ขับ คาเยนน์ อี-ไฮบริด เอสยูวีพันธ์แรง

ลองของจริงกับนิว คาเยนน์ อี-ไฮบริด พร้อมขุมพลัง E-Performance ที่สืบทอดจากรถซูเปอร์สปอร์ต ปอร์เช่ 918 สไปเดอร์

เมื่อเข้าสู่ยุคความแรงของรถยนต์ไฟฟ้าต่อยอดสู่รถ SUV Porsche ก็หันบุกตลาดใหม่นี้อย่างจริงจัง ยิ่ง The new Cayenne E-Hybrid เผยโฉมตลาดเมืองไทยไม่ถึงเดือนทาง ปอร์เช่ ประเทศไทย โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ได้เชิญให้เราไปร่วมสัมผัสและลองขับคันเป็นอีกด้วยเพราะครั้งแรกที่เรารับรู้ในงานเปิดตัวว่า  คาเยนน์ อี-ไฮบริด พกความแรงมาแบบไม่ธรรมดาตามสายพันธ์ของเจ้าชายกบ ยิ่งมาบวกพลังไฟฟ้าเข้าไปอีก โดยมีพละกำลังสูงสุดรวมกว่า 462 แรงม้า จากเครื่องยนต์ V6 ขนาดความจุกระบอกสูบ 3.0 ลิตร (340 แรงม้า/250 กิโลวัตต์) เสริมพลังด้วยระบบขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้า (136 แรงม้า/100 กิโลวัตต์)  แรงบิดมหาศาลถึง 700 นิวตันเมตร ที่จะพาตัวเราและบอดี้ขนาดใหญ่ทยานออกไปด้วยความเร็วชนิดที่ไม่เคยนั่งจากรถคันไหนมาก่อน!!!!

 ขับ คาเยนน์ อี-ไฮบริด เอสยูวีพันธ์แรงขับ คาเยนน์ อี-ไฮบริด เอสยูวีพันธ์แรง

 

 

 

โดยถือว่าครั้งนี้ตัวผมและสมาชิกคมชัดลึกทุกท่านจะได้พิสูจน์พละกำลังพร้อมกันกับ Porsche E-Performance รุ่นใหม่ล่าสุด The new Cayenne E-Hybrid ใหม่กับกิจกรรม “Porsche Cayenne E-Hybrid Driving Experience 2018”  โดยมีนายใหญ่ มร. ปีเตอร์ โรห์เวอร์ กรรมการผู้จัดการ ปอร์เช่ ประเทศไทย มาต้อนรับด้วยตัวเองเผยว่าเป็นครั้งแรกที่สื่อมวลชนไทยจะได้สัมผัสกับสมรรถนะอันยอดเยี่ยมผ่านการทดลองขับ คาเยนน์ อี-ไฮบริด รุ่นใหม่ล่าสุดในกิจกรรม ณ สนามปทุมธานี สปีดเวย์ โดยมีนักแข่งในสังกัดทีม AAS  และผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด สามารถดูได้จากคลิปข่าว

ขับ คาเยนน์ อี-ไฮบริด เอสยูวีพันธ์แรงขับ คาเยนน์ อี-ไฮบริด เอสยูวีพันธ์แรง

ก่อนจะไปอ่านบททดสอบของเล่าถึงตัวรถ คาเยนน์ อี-ไฮบริด คันนี้กันก่อน

คาเยนน์ อี-ไฮบริดกำลังสูงสุดกว่า 462 แรงม้า ด้วยแนวคิดในการพัฒนาแบบเดียวกับปอร์เช่ 918 สไปเดอร์ Porsche 918 Spyder

