พลังแห่งการสะกดจิต

สะกดจิตลดเครียด-ลดน้ำหนักได้จริงหรือไม่

          เคยสงสัยกันมัยคะว่า วิธีการรักษาแบบนิวเอจเช่นการสะกดจิตนี่มันสามารถลดความเครียดได้จริงหรือ? การสะกดจิตสามารถช่วยให้คุณผอมลงจนน้ำหนักถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้จริงมั้ย? มีดาราดังจากฮอลลีวู้ดหลายท่านที่เห็นด้วยและได้ผลลัพธ์ที่ดีจากการสะกดจิตบำบัดค่ะ ถ้าหากว่าศาสตร์นี้เป็นสิ่งใหม่สำหรับคุณผู้อ่าน มาเรียนรู้ไปพร้อมๆ กันเลยนะคะ

          เมื่อนึกถึงการสะกดจิต คุณผู้อ่านเองอาจจะนึกถึงนักมายากลที่มีนาฬิกาพกสีทองพร้อมสายห้อยยาวแกว่งไปมาต่อหน้าผู้ชมและอาสาสมัครที่ล้อมวงกันมาดูการสะกดจิตแบบเพื่อความบันเทิง ในความคิดของหลายๆ คนนั้นการสะกดจิตไม่ใช่อะไรที่เป็นการรักษามีแบบแผนทางการแพทย์ในคลินิกแน่ๆ แต่การรักษาแบบนั้นแหละค่ะ เป็นวิธีการเดียวกันที่นักแสดงชื่อดังอย่าง รีส วิทเทอร์สปูน และคอร์ทนี คอกซ์ ใช้ในการบำบัดเพื่อช่วยให้พวกเธอมีความมั่นใจในทุกๆ เรื่องตั้งแต่เลิกบุหรี่ไปจนถึงเรื่องลดน้ำหนัก แม้กระทั่งเชฟคนสวยชื่อดัง ไนเจลลา ลอว์สัน ก็ให้สัมภาษณ์ว่าได้ผ่านการถูกสะกดจิตมาแล้วเพื่อลดความอยากอาหารจนน้ำหนักลดไปยี่สิบแปดปอนด์ หรือเกือบสิบสามกิโลกรัมนะคะ

          การสะกดจิตนั้นเป็นศาสตร์ที่มีมาเป็นร้อยปีแล้ว และเป็นศาสตร์ที่ใช้อย่างแพร่หลายทั่วโลกตั้งต้นมาจากสมัยอียิปต์โบราณเลยทีเดียว การสะกดจิตได้ถูกใช้ในสมัยนั้นเพื่อเตรียมการผ่าตัด วางยาสลบ และทำการรักษา ในปัจจุบันนี้การรับการรักษาโดยการสะกดจิตนั้น ผู้ที่ทำการบำบัดและคนไข้จะมีการคุยกันก่อนถึงเป้าหมายของคนไข้และอุปสรรคอะไรที่ขวางอยู่ทำให้ยังไปถึงความสำเร็จไม่ได้ มีการตระหนักรู้ทั้งผู้ทำการบำบัดและคนไข้ จากนั้นผู้บำบัดก็จะใช้เทคนิคการทำให้ร่างกายคนไข้ผ่อนคลายจนเข้าสู่โหมดของการทำสมาธิเพื่อช่วยให้คนไข้สร้างความคิดเชิงบวกขึ้นมาใหม่เพื่อไปสู่เป้าหมายได้สำเร็จ ผู้ที่ชื่นชอบการรักษาแบบสะกดจิตบำบัดนั้นต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่ามีการ “ตื่นขึ้น” มาจากภวังค์การสะกดจิตด้วยความรู้สึกสดชื่น มีพลัง และมีแรงบันดาลใจที่จะเริ่มสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ตัวเอง

