องตรวจสอบตามหลักฐาน และขอทุกอย่างเข้าสู่กระบวนการ แต่บางคนกระบวนการครบแล้วยังไปเคลื่อนไหวอยู่ต่างประเทศ ซึ่งหลายประเทศมองเพียงเรื่องเศรษฐกิจและคิดว่าเป็นเรื่องภายใน ซึ่งประเทศไทยก็มีศักดิ์ศรีหากใครละเมิดหรือทำผิดกฎหมายในประเทศก็ต้องดำเนินคดี และส่งตัวกลับไปประเทศต้นทาง ดังนั้นทุกประเทศก็ต้องเคารพกฎหมายของไทย และอย่าให้มีการเคลื่อนไหวของคนทำผิดกฎหมายในแต่ละประเทศ เพราะไทยเคารพกฎหมายคนอื่น และคนอื่นก็ต้องเคารพกฎหมายไทยด้วยเช่นกัน เพราะนี่คือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประเทศไทย ต้องขอโทษหากดูดุดันไป ซึ่งเห็นทูต หลายคนไม่ค่อยยิ้ม เครียดหรืออย่างไร ขอให้เครียดคนเดียวก็พอ

เมิน“ยิ่งลักษณ์-ทักษิณ”โผล่ปักกิ่ง

    ส่วนกรณีที่มีภาพ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พร้อมด้วยนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ปรากฏตัวพร้อมกันที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ว่าไม่มีความเห็นในเรื่องนี้เป็นเรื่องของต่างประเทศดำเนินการ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ดำเนินการในเรื่องการติดตามตัวอยู่แล้ว และที่ผ่านมาก็ทำมาตลอดทุกคนอาจจะได้กลับมาบ้างหรือไม่ได้กลับมาบ้าง ไม่ได้ให้ความสนใจและขออย่าไปสนใจ

   “คุณไปสนใจเขาทำไม สนใจคนทำผิดกฎหมายทำไม ผมไม่มองอะไรทั้งสิ้น ขึ้นอยู่ที่คุณจะให้ความสำคัญแค่ไหน จะให้ความสำคัญแค่กระพี้ก็ตามใจ ผมไม่สนใจ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

    เมื่อถามย้ำว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์และนายทักษิณอยู่ที่ประเทศจีนหรือไม่นั้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่รู้และไม่มีความคิดเห็น ขอบคุณสวัสดี" ก่อนเดินออกจากโพเดี้ยมไปทันที

ดอนชี้“แม้ว-ปู” ไม่ใช่เรื่องใหญ่

    ที่ทำเนียบรัฐบาล นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ปรากฏภาพนายทักษิณและ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ว่า เบื้องต้นมีรายงานอย่างไม่เป็นทางการแล้วว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ปรากฏตัวที่กรุงปักกิ่ง ซึ่งขณะนี้ยังไม่ถึงขั้นตอนที่กระทรวงการต่างประเทศจะดำเนินการใดๆ เพราะตอนนี้เป็นหน้าที่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตง.) และไม่ทราบว่าตอนนี้น.ส.ยิ่งลักษณ์ถือหนังสือเดินทางของประเทศใด เพียงทราบจากข่าวว่าได้หนังสือเดินทางจากประเทศใดประเทศหนึ่ง ซึ่งวิธีการขอหนังสือเดินทางก็มีหลายรูปแบบ เช่น ไปทำการค้าการลงทุนกับประเทศนั้นๆ จนได้รับหนังสือรับรอง อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้เราได้แจ้งทุกประเทศให้รับทราบถึงกรณีของน.ส.ยิ่งลักษณ์แล้ว จากนี้คงต้องเป็นเรื่องของแต่ละประเทศที่จะดำเนินการ

เมื่อถามว่ากระทรวงการต่างประเทศได้รับรายงานหรือไม่ว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ พำนักอยู่ที่ประเทศใดเป็นหลัก นายดอน กล่าวว่า เรื่องนี้จะต้องตรวจสอบให้เกิดความชัดเจน โดยกระทรวงการต่างประเทศไม่จำเป็นต้องดำเนินการตามเรื่องที่ปรากฏเป็นข่าว ซึ่งมีกระแสออกมามากมาย อย่างไรก็ตามหลังจากปรากฏภาพน.ส.ยิ่งลักษณ์และนายทักษิณ ที่กรุงปักกิ่งแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่ได้สั่งการใดๆ เป็นพิเศษ เพราะไม่ถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย นอกจากนี้การพบกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอังกฤษ ที่เดินทางมาเยือนไทยก็ไม่ได้พูดคุยถึงกรณีดังกล่าว แต่ได้หารือถึงความสนใจของทั้งสองฝ่าย เช่น การเมืองทั่วๆ ไป เหตุการณ์รอบบ้านเรา ความสนใจของอังกฤษในโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ (อีอีซี)

