มุน แจ อิน ลูกชายผู้ลี้ภัยสู่ประธานาธิบดีเกาหลีใต้

เปิดปูม มุน แจ อิน ประธานาธิบดีคนใหม่ของเกาหลีใต้

 

                เกาหลีใต้ได้ประธานาธิบดีคนใหม่แล้ว สิ้นสุดความวุ่นวายโกลาหลทางการเมืองยืดเยื้อหลายเดือน จากคดีอื้อฉาวติดสินบนที่มีศูนย์กลางอยู่ที่เพื่อนสนิทประธานาธิบดีหญิง ปัก กึน เฮ ลุกลามจนนำไปสู่การถอดถอนผู้นำหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ ตามด้วยการจัดเลือกตั้งก่อนกำหนดเมื่อ 9 พฤษภาคม และเสียงส่วนใหญ่ก็เทคะแนนเลือก มุน แจ อิน วัย 64 ปีจากค่ายเสรีนิยม ให้เข้ามารับมือและสะสางปัญหายากๆ ทั้งเศรษฐกิจ การปฏิรูปและสถานการณ์ความมั่นคงบนคาบสมุทรเกาหลีใน 5 ปีข้างหน้า ชัยชนะของเขายังเป็นการยุติการครองอำนาจของฝ่ายอนุรักษนิยมมานาน 10 ปี

 

มุน แจ อิน ลูกชายผู้ลี้ภัยสู่ประธานาธิบดีเกาหลีใต้

        ( ภาพเหตุการณ์เมื่อ 19 ธันวาคม 2493  ชาวเกาหลีฝ่ายเหนือ ลงเรืออพยพจากเมืองฮุงนัม พ่อแม่ของผู้นำเกาหลีใต้คนปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของผู้ลี้ภัยรวมราว 1 แสนคน ที่ต่อมาตั้งรกรากในปูซานและคอเจ เกาะที่อยู่ใกล้เคียง / ภาพ  Korea Times ) 


                  ไม่น่าเชื่อว่าก่อนมาถึงจุดนี้ ประธานาธิบดีคนที่ 19 ของเกาหลีใต้ ไม่เคยวางเข็มชีวิตในเส้นทางสายการเมืองเลย ปรารถนาทำงานถนัดคือทนายความ แต่ต้องจำนนต่อโชคชะตาที่เจ้าตัวพูดเองว่าถูกกำหนดไว้แล้ว 


                มุน แจ อิน เกิดเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2496 ปีสุดท้ายของสงครามเกาหลี ที่เกาะคอเจ เกาะเล็กๆ ในจ.คย็องซังใต้ ห่างจากกรุงโซล ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ 420 กิโลเมตร พ่อกับแม่เป็นส่วนหนึ่งของชาวเกาหลีเหนือ 1.4 หมื่นคนที่ลงเรือ “เอสเอส เมเรดิท วิคทรี” ของสหรัฐจากท่าเรือฮุงนัม ก่อนที่กองกำลังคอมมิวนิสต์จีนและเกาหลีเหนือรุกเข้าพื้นที่ และมาถึงเกาะคอเจ เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2493

 

มุน แจ อิน ลูกชายผู้ลี้ภัยสู่ประธานาธิบดีเกาหลีใต้

(ภาพ AFP ) 


                ครอบครัวมีฐานะยากจน พ่อเป็นแรงงานในค่ายกักเชลยศึก ส่วนแม่เป็นแม่ค้าเร่ขายไข่ ในเมืองท่าปูซานโดยรัดลูกชายคนแรกวัยทารกไว้ที่หลังขณะทำงานไปด้วย สมัยเป็นเด็ก มุน แจ อินซึ่งเป็นพี่คนโตกับพี่น้อง 4 คนต้องไปเข้าแถวรอรับแจกอาหารตามโบสถ์คริสต์ เคยต้องออกจากโรงเรียนกลางคันเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม แต่ด้วยความมานะบากบั่นและเรียนดี ที่สุดก็เรียนจบม.ต้น ม.ปลาย และสอบเข้าคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยคย็องฮีในกรุงโซลในความพยายามครั้งที่สองเมื่อปี 2515 แต่ได้ทุ่มเวลาส่วนมากไปกับขบวนการเคลื่อนไหวของนักศึกษาต่อต้านระบอบเผด็จการ โดยในปีเดียวกันนั้น ประธานาธิบดีปัก ชุง ฮีแก้รัฐธรรมนูญเปิดทางให้ตัวเองอยู่ในอำนาจอย่างไม่มีกำหนด จุดชนวนชุมนุมทั่วประเทศ