คาเยนน์ อี-ไฮบริด คือผลงานถึงการพัฒนายานพาหนะพลังงานไฟฟ้าของปอร์เช่ ที่ผ่านการปรับแต่งจนมีกำลังสูงสุดเพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิมถึง 7 แรงม้า รวมเป็น 340 แรงม้า ประสิทธิภาพจากระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นกว่า 43 เปอร์เซ็นต์ หรือ 136 แรงม้า ทั้ง 2 ขุมพลังผสานพละกำลังสูงสุดกว่า 462 แรงม้า แนวทางออกแบบได้รับการถ่ายทอดโดยตรงจากรถซูเปอร์สปอร์ต ปอร์เช่ 918 สไปเดอร์ Porsche 918 Spyder ถูกนำมาใช้อย่างลงตัวการขับขี่ที่เลือกใช้โหมด Sport และ Sport Plus เน้นดึงสมรรถนะตัวรถออกมาจนถึงขีดสุด พลังงานจากแบตเตอรี่ทั้งหมดจะได้รับการนำมาใช้เพื่อสร้างอัตราเร่ง สำหรับโหมด Sport การชาร์จแบตเตอรี่จะเกิด ขึ้นเพื่อให้เพียงพอต่อการเสริมพละกำลัง ในส่วนของโหมด Sport Plus แบตเตอรี่จะได้รับการชาร์จอย่างรวดเร็วโหมดการขับขี่อื่นๆ นั้นเหมาะสมกับลักษณะการขับขี่ที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมัน เชื้อเพลิงสูงสุด

ขับ คาเยนน์ อี-ไฮบริด เอสยูวีพันธ์แรงขับ คาเยนน์ อี-ไฮบริด เอสยูวีพันธ์แรง

ชาร์จพลังงานผ่านระบบ Porsche Connect app และ Porsche Charging Service

ตัวแบตเตอรี่ที่ติดตั้งในปอร์เช่ คาเยนน์ อี-ไฮบริด ได้รับการพัฒนาเพื่อเพิ่มความจุในการเก็บสะสมพลังงานเสริมขีดความสามารถทั้งในแง่ของพิสัยระยะการเดินทางและพละกำลังสำรองยามที่ต้องการอัตราเร่ง: เมื่อเปรียบเทียบกับ คาเยนน์ รุ่นก่อนหน้า พบว่าความจุแบตเตอรี่เพิ่มขึ้นจาก 10.8 เป็น 14.1 กิโลวัตต์ชั่วโมงหรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ แบตเตอรี่ดังกล่าวผ่านการระบายความร้อนด้วยระบบ fluid-cooled ติดตั้งลงบริเวณพื้นตัวถังด้านท้ายของรถอย่างหนาแน่น ประกอบด้วยโมดูลพลังงาน 8 ชุด  ภายในแต่ละโมดูล คือ เซลล์ prismatic lithiumion จำนวน 13 เซลล์ สามารถชาร์จแบตเตอรี่จนเต็มความจุภายในระยะเวลา 7.8 ชั่วโมง ด้วยไฟฟ้าแรงดัน 230 โวลต์ ผ่านสายต่อขนาดกระแส 10 แอมป์ ในกรณีที่ใช้อุปกรณ์พิเศษ on-board charger 7.2 กิโลวัตต์ ด้วยไฟฟ้าแรงดัน 230 โวลต์ ผ่านสายต่อขนาดกระแส 32 แอมป์ แทนที่ระบบชาร์จมาตรฐานแบบ 3.6 กิโลวัตต์ แบตเตอรี่จะได้รับการชาร์จพลังงานจนเต็มความจุภายในระยะเวลาเพียง 2.3 ชั่วโมงเท่านั้น

ขับ คาเยนน์ อี-ไฮบริด เอสยูวีพันธ์แรงขับ คาเยนน์ อี-ไฮบริด เอสยูวีพันธ์แรง

ระบบขับเคลื่อนไฮบริด และเกียร์อัตโนมัติอัจฉริยะ Tiptronic S ใหม่ล่าสุด

ปอร์เช่ ออกแบบระบบส่งกำลังของ คาเยนน์ อี-ไฮบริด ใหม่ทั้งหมด ชุดขับเคลื่อนไฮบริด ประกอบด้วยเซลล์พลังงานไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงพร้อมชุดคลัทช์อิสระ electromechanical แตกต่างจากระบบ electro-hydraulic และอุปกรณ์ spindle actuator ในรุ่นก่อนหน้าให้อัตราการตอบสนองที่รวดเร็วและฉับไวกว่าอย่างเห็นได้ชัด ในส่วนของระบบส่งกำลังประจำการด้วยเกียร์อัตโนมัติอัจฉริยะ 8 จังหวะ Tiptronic S ที่ได้รับการปรับแต่งใหม่สำหรับปอร์เช่ คาเยนน์โดยเฉพาะเกียร์อัตโนมัติ ชุดนี้ไม่เพียงเต็มเปี่ยมไปด้วยความนุ่มนวล แต่ยังสามารถปรับเปลี่ยนอัตราทดได้อย่างรวดเร็ว ลดอาการกระตุกที่เกิดขึ้น ขณะเปลี่ยนจังหวะขับ คาเยนน์ อี-ไฮบริด เอสยูวีพันธ์แรง