 

ชี้อังกฤษ-อิตาลีไม่ติดใจเลื่อนเลือกตั้ง

    นายดอน กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังได้พูดคุยกันถึงการเลือกตั้งในประเทศไทย โดยยืนยันว่าเป็นไปตามขั้นตอน อย่างที่รับทราบว่าจะมีการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน 2561 แต่ปรากฏว่าเมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แก้ไขร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญการเลือกตั้งจึงเลื่อนออกไป โดยอังกฤษก็ได้รับทราบเช่นเดียวกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิตาลี ที่เดินทางเยือนไทยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ต่างก็ได้รับทราบโดยไม่มีข้อคิดเห็นใดๆ เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องภายในของประเทศไทยที่มีความจำเป็นต้องเลื่อน

"บิ๊กตู่"หัวร้อนภาพ"แม้ว-ปู"โผล่จีน-อัดตปท.ไม่เคารพก.ม.ไทย

มาร์คแจงปมกลุ่มอยากเลือกตั้ง

    วันเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตยในนามคนอยากเลือกตั้งว่า กลุ่มคนดังกล่าวมีหมายมีคดีที่ค้างอยู่ แต่ได้แสดงออกว่าไม่กลัว อีกทั้งการชุมนุมในครั้งนี้เป็นการชุมนุมอย่างสงบ เมื่อถูกจับกลุ่มเขาคิดว่าจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดแนวร่วมซึ่งจะทำให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อยู่ในสถานะลำบาก ถ้าไม่จับก็ไม่ได้ แต่ถ้าทำแบบเคร่งครัดเท่ากับเป็นการเติมฟืนเข้าเตาไฟ และจะทำให้เหตุผลที่ทำให้กล้าชุมนุมมีมากขึ้น เพราะเขารู้ว่าสังคมกำลังไม่พอใจ คสช. ทั้งเรื่องเศรษฐกิจตกต่ำ การปฏิรูปที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งความไม่แน่นอนและความไม่น่าเชื่อถือ

มาร์คเชื่อภาพ“แม้ว-ปู”ตั้งใจปล่อย

     นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงกรณีนายทักษิณและน.ส.ยิ่งลักษณ์ ปรากฏตัวที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ว่าต้องกลับมาดูประเด็นจัดการปัญหากับผู้ที่หลบหนีคดี ซึ่งสมัยที่เป็นรัฐบาลเรื่องนี้ยุ่งมาก เพราะนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสมัยนั้นเอาจริง โดยพยายามสกัดกั้นและประสานงานยังประเทศต่างๆ ไม่ใช่ปล่อยให้ไปปรากฏตัวแล้วค่อยติดตาม ดังนั้นปฏิกิริยาสังคมในตอนนั้นจึงแรง อย่างไรก็ดี ทุกคนเคยคิดหรือไม่ว่าทำไมเหตุการณ์ชุมนุมปี 2553 ถึงเป็นการชุมนุมใหญ่ ทั้งที่เป็นรัฐบาลตั้งแต่ปี 2551 เพราะในปีนั้นยึดทรัพย์นายทักษิณ 4 หมื่นกว่าล้านบาทจึงมีปฏิกิริยา ดังนั้นการปรากฏตัวของทั้งสองคนที่ประเทศจีนไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มีจังหวะในการปล่อยภาพ

    “ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมรัฐถึงเพิกถอนหนังสือเดินทางไม่ได้ เพราะระเบียบชัด ในเมื่อไม่มาปรากฏตัวต่อศาลรัฐก็ไม่มีหน้าที่อำนวยความสะดวกให้เดินทางไปไหนอยู่แล้ว แต่กลับบอกไม่ได้ต้องรอให้มีคำพิพากษาศาลก่อนแล้วจึงเพิกถอนได้ จนกระทั่งมีภาพไปปรากฏถึงมาบอกว่าจะเพิกถอนหนังสือเดินทาง มันจึงทำให้เกิดความรู้สึกว่าถ้ามีเงิน มีอำนาจ ทำอะไรก็ได้ใช่ไหม” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

