AOTแดนสนธยา ฉาวทุกเรื่องกว่าทศวรรษ

"ฉาวโฉ่" เรื่องการประกวดออกแบบอาคารที่พักผู้โดยสารหลังที่ 2 ซึ่งให้ผู้มีคะแนนที่ 2 ชนะผู้มีคะแนนที่ 1 ในวงเงิน 329 ล้านบาท โดยอ้างว่าตกเทคนิค

AOTแดนสนธยา ฉาวทุกเรื่องกว่าทศวรรษ

ที่นี่ไม่มีความลับ ฉบับ 3397 หน้า 16 ระหว่างวันที่ 2-5 ก.ย.2561 โดย..เอราวัณ
               

   หยิบเรื่องไหนในสนามบินสุวรรณภูมิ ก็มีแต่การร้องเรียนว่า “โกง” ตั้งแต่ก่อนการตั้งสนามบินแห่งนี้เมื่อปี 2549 ที่ฉาวโฉ่ ทั้งการฉ้อโกงถมทรายเพื่อทำสนามบิน รวมทั้งการก่อสร้างแท็กซี่เวย์-รันเวย์ จนถึงอาคารผู้โดยสาร ที่อภิปรายกันไปกันมาระหว่างผู้รับผิดชอบของพรรคประชาธิปัตย์ และไทยรักไทย (ในขณะที่ยังไม่ยุบพรรค) เข้าทำนองว่า “เอ็งว่าข้าชั่วเอ็งก็เลว” สุดท้ายก็จับมือใครดมไม่ได้สักรายว่าใครได้ประโยชน์จากการฉ้อฉล (ง่ายๆได้ประโยชน์ทุกฝ่ายถึงเลิกรากันไป)

   ปี 2549 ปีที่มีการเปิดสนามบินเป็นปีเดียวกันกับที่มีการปฏิวัติโดยคณะรักษาความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ที่ บิ๊กบัง-พล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน เป็นผู้นำ ได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาและแก้ไขปัญหาสนามบินสุวรรณภูมิ รายงานการศึกษาที่เสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติพบการทุจริตแทบทุกโครงการ ตั้งแต่การจัดซื้อรถเข็นกระเป๋า การบริหารพื้นที่ เครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด หรือกระทั่งการก่อสร้างโรงแรม แต่เรื่องถูกเป่าเงียบเพราะมีการวิ่งเต้นผู้มีอำนาจในยุคนั้น “นายทหารใหญ่” ที่เข้ามามีอำนาจ หลงใหลเคลิบเคลิ้มกับผลประโยชน์ จนลืมภารกิจ “ล้างแดนสนธยา” ไม่ต้องพูดถึงรัฐบาลนักการเมืองในเวลาต่อมาที่มองAOT เป็นแหล่งขุมทรัพย์ จึงกลบเรื่องฉาวและมุ่งตักตวงผลประโยชน์      

   มาบัดนี้ยุค คสช. ของ ลุงตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่ได้คะแนนยอดเยี่ยมจากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ก็ยังไม่ได้เข้าจัดการ “แดนสนธยา” นี้แต่อย่างใด บนการบริหารที่กุมบังเหียนโดย CEO ใหญ่ อย่าง นิตินัย ศิริสมรรถการ ก็มีเรื่องฉาวโฉ่ให้เห็นเป็นข่าวสม่ำเสมอ ทั้งเรื่องค่าเช่ารถเข็นกระเป๋า ที่แพงหูฉี่ 7 หมื่นบาทต่อคัน ทั้งที่ราคาซื้อขายตกแค่คันละ7 พันบาท คุ้ยลงไปลูกบริษัทที่ได้รับสัมปทานนี้มีสายสัมพันธ์แบบลูก-พ่อกันกับเอเย่นต์ซื้อขายเรือดำน้ำ                                 

    ยังมีเรื่องเครื่องตรวจระเบิดแบบบอดี้สแกนที่ซื้อมาราคาแพง ที่สำคัญซื้อมาแล้วไม่ได้ใช้ ก็ยังไม่มีการสอบสวน รวมทั้งเรื่องการเปลี่ยนเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด ที่อาจไม่เข้ากับระบบสายพานลำเลียงกระเป๋า และอาจจะเป็นปัญหาในอนาคต ดังที่เกิดขึ้นกับสนามบินฮีตโธรว์ ในกรุงลอนดอน ที่กระเป๋าตกค้าง นับหมื่นใบหลังมีการเปลี่ยนระบบ บทเรียนนี้ AOT ได้ตระหนักหรือไม่

   ล่าสุด “ฉาวโฉ่” เรื่องการประกวดออกแบบอาคารที่พักผู้โดยสารหลังที่ 2 ซึ่งให้ผู้มีคะแนนที่ 2 ชนะผู้มีคะแนนที่ 1 ในวงเงิน 329 ล้านบาท โดยอ้างว่าตกเทคนิคที่ไม่ยื่นแบบเสนอราคาตามฟอร์มของ AOT มิหนำซ้ำ บริษัทที่ AOT เลือกถูกครหาว่า “ลอกแบบ”

   ยังไม่รวมกับข้อวิจารณ์ของสถาปนิกบางรายที่มองว่าแบบที่ออกมาอาจจะมีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาค่อนข้างมาก เนื่องจากใช้ไม้ เป็นโครงสร้างหลักเพื่อความสวยงาม เมื่อมีการร้องเรียน ผู้บริหาร AOT กลับดึงดันจะอนุมัติแบบตามที่เลือก นี่แค่เริ่มต้นว่าด้วยแบบอาคารผู้โดยสารเท่านั้น หากถึงขั้น “เค้ก”อาคารผู้โดยสารที่ตั้งงบ 42,000 ล้านบาท คงมีกลิ่นหึ่งมากกว่า นี้ ไม่นับรวมกิจกรรมอื่นๆ ที่ตามมา แล้วเราจะไว้ใจผู้บริหาร AOT ชุดนี้ได้หรือไม่?