ขับ คาเยนน์ อี-ไฮบริด เอสยูวีพันธ์แรง

ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ all-wheel drive 

ด้วยการทำงานของระบบ PTM Porsche Traction Management ส่งผลให้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ all-wheel drive ของ คาเยนน์ อี-ไฮบริด ได้รับการควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านอุปกรณ์ map-controlled multiplate clutch เพื่อกระจายแรงบิดไปยังล้อขับเคลื่อนอย่างเหมาะสม ระบบนี้จะช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถยนต์ได้ทุกรูปแบบไม่ว่าเป็นการขับขี่สไตล์สปอร์ตความเร็วสูงหรือแม้แต่ในยามบุกตะลุยไปบนเส้นทางทุรกันดารสไตล์ offroad ต้องยกประโยชน์ให้ระบบรองรับและช่วงล่างของ คาเยนน์ ไฮบริด ที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่ารถสปอร์ตพันธุ์แท้ ระบบควบคุมการทรงตัว PASM Porsche Active Suspension Management ได้รับการติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน นอกจากนี้สามารถเลือกติดตั้งอุปกรณ์พิเศษอีกหลากหลายรายการ เช่น ระบบ PDCC Porsche Dynamic Chassis Control ระบบ roll stabilisation และระบบลากจูงรถต่อพ่วงที่สามารถรับน้ำหนักได้สูงสุดถึง 3.5 ตัน

ขับ คาเยนน์ อี-ไฮบริด เอสยูวีพันธ์แรง

จัดเต็มหน้าจอแสดงผล head-up display และล้ออัลลอยขนาด 22 นิ้ว

ปอร์เช่ ได้เพิ่มระบบช่วยเหลือการขับขี่และนวัตกรรมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากมาย นับเป็นครั้งแรกของปอร์เช่สำหรับการติดตั้งหน้าจอแสดงผลแบบใหม่ head-up display ทำงานด้วยการฉายภาพข้อมูล ที่เกี่ยวข้องกับระบบต่างๆ ของตัวรถไปยังระดับสายตาของผู้ขับขี่โดยตรงในลักษณะของหน้าจอสี ในส่วนของอุปกรณ์ พิเศษอื่นๆ ที่ได้รับการเพิ่มเติมลงใน คาเยนน์ ได้แก่ ระบบดิจิทัลช่วยเหลือผู้ขับขี่อัจฉริยะ Porsche InnoDrive พร้อมระบบควบคุมความเร็วแปรผันอัตโนมัติadaptive cruise control เบาะนั่งคู่หน้าพร้อมระบบนวดไฟฟ้า massage seats ระบบไล่ฝ้ากระจกบังลมหน้า heated windscreen ระบบทำความร้อนภายในห้องโดยสารแยกตำแหน่ง อิสระควบคุมด้วยรีโมท และล้ออัลลอยน้ำหนักเบา ขนาด 22 นิ้ว

ขับ คาเยนน์ อี-ไฮบริด เอสยูวีพันธ์แรง

บททดสอบเล่าเรื่องรถ Cayenne E-Hybrid

เมื่อมีการจัดกิจกรรมให้ได้ลองขับ เราก็รีบอยากให้ถึงวันที่จะได้ขับ คาเยนน์ อี-ไฮบริด คันนี้เร็วๆ และเมื่อเราได้มาขับตัวเป็นๆ ในสนามกับการขับทดสอบสมรรถนะ 3 สถานีด้วยกัน สถานีแรกผมต้องขับ สถานี Braking เพื่อจะทดสอบว่าระบบเบรกจากปอร์เช่ขึ้นชื่อว่าเป็นระบบเบรคที่ดีที่สุดในโลก สถานนี้จะมีความยาวไม่มากแต่ก็สามารถสัมผัสถึงความแรงได้ตั้งแต่ที่เท้ากดคันเร่งลงบนแป้น มาพร้อมแรงดึงมหาศาลที่กดตัวของเราแนบแน่นกับเบาะหนังสุดหรูของ คาเยนน์ อี-ไฮบริด คันนี้เลยทีเดียว