"บิ๊กตู่"หัวร้อนภาพ"แม้ว-ปู"โผล่จีน-อัดตปท.ไม่เคารพก.ม.ไทย

‘ศรีวราห์’สั่งพฐ.เช็กภาพถ่าย

     ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญการแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ด้านความมั่นคงและกิจการพิเศษ กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า ขณะนี้ได้สั่งให้กองการต่างประเทศทำหนังสือถึงตำรวจสากลและกระทรวงการต่างประเทศของไทยตรวจสอบข้อเท็จจริง ทั้งเรื่องข้อมูลการเดินทาง สายการบิน ต้นทางและปลายทาง และใช้หนังสือเดินทางของประเทศอะไร อีกทั้งยังสั่งการให้กองพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) ตรวจสอบภาพถ่ายดังกล่าวว่าเป็นภาพตัดต่อหรือไม่ และไม่ขอแสดงความคิดเห็นกับการปรากฏภาพของบุคคลทั้งสองคนออกมาในห้วงที่มีการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง เนื่องจากตำรวจในฐานะที่รับหมายศาลมาให้ติดตามจับกุม ทำในส่วนที่ได้รับมอบหมาย โดยเรื่องนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้สั่งกำชับให้ติดตามจับกุม

     รอง ผบ.ตร.กล่าวอีกว่า ส่วนการติดตามตัวน.ส.ยิ่งลักษณ์ยังคงเดินหน้าทำต่อ โดยเฉพาะการประสานไปยังประเทศปลายทางที่ปรากฏภาพ แต่จะได้ข้อมูลมากน้อยเพียงใดนั้นอยู่ระหว่างดำเนินการ ยืนยันว่าที่ผ่านมาได้ตรวจสอบพบว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ได้เดินทางไปยังประเทศอังกฤษและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ส่วนการขอลี้ภัยของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังไม่มีข้อมูลต้องถามกองการต่างประเทศ ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่ยืนยันถิ่นพำนักของน.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ เพราะเป็นเรื่องนอกราชอาณาจักร จะเอาข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำก็ต้องมีหลักฐานที่เป็นทางการ อย่างไรก็ตามสำหรับกระสแข่างที่อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยจะเดินทางไปพบนายทักษิณ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นสิทธิสามารถทำได้ และไม่ใช่งานในหน้าที่ของตนที่จะเรียกมาให้ข้อมูล

‘ประจิน’ ชี้จนท.เดินหน้ายึดทรัพย์

    ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงการประสานติดตามตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพื่อดำเนินคดี หลังปรากฏตัวพร้อมกับนายทักษิณ ที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ว่าในส่วนของการติดตามทรัพย์สินที่เกี่ยวกับคดีรับจำนำข้าว กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม ได้ติดตามดำเนินการอยู่แล้ว ส่วนการติดตามตัวนั้นต้องดูว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จะดำเนินการอย่างไร ส่วนที่ทนายของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองขอทุเลาการบังคับคดีอีกครั้ง ให้งดหรือชะลอการยึดทรัพย์จนกว่าคำพิพากษาจะถึงที่สุดนั้น กระทรวงยุติธรรมได้รับเรื่องดังกล่าวแล้ว ซึ่งเราชี้แจงไปว่ากรมบังคับคดีจะทำตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่ระบุถึงอำนาจหน้าที่ของกรมบังคับคดีไว้ แต่ไม่ได้หมายความว่าตอบรับหรือปฎิเสธ เพราะเรื่องดังกล่าวมีขั้นตอนกระบวนการระบุไว้ซึ่งเราต้องทำตามขั้นตอน

‘มีชัย’บอกเหนื่อยจะตายแล้ว

     เมื่อเวลา 13.45 น.ที่รัฐสภา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ (กมธ.) ร่วม 3 ฝ่าย สำหรับร่างพระราชบัญญัติรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) การเลือกตั้งส.ส. และพ.ร.ป.การได้มาซึ่งส.ว. ว่าวันที่ 13 กุมภาพันธ์ กรธ.จะส่ง 5 รายชื่อเพื่อเข้าเป็นกมธ.ร่วม 3 ฝ่าย อย่าไปกังวลว่ากฎหมายจะถูกคว่ำ เพราะเชื่อว่าจะเป็นการพูดคุยกันด้วยเหตุด้วยผล ส่วนที่ตั้งข้อสังเกตว่าหากสนช.มีเสียง 2 ใน 3 ตีตก แล้วใครจะเป็นผู้ร่างกฎหมายลูกใหม่ที่ถูกคว่ำนั้น ตรงนี้เป็นหน้าที่ของกรธ. เพราะรัฐธรรมนูญเขียนให้กรธ.ทำกฎหมายลูกให้แล้วเสร็จ