พลังแห่งการสะกดจิต

          คนที่เห็นด้วยกับวิธีการสะกดจิตต่างก็กล่าวว่า การรักษาแบบนี้ได้ผลมากในการลดน้ำหนักที่ทำยังไงๆ ก็ไม่ผอม โดยฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่กินเพื่อชดเชยความผิดปกติทางอารมณ์ แบบชนิดที่ว่ากินเก่งกินมากแบบไม่รู้ตัว นั่นเป็นเพราะการสะกดจิตสามารถช่วยให้คนไข้เขียนเรื่องราวใหม่เกี่ยวกับอาหารและตัวเขาเองสื่อสารกับจิตใต้สำนึก เขียนเรื่องราวใหม่เกี่ยวกับการออกกำลังกายและตัวเขา สร้างกำลังใจจากภายในโดยการสื่อสารกับจิตใต้สำนึกเพื่อเอาชนะอาการอยากกิน และสร้างความอยากไปออกกำลังกายที่ยิม

          การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยเช่นนี้สามารถกลายเป็นการลดน้ำหนักที่ยิ่งใหญ่ได้ มีการศึกษาที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร The Journal of Consulting and Clinical Psychology ที่รายงานว่ากลุ่มคนที่ได้รับการรักษาโดยการสะกดจิตสามารถลดน้ำหนักได้มากกว่ากลุ่มคนที่ไม่ได้รับการรักษาด้วยวิธีนี้ถึงสามสิบเท่า และมีการศึกษาอีกงานหนึ่งที่แยกออกมาต่างหากที่มหาวิทยาลัยคอนเนคติคัท เมืองสตอร์ ที่พบว่าผู้หญิงที่ได้รับการสะกดจิตสามารถคงน้ำหนักที่ลดไปได้เป็นเวลาอย่างน้อยสองปีหลังเสร็จสิ้นการรักษา

          การรักษาด้วยวิธีการสะกดจิตนี้เป็นการทำให้ร่างกายอยู่ในภาวะที่ผ่อนคลายเปิดรับการสื่อสารใหม่ที่คุยกับจิตใต้สำนึกของเขา ช่วยให้อาการกินเก่งจากความเครียดนั้นลดลงเป็นกลาง ไม่ได้กินเก่งหรือเบื่ออาหารเป็นการปรับจากความผิดปกติให้กลายเป็นปกติ มีนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดรายงานว่า หลังจากการบำบัดด้วยการสะกดจิตระดับของฮอร์โมนคอร์ติซอลที่ส่วนใหญ่หลั่งออกมาจากไขมันในช่องท้องของคนไข้มีระดับที่ลดลงจนอยู่ในระดับไกล้เคียงกับตอนที่นอนหลับเลยทีเดียว มีการศึกษาอีกงานหนึ่งที่ศูนย์สะกดจิตแฮมไชร์ในประเทศอังกฤษที่พบว่าการสะกดจิตสามารถลดอาการกระวนกระวายและความรู้สึกว่าไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ สามารถช่วยทางจิตใจได้ในระดับที่ลึกกว่าการทำโยคะหรือการฝึกหายใจ ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า การทำให้ความรู้สึกลบที่รุนแรงลดลงเป็นกลางด้วยการสะกดจิตช่วยให้ผู้หญิงสามารถแยกเรื่องอาหารและอารมณ์ออกจากกันได้ และสามารถจัดการจัดระบบสมองใหม่ด้วยพฤติกรรมที่ทำให้การกินตามอารมณ์หายไปโดยสิ้นเชิง