ขับ คาเยนน์ อี-ไฮบริด เอสยูวีพันธ์แรง

ขับ คาเยนน์ อี-ไฮบริด เอสยูวีพันธ์แรง

ต้องยอมรับว่าผมเองยังมองเข็มวัดรอบกับความเร็วแทบไม่ทันจริงๆ เพราะเผลอแป๊บเดียวก็ถึงจุดบังคับเบรค แต่เราก็สามารถทำความเร็วจากจุดหยุดนิ่งไปจนถึงจุดเบรคและความเร็วสูงสุดในสถานีนี้คือ 98 กม./ ชม. ผมก็ต้องใช้เท้าขวากระแทกเบรคให้รถหยุดสนิทพร้อมหักหลบไพล่อนที่ตั้งบังคับให้เราต้องหันพวงมาลัยหลบจนรถหยุดสนิท ที่ไม่น่าเชื่อคือระยะเบรคที่สั้นและบังคับหลบสิ่งกีดขวางได้ดีเกินคาด แน่นอนผมเชื่อละว่าระบบเบรคของปอร์เช่ดีที่สุดในโลกจริง

ขับ คาเยนน์ อี-ไฮบริด เอสยูวีพันธ์แรงขับ คาเยนน์ อี-ไฮบริด เอสยูวีพันธ์แรง

จากนั้นผมก็ต้องขับมาสถานีที่สอง จะเป็น สถานี Handling การทดสอบบังคับควบคุมรถ การทรงตัวและการตอบสนองพวงมาลัยโดยการตั้งค่า PASM Porsche Active Suspension Management ซึ่งถ้าพูดถึงสถานีนี้คือการขับแบบ มินิ เซอร์กิต ครับ โดยใช้พื้นที่ด้านหลังของสนามแข่งขันปทุมธานี  สปีดเวย์  นั้นเอง โดยผมขับรถมาจอดตรงจุดสตาร์ทเพื่อเตรียมพร้อม จากนั้นเราก็มีวิญญาณนักแข่งเข้าสิง พร้อมกดคันเร่งทะยานตัวออกพร้อมแรงดึงจากจากมอเตอร์ไฟฟ้าอีกครั้ง ทำให้ทุกครั้งที่ผมกดคันเร่งลงไป  SUV สุดหรูคันนี้ตอนสนองจนนึกว่าเป็นรถซูเปอร์คาร์สองประตูซะอีก และการเข้าโค้งหรือการหักหลบจุดที่บังคับชลอความเร็ว ก็บังคับพวงมาลัยหักหลบได้ง่าย

ขับ คาเยนน์ อี-ไฮบริด เอสยูวีพันธ์แรงขับ คาเยนน์ อี-ไฮบริด เอสยูวีพันธ์แรง

ช่วงทางตรงก่อนเข้าโค้งหอไอเฟิล (ชื่อที่ตั้งกันเองในสนามครับ) ผมสามารถทำความเร็วได้สูงสุดถึง 136 กม./ ชม. กับโหมด Sport Plus ที่ตัวรถจะลดความสูงลงมา 3 ซม. และการที่เป็นรถ SUV ทำให้เราสามารถมองเห็นทัศนวิสัยรอบรถได้ดียิ่งขึ้น จุดเด่นคือผมเองสามารถมองทางออกจากโค้งเพื่อเดินคันเร่งต่อเพื่อเข้าโค้งต่อไปได้ดี ตัวรถตอบสนองตัวผู้ขับได้ดี ในรุ่นนี้ช่วยให้ผู้ขับขี่ขับรถคันนี้ได้ง่ายดายมาก ตัวรถแทบจะไม่โคลงหรือยุบตัวมากมายนี่คือจุดเด่นเลยของเจ้า คาเยนน์ อี-ไฮบริด ในช่วงการใช้ความเร็วสูงในช่วงทดสอบนี้