“ที่กรธ.ยังอยู่ก็เพื่อรอจนกระทั่งกฎหมายลูกประกาศในราชกิจจานุเบกษาครบทั้งหมดทุกฉบับ ส่วนเวลาไม่ได้กำหนดไว้ แต่ 1-2 วัน ก็น่าจะเสร็จแล้ว ไม่รู้จะยื้อทำไม เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว อย่างกฎหมายลูกว่าด้วยส.ว. ที่ประชุมสนช.ยังใช้เวลาแค่ครึ่งวัน แก้กันกลางสภาเกือบทั้งร่าง อย่างไรก็ตามผมคงจะบอกความชัดเจนไม่ได้ เพราะเดาใจ 250 สนช.ไม่ได้ ดังนั้นก็อย่าเพิ่งไปคาดเดาว่าจะคว่ำ เพราะเมื่อคิดล่วงหน้ากันเป็นตุเป็นตะแล้วมันทำให้วุ่นวายกันไปใหญ่” นายมีชัย กล่าว

"บิ๊กตู่"หัวร้อนภาพ"แม้ว-ปู"โผล่จีน-อัดตปท.ไม่เคารพก.ม.ไทย

กกต.ลั่นแจงปมแย้งได้ทุกประเด็น

    ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายประวิช รัตนเพียร กกต. กล่าวถึงการตั้งกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่ายเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วย ส.ส. และส.ว. ว่ามีหลายประเด็นที่กกต.ได้ทำความเห็นแย้งไป เชื่อว่าประธานกกต.มีข้อมูลและรายละเอียดอยู่ในมือ จะสามารถชี้แจงต่อกรรมาธิการ หรือหากต้องชี้แจงต่อที่ประชุม สนช.ก็เชื่อว่าจะชี้แจงได้หมด ทั้งนี้ที่ประเด็นที่ กกต.มีความเห็นแย้งเป็นการพิจารณาจากประสบการณ์ในการปฏิบัติและมองว่าเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ ไม่ได้มีการคาดเดา ว่าจะปฏิบัติได้หรือไม่ได้ หรือมีข้อขัดข้องในทางปฏิบัติ ซึ่งกกต.พร้อมปฏิบัติตามเมื่อออกมาบังคับใช้เป็นกฎหมาย ไม่มีอิดออด เพราะฉะนั้น สนช.ตัดสินออกมาอย่างไร กกต.พร้อมปฏิบัติตาม ยืนยันว่า กกต.ให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมา เมื่อกฎมายให้ทำความเห็น ก็ได้เสนอไปแล้ว ส่วนผลการพิจารณาของที่ประชุมสนช.จะเป็นอย่างไรกกต.ก็พร้อมยอมรับ ส่วนกระแสคว่ำร่างกฎหมาย ส.ว.อาจทำให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไปนั้น ไกลเกินกว่าที่คิด

เชื่อนศ.ต้านคสช.ไม่บานปลาย

    ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวถึงกรณีกลุ่มนักศึกษาจัดกิจกรรมคลื่อนไหวทางการเมืองต่อต้านคสช. ว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้สั่งจับตาหรือกำชับอะไรเป็นพิเศษ เพราะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลอยู่แล้ว ส่วนที่มีการมองว่าการจัดกิจกรรมดังกล่าวจะทำให้สถานการณ์บานปลายเหมือนเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 นั้น ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกันเพื่อให้บ้านเมืองมีความสงบเรียบร้อย ซึ่งขณะนี้จากรายงานข่าวยังไม่มีสัญญาณพิเศษใดๆ ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมืองแต่ต้องอยู่ในกรอบของกฎหมายและมีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย

“ณัฐวุฒิ”อัด“มาร์ค”อย่าตัดขาเด็ก

     วันเดียวกัน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. กล่าวว่า ไม่เข้าใจเจตนาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่ออกมาทำโพลล์เรื่องความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง แล้วอธิบายชี้นำไปว่าจะนำไปสู่ระบอบทักษิณ ทั้งที่ข้อเรียกร้องของกลุ่มดังกล่าวคือการเลือกตั้งตามโรดแม็พเดิมซึ่งตรงกับสิ่งที่ตัวเองก็เรียกร้องอยู่ ไม่ได้เกี่ยวกับขั้วอำนาจทางการเมือง เพราะถ้ามีเลือกตั้งทุกพรรคก็ลงสนามได้ แพ้ชนะอยู่ที่ประชาชน และไม่ใช่การล้มรัฐบาลด้วย เพราะถ้ามีการเลือกตั้งตามโรดแม็พรัฐบาลนี้ก็ต้องพ้นไปตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว การก้าวเดินของคนหนุ่มสาวคืออนาคตของสังคมไทย หากไม่คิดจะช่วยเด็กก็อย่าไปเตะตัดขา ถ้ามีใครบอยคอตเลือกตั้ง 2 ครั้งแล้วร่วมขัดขวางกระบวนการลงคะแนนจนเกิดรัฐประหารเป็นภาระให้ประชาชนต้องออกมาต้านเผด็จการก็ควรทบทวนตัวเองบ้าง ไม่ใช่คิดถึงแต่บทพระเอกของตัวเอง หรือจ้องจะยัดเยียดบทผู้ร้ายให้คนอื่น ทั้งนี้ พรรคการเมืองหรือฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองจะต่อสู้กันเป็นเรื่องธรรมดาแต่ต้องภายใต้หลักการและกติกาประชาธิปไตย วันนี้สิ่งที่ควรจะเป็นคือช่วยกันทำให้บ้านเมืองกลับสู่แนวทางที่ถูกต้องโดยเร็วแล้วให้ประชาชนตัดสินอนาคตประเทศ

      ส่วนกรณีที่มีเสียงเรียกร้องจากกลุ่มคนอยากเลือกตั้งให้นักการเมืองร่วมต่อสู้นั้น เป็นเรื่องเข้าใจได้ และคิดว่าเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง เพียงแต่เห็นว่าในสถานการณ์นี้ด้านที่แข็งแรงที่สุดในการขับเคลื่อนคือพลังของคนหนุ่มสาว นิสิต นักศึกษา เชื่อมั่นในวิจารณญาณของส่วนต่างๆ ว่าจะจัดวางบทบาทให้สอดคล้องได้ สำหรับนปช.เราไม่กลัวตกขบวน เพราะตั้งแต่เริ่มต้นก็ไม่เคยลงจากรถ และพร้อมเป็นแนวร่วมกับทุกฝ่ายที่ต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยโดยสันติวิธี ไม่มีแนวคิดผูกขาดการนำ วันหนึ่งเราอาจเดินอยู่แถวหน้า แต่ในบางวันเราก็พร้อมร่วมไปในขบวนจนกว่าจะถึงเส้นชัย

พท.ปัดเลื่อยขาคุณหญิงหน่อย

     วันเดียวกัน นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ออกแถลงการณ์กรณีข่าวการเดินทางไปพบและหารือกับอดีตนายกฯ 3 คนของพรรคเพื่อไทยเพื่อเปลี่ยนแปลงตัวหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เนื่องจากไม่อยากให้คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทยเป็นผู้กุมบังเหียนว่าเท่าที่ทราบอดีตนายกฯ ทุกท่านมาปฏิบัติภารกิจส่วนตัวของท่านข่าวที่เกิดขึ้นจึงอาจมีความคลาดเคลื่อน ที่สำคัญคือขณะนี้ตามความเป็นจริงพรรคเพื่อไทยยังมีผู้ทำหน้าที่หัวหน้าพรรคตามกฎหมายคือ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ และอย่างที่เคยได้ยืนยันมาตลอดว่าสถานการณ์วันนี้พรรคยังไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะตัดสินใจเรื่องการหาตัวหัวหน้าพรรคคนใหม่ อีกทั้งกฎหมายก็ยังมิได้อนุญาตให้พรรคการเมืองมีกิจกรรมใดๆ ได้ต่อเมื่อวันที่กฎหมายอนุญาตให้พวกเราประชุมได้เมื่อไรพรรคเพื่อไทยก็พร้อมจัดประชุมและหารือกับคณะกรรมการบริหารพรรคและสมาชิกพรรคเพื่อเลือกตัวผู้นำคนใหม่ทันที

     นายภูมิธรรม กล่าวต่อว่า ได้รับทราบข่าวคราวจากท่านอดีตนายกฯ ของพรรคทุกคนว่า อยากใช้ช่วงเวลาในปัจจุบันเพื่อพิจารณาการช่วยเหลือประเทศชาติในวงกว้างๆ ต่อไป สำหรับพรรคเพื่อไทยยืนยันอย่างหนักแน่นว่ายังเป็นกำลังใจให้ทุกคน ช่วยกันทำหน้าที่เพื่อพี่น้องประชาชนและประเทศชาติที่ท่านทั้งสามยังคงรักและห่วงใยเสมอมา ขอให้พรรครัก สามัคคีกัน และทำงานกันเองอย่างเต็มที่ ท่านเชื่อมั่นในความเข้มแข็งและศักยภาพของพวกเราทุกคนและไม่ทอดทิ้งพรรคเพื่อไทย