          แม้ว่าประโยชน์ของการรักษาด้วยการสะกดจิตนั้นจะมีมาก แต่การรักษาด้วยวิธีนี้ก็มีข้อเสียคือมีราคาสูงมาก การรักษาด้วยวิธีนี้ด้วยนักบำบัดที่เป็นมืออาชีพนั้นเริ่มต้นจากราคา 100 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง หรือสามพันกว่าบาท ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงมากสำหรับการรักษาที่ไม่สามารถการันตีได้ถึงผลสำเร็จ มีการศึกษาที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดในปี 2012 ที่พบว่ามีคนจำนวนมากถึง 25 เปอร์เซ็นต์ ที่ไม่สามารถรับการรักษาแบบสะกดจิตได้ โดยเฉพาะคนที่ไม่ชื่นชอบอ่านหนังสือหรือดูภาพยนตร์ นอกจากนี้การสะกดจิตยังเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนคลื่นสมองโดยตรง คนไข้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคทางจิตเวช เช่น โรค schizophrenia หรือ bipolar disorder นั้น ต้องระมัดระวังอย่างยิ่งก่อนที่จะเลือกใช้การรักษาด้วยวิธีการสะกดจิต จำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจใช้วิธีในการรักษาเพื่อความปลอดภัยของคนไข้

          การสะกดจิตเป็นเรื่องใหม่ที่น่าตื่นเต้นเลยทีเดียวนะคะ นกเองเคยได้รับการสะกดจิตในการรักษาเรื่องสายตายาวที่มาในวัยนี้ของนกและพบว่าหลังการรักษาสามารถมองภาพได้คมชัดขึ้น อย่างไรก็ตามหลังการรักษาด้วยวิธีนี้แล้ว นกยังมีความจำเป็นที่จะต้องบริหารสายตาด้วยการมองใกล้มองไกลและต้องปรับเปลี่ยนการใช้สายตาที่เคยใช้มองแต่ระยะใกล้ทุกวัน เช่นจากจอมือถือ ทีวี และคอมพิวเตอร์ มาเป็นการมองออกไปไกลๆ เพราะที่สายตาเป็นเช่นนี้เพราะมันมีแต่การใช้แบบเดิมๆ จนฟังก์ชันอะไรที่ตาไม่ได้ใช้มันก็จะสูญเสียความสามารถอันนั้นไป นกมีแบบฝึกหัดสายตามองไกลจากที่สูง เช่น ขึ้นไปบนดาดฟ้าของตึกออกไปที่จุดกลางใกล้ จุดกลางไกล จุดซ้ายไกล จุดขวาไกล และอีกอันที่ดีมากๆ คือยืนตรงยื่นแขนข้างหนึ่งออกไปข้างหน้า กำมือกระดกนิ้วโป้งและวนนิ้วโป้งไปมาเป็นเลขแปดขนาดเล็กและใหญ่ แนวตั้งและแนวนอน และต้องกลอกตาตามนิ้วโป้ง สลับแขนข้างที่วนนิ้วโป้งด้วย และแบบฝึกหัดอันสุดท้ายคือจินตนาการว่าดวงตาของตนเองเป็นดั่งเลนส์กล้องถ่ายภาพซูมเข้าซูมออกได้ ปรับโฟกัสได้ น่าแปลกมากว่า พอตัวนกเชื่อเช่นนี้ภาพมันชัดขึ้น ตาปรับการมองเห็นให้ดีขึ้นได้ เลยสรุปได้ว่าแว่นสายตาช่วยแก้ไขปัญหาได้ที่ปลายเหตุและเป็นวิธีการแก้ไขปัญหาที่เร็วที่สุด แต่อีกเรื่องที่สำคัญและควรทำอย่างยิ่งคือบริหารดวงตาทุกวันเพราะอวัยวะนี้มีคุณค่าต่อชีวิตนกเหลือเกินค่ะ

          แวะมาคุยเรื่องสุขภาพกับนกได้ที่แฟนเพจ FB: Health Society by Nok Chalida หรือติดตามนกได้ที่ IG: NokHealthSo นะคะ และอย่าลืม Subscribe รายการ Health Society by Nok Chalida ทาง YouTube ค่ะ พบกันใหม่เสาร์หน้าในหนังสือพิมพ์ “คม ชัด ลึก” นะคะ


เปิดอ่าน