ขับ คาเยนน์ อี-ไฮบริด เอสยูวีพันธ์แรงขับ คาเยนน์ อี-ไฮบริด เอสยูวีพันธ์แรง

สุดท้ายสถานีที่สาม สถานี Slalom เพื่อทดสอบความแม่นยำ ความรวดเร็วในการตอบสนองของช่วงล่าง อาทิ PDCC Sport Porsche Dynamic Chassis Control Sport ระบบควบคุมตัวถัง Porsche 4D Chassis  Control เป็นต้น ต้องถือว่าสถานีนี้ผมคุ้นเคยอย่างดีจากการทดสอบรถหลายๆ ยี่ห้อ  จากจุดสตาร์ทมีไพล่อนวางเป็นระยะถึงหกตัว โดยเริ่มออกตัวเราต้องขับเข้าไพล่อนด้านขวาสลับไปมาจนวนกลับมาจอดตรงจุดออกตัวอีกครั้ง สิ่งแรกที่ผมสัมผัสในสถานนีนี้คือตัวรถ ปอร์เช่ คาเยนน์ สะท้อนถึงขนาดตัวที่ใหญ่ครับ การขับเข้าออกไพล่อนในช่วงสลาลอมที่วางไว้สั้นผมต้องหมุนพวงมาลัยมากๆ ในรอบแรกผมเหยียบไพล่อนแทบจะทุกจุด ในรอบสองต้องเผื่อระยะให้มากและหมุนพวงมาลัยมากขึ้นถึงจะพ้นแต่ก็รู้สึกถึงนำหนักของพวงมาลัยเพิ่มขึ้น โดยความเร็วที่ใช้จะอยู่เพียง 40-45 กม./ ชม. แต่ สถานี Slalom ในชีวิตจริงเราๆ ท่านๆไม่ค่อยจะเจอะเจอกันอยู่แล้ว 

ขับ คาเยนน์ อี-ไฮบริด เอสยูวีพันธ์แรงขับ คาเยนน์ อี-ไฮบริด เอสยูวีพันธ์แรง

สรุปสุดท้ายต้องยกให้ The new Cayenne E-Hybrid  รุ่นนี้เป็นรถ  SUV หรือ Sport Utility Vehicle ที่หรูที่สุดและแรงเร็วที่สุดบอกเลยในตลาดบ้านเราน่าจะไม่มีรถใครไหนกล้ามาต่อกรด้วย ยังพกความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมกับขุมพลัง E-performance ตัวเลขบริโภคน้ำมันก่อนเพียงแค่ 29.4 กิโลเมตรต่อลิตร เท่านั้น!!! จะจริงแค่ไหนไว้เราจะขออนุญาตยืมเจ้า คาเยนน์ อี-ไฮบริด มาลองขับแบบเต็มรูปแบบในชีวิตประจำวันดูว่าตัวเลขแบบนี้จะสวยหรูอย่างที่แจ้งมาหรือเปล่า แต่ถ้าบอกกล่าวกันตรงนี้ นี่คือคำตอบของแฟนๆ ที่ชื่นชอบ ปอร์เช่ ตระกูล คาเยนน์ รถ SUV ขนานแท้ที่พกกลิ่นอายความแรงมาให้ทุกครั้งเมื่ออยู่หลังพวงมาลัย จะมีข้อเสียก็ตรงที่ผมเองคงต้องเก็บเงินแรมปีกว่าจะได้ครอบครอง กับราคาที่เริ่ม 6.3 ล้านเท่านนั้น! แอบกระซิบว่าราคาเค้าถูกลงครับ ผมคงต้องรีบไปซื้อรถโมเดลรุ่นนี้มาครอบครองเผื่อตื่นขึ้นมาจะกลายเป็นรถจริงจอดอยู่ในบ้าน...

 

เรื่อง/ภาพ : ธวัชชัย พิชิตรณชัย 

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

facebook : https://www.facebook.com/LoaReuangRot/

ขับ คาเยนน์ อี-ไฮบริด เอสยูวีพันธ์แรงขับ คาเยนน์ อี-ไฮบริด เอสยูวีพันธ์แรงขับ คาเยนน์ อี-ไฮบริด เอสยูวีพันธ์แรง