"บิ๊กตู่"หัวร้อนภาพ"แม้ว-ปู"โผล่จีน-อัดตปท.ไม่เคารพก.ม.ไทย

เผยไม่จริงกลุุ่มอีสานค้านเจ๊หน่อย

    ด้าน น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ อดีตรมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กล่าวถึงกระแสข่าวการเปลี่ยนตัวผู้นำพรรคเพื่อไทย ว่า ขณะนี้ผู้นำพรรคเพื่อไทยคือรักษาการหัวหน้าพรรค และรักษาการเลขาธิการพรรค กฎหมายยังไม่เปิดโอกาสให้เลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ ข่าวที่ออกมาจึงไม่สมเหตุผล ส่วนที่ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการปล่อยข่าวเพื่อเลื่อยขาคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทยหรือไม่นั้น ตอนนี้พรรคการเมืองยังทำอะไรไม่ได้ หากใครจะคิดเช่นนี้คงเป็นเรื่องส่วนตัว

     สำหรับกระแสข่าวอดีตส.ส.เพื่อไทยภาคอีสานและภาคเหนือไม่สนับสนุนคุณหญิงสุดารัตน์นั้น น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า ข่าวดังกล่าวเป็นข่าวที่ไม่มีผู้พูด จึงเป็นเรื่องลอยๆ ที่จับต้นชนปลายไม่ได้ คุณหญิงสุดารัตน์เป็นผู้ใหญ่ของพรรคคนหนึ่งที่ได้รับการยอมรับจากส.ส.ในทุกภาค วันนี้พรรคเพื่อไทยมีผู้ใหญ่หลายท่านที่มีความรู้ความสามารถ และมีความเหมาะสม เป็นที่ยอมรับของคนส่วนใหญ่ แต่คงไม่มีใครได้รับการยอมรับจากสมาชิกพรรค 100% เมื่อถึงเวลาที่กฎหมายเปิดให้มีการเลือกหัวหน้าพรรค เสียงส่วนใหญ่ไว้ใจให้ใครทำหน้าที่ก็ต้องเป็นไปตามนั้น และไม่ว่าผู้ใหญ่คนไหนได้รับเลือกให้ทำหน้าที่ก็คิดว่าคนในพรรคพร้อมให้การสนับสนุน ซึ่งคุณหญิงสุดารัตน์ก็เป็นหนึ่งในนั้น ดังนั้นข่าวที่ออกมาเมื่อไม่มีที่มาที่ไปก็คงไม่กระทบคุณหญิงสุดารัตน์

ปมพบแม้ว-ปูอาจทำเพื่อไทยกระอัก

     ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังที่มีกระแสข่าวนายทักษิณ ชินวัตรและน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรเดินทางยังกรุงปักกิ่ง ในช่วงเทศกาลตรุษจีน และมีแกนนำพรรค อดีตส.ส.และสมาชิกพรรคเพื่อไทย เดินทางไปพบเพื่อหารือเรื่องตัวบุคคลที่จะมาทำหน้าที่หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนต่อไป หลังจากที่มีกระแสข่าวออกมาตลอดว่า คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ จะมาทำหน้าที่หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนต่อไป

    แหล่งข่าวจากพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า การเดินทางมากรุงปักกิ่ง ประเทศจีนของอดีตนายกฯทักษิณ เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ที่จะเดินทางไปไหนมาไหน ไม่ว่าจะเป็น อังกฤษ ฮ่องกง ดูไบ สิงคโปร์ ทุกครั้งก็จะมีอดีตส.ส. แกนนำพรรค สมาชิกพรรค บินแวะเวียนไปเยี่ยมเยือน พบปะเป็นเรื่องปกติ เพราะนายทักษิณไปได้ทุกที่ ยกเว้นประเทศไทยการเดินทางครั้งนี้ไม่ได้นัยทางการเมืองแต่อย่างใด เพราะเดินทางมาปกติอยู่แล้ว มาเยี่ยมเพื่อน มาหารือกับนักธุรกิจ และหากจะมาเคลื่อนไหวทางการเมืองจริงก็ต้องมีการสัมภาษณ์สื่อ พูดคุยในเรื่องต่างๆที่เกี่ยวกับการเมือง แต่ที่ออกมาตามหน้าสื่อ ก็เป็นเพียงภาพถ่ายเท่านั้น ส่วนภาพที่ปรากฏมีอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ อยู่ด้วยนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจ เพราะสมัยก่อนอดีตนายกฯทักษิณ อยู่คนเดียว แต่ขณะนี้มีอดีตนายกฯไปอยู่ด้วย จึงปรากฏภาพทั้งคู่ และคนไทยก็อยู่ทุกที่ในโลก เป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีผู้พบเห็นและถ่ายภาพมาได้หากย้อนกลับไปดู ก็มีภาพนายกฯทักษิณปรากฏอยู่ในสื่อโซเชียลมีเดียตลอดอยู่แล้ว เพราะเดินทางไปไหนมาไหน ทำอะไร ลูกสาวท่านก็ลงในอินสตาแกรมเป็นประจำ

ผวาถูกยุบพรรคปมข่าวบินถกแม้ว

    แหล่งข่าวยังกล่าวถึงกรณีกระแสข่าวที่ว่าแกนนำพรรคและอดีตส.ส.เดินทางไปหารือเพื่อกดดันไม่เอาคุณหญิงสุดารัตน์เป็นหัวหน้าพรรคคนต่อไปว่า คนที่ปล่อยข่าวนี้ถือว่าเป็นการทำลายพรรคและไม่เข้าใจข้อกฎหมาย ขอยืนยันว่า อดีตนายกฯทักษิณและอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อยู่แล้ว เป็นเรื่องของสมาชิกพรรคที่รอวันที่คสช.จะปลดล็อกให้ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ เพราะในพ.ร.ป.พรรคการเมือง มาตรา 15 วรรคสาม ได้ระบุเรื่องนี้เอาไว้ชัดว่า ให้พรรคต้องออกข้อกำหนดต่างๆ และต้องเขียนห้ามไว้ด้วย ว่า ไม่ให้บุคคลที่ไม่ใช่สมาชิกพรรคควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำกิจกรรมของพรรคการเมือง ที่ทำให้พรรคหรือสมาชิกขาดความเป็นอิสระ

    นอกจากนี้ยังมีมาตรา 28 ที่เขียนไว้ชัดเจนว่า ห้ามให้พรรค ยินยอมหรือกระทำให้บุคคลที่ไม่ใช่สมาชิกพรรค เข้าควบคุม ครอบงำ ชี้นำ กิจกรรมของพรรคการเมืองลักษณะที่ทำให้พรรคกาารเมืองหรือสมาชิกพรรคขาดความเป็นอิสระ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม และมาตรา 29 เป็นมาตรการที่ห้ามสมาชิกพรรค เข้าควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำ กิจกรรมของพรรค ซึ่งได้มีบทกำหนดโทษ ไว้ด้วยว่า หากใครที่ไม่เป็นสมาชิกพรรคแล้วมาจุ้นจ้านกิจกรรมของพรรคการเมือง ต้องโทษคุก 5-10 ปี ปรับ 1แสน หรือทั้งจำและปรับ รวมถึงต้องถูกตัดสิทธิเลือกตั้ง 5 ปีและพรรคใดที่ทำผิด มีโทษถึงยุบพรรคการเมือง แล้วแกนนำพรรคหรืออดีต.ส.ส.จะไม่รู้กฎหมาย เดินทางไปหารือได้อย่างไร

ชี้รธน.กำหนดห้ามคนนอกชี้นำ

     รายงานข่าวแจ้งว่ากลุ่มอดีต ส.ส.ที่เดินทางไปพบกับนายทักษิณ และ น.ส. ยิ่งลักษณ์ในครั้งนี้เป็นกลุ่มของนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ หรือ “เจ๊แดง” ขณะที่เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมากลุ่มของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ไปสัมมนาอยู่ที่เขาใหญ่เรื่องหลักสูตรพรรคการเมือง

     เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวนี้พบว่ามีความสุ่มเสี่ยงที่จะกระทำผิดต่อ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 28 ว่าด้วยข้อห้ามให้พรรคการเมืองยินยอมให้บุคคลที่ไม่ใช่สมาชิกพรรคเข้าครอบงำ ชี้นำ หรือควบคุมกิจกรรมของพรรคการเมืองที่ทำให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกขาดความเป็นอิสระ ซึ่งการยินยอมหรือการกระทำดังกล่าวกำหนดไว้ว่าไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม โดยหากพรรคไม่ปฏิบัติตามและมีพฤติกรรมฝ่าฝืนมาตราดังกล่าว จะถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบและหากพบความผิดจริง ต้องถูกยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ยุบพรรคการเมือง และคณะกรรมการบริหารพรรคต้องถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคและกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกยุบและผู้ที่ถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งห้ามรวมตัวเพื่อจดทะเบียนพรรคการเมืองขึ้นใหม่ หรือร่วมจัดตั้งพรรคการเมือง ในระยะเวลา 10 ปีนับตั้งแต่วันที่พรรคการเมืองถูกยุบ

     ขณะที่บุคคลภายนอกที่เข้ายุ่งเกี่ยวกับพรรคโดยไม่เป็นสมาชิกพรรค มีข้อห้ามเช่นกัน ระบุไว้ในมาตรา 29 ว่า ห้ามบุคคลที่ไม่เป็นสมาชิกพรรคเข้าควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำกิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทำให้พรรคหรือสมาชิกขาดความเป็นอิสระ ทั้งนี้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม โดยประเด็นดังกล่าวหากพบการฝ่าฝืนบุคคลต้องถูกตรวจสอบและหากพบพฤติกรรมที่ขัดกับมาตรา 29 บุคคลนั้นต้องถูกลงโทษจำคุก 5-10 ปี ปรับ 1-2แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งบุคคลนั้น

"บิ๊กตู่"หัวร้อนภาพ"แม้ว-ปู"โผล่จีน-อัดตปท.ไม่เคารพก.ม.ไทย

‘สุเทพ’แจงไม่ได้ขวางเลือกตั้ง

     ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดชี้สองสถานในคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวกรวม 38 คน ในนามกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ที่ได้ขัดขวางการจัดการเลือกตั้งของกกต. เมื่อปี 2557 ทำให้กกต.ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ การกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิด โดยเรียกค่าเสียหายทั้งสิ้น 3,100 ล้านบาท โดยวันนี้นายสุเทพพร้อมทีมทนายความเดินทางมาศาลด้วยตัวเอง

     นายสวัสดิ์ เจริญผล ทนายความ กล่าวว่า วันนี้ศาลนัดชี้ 2 สถาน เป็นการนัดตกลงเเนวทางการสืบพยานเเละตกลงกันว่าคู่ความเเต่ละฝ่ายประสงค์จะนำพยานเข้าสืบเท่าไร ตรงไหนรับ กันได้บ้าง เเต่ในวันนี้ต้องเลื่อนออกไปก่อนเนื่องจากมีจำเลยที่ 24 เสียชีวิตลง เเละพนักงานอัยการประสงค์ให้ทายาทมาร่วมเป็นจำเลยแทน และทางอัยการมีการฟ้องเพิ่มอีก 1 คน ศาลจึงมีคำสั่งเลื่อนนัดชี้สองสถานในวันนี้ออกไปเเละนัดอีกครั้งในวันที่ 21 พฤษภาคมนี้

     นายสุเทพกล่าวว่า ต้องการต่อสู้คดีให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว ไม่มียืดเยื้อเกิดขึ้น ส่วนแนวทางการต่อสู้คดีนั้นพร้อมที่จะต่อสู้กันในชั้นศาล ยืนยันว่ากลุ่ม กปปส.และประชาชนทั้งหมด มีเจตนาที่จะคัดค้านการเลือกตั้ง โดยไม่ได้ขัดขวางการเลือกตั้งตามที่โจทก์กล่าวอ้าง รวมถึงมีพยานหลักฐานที่ชัดเจนว่ากรณีดังกล่าวไม่ใช่ความผิดของกลุ่ม กปปส.และประชาชน พร้อมให้เหตุผลว่าการที่กกต.จัดการเลือกตั้งไม่สำเร็จนั้น เป็นเรื่องของรัฐบาลในขณะนั้น และกกต.ที่จะต้องรับผิดชอบ

     ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุเทพปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นต่างๆ ในด้านสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ โดยระบุว่ายังไม่ถึงเวลา ขอให้ความสำคัญเกี่ยวกับการสู้คดีความที่มีทั้งหมดก่อน แต่ยืนยันว่าจะมาร่วมรับผิดชอบบ้านเมืองกับประชาชนโดยไม่ได้ทิ้งไปไหน

(ข่าวหน้า1นสพ.คมชัดลึก)