 

มุน แจ อิน ลูกชายผู้ลี้ภัยสู่ประธานาธิบดีเกาหลีใต้

มุน แจ อิน สมัยเป็นนักศึกษา ข้างๆคือ คิม จุง ซุค ภรรยาในปัจจุบัน ภาพ Korea Herald


                มุน แจ อินถูกจับกุมในปี 2518 และเมื่อกลับมาเรียนใหม่ในปี 2524 ก็ถูกจับกุมอีกในข้อหาชุมนุมประท้วงผิดกฎหมาย ระหว่างอยู่ในคุก มุนสอบเป็นทนายได้ ต่อมา เรียนจบจากสถาบันวิจัยและฝึกอบรมผู้พิพากษา แต่ไม่สามารถบรรจุเป็นผู้พิพากษาอย่างที่ตั้งใจ เพราะมีประวัติเคยถูกจำคุกจากการประท้วงต่อต้านรัฐบาล
                แต่แทนที่จะเลือกเป็นอัยการหรือรับข้อเสนอจากบริษัทกฎหมายหลายแห่งที่พร้อมให้เงินเดือนสูง กลับตัดสินใจย้ายไปปูซานเป็นทนายความธรรมดา ช่วยเหลือผู้ไม่ได้รับความยุติธรรมโดยเฉพาะในหมู่ชนชั้นแรงงาน
                ที่ปูซาน มุน แจ อินได้พบกับโรห์ มู ฮยอนครั้งแรก และถือเป็นจุดเริ่มต้นเส้นทางชีวิตที่เปลี่ยนไป
                ปี 2525 ทั้งสองเปิดบริษัททนายความเล็กๆ มุ่งว่าความคดีสิทธิมนุษยชนและพลเรือน แก้ต่างให้นักศึกษาและคนงานที่ถูกจับกุมฐานผละงานประท้วง ต่อมาได้เข้าไปมีบทบาทในการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยที่เบ่งบานไปทั่วประเทศในปี 2530 ซึ่งในที่สุด นำไปสู่การเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรงครั้งแรก

 

 

มุน แจ อิน ลูกชายผู้ลี้ภัยสู่ประธานาธิบดีเกาหลีใต้

( ภาพ Korea Herald ) 


                หลังจากนั้น โรห์ตัดสินใจเล่นการเมือง เพราะเชื่อว่าปัญหาหลายอย่างต้องแก้ด้วยการเมือง และชนะเลือกตั้ง ส.ส.ในปี 2531 ขณะที่มุน แจ อินเลือกอยู่จุดเดิม แต่ก็เริ่มเข้ามายุ่งเกี่ยวการเมืองครั้งแรกด้วยการช่วยรณรงค์หาเสียงให้เพื่อน สู้ศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2545 ในนามของพรรค ประชาธิปไตยสหัสวรรษ ที่ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นพรรคมินจู
                เมื่อโรห์ชนะเลือกตั้งอย่างเหนือความคาดหมาย กลายเป็นประธานาธิบดีสายเสรีนิยมคนที่สองของประเทศต่อจาก คิม แด จุง  มุนเป็นคนแรกที่โรห์ขอให้มาเป็นที่ปรึกษา แม้ตกปากรับคำ แต่มุนขอให้เลขาธิการประธานาธิบดีฝ่ายกิจการพลเรือน เป็นตำแหน่งเดียวและตำแหน่งสุดท้ายที่เขาจะทำที่ทำเนียบประธานาธิบดี

 

มุน แจ อิน ลูกชายผู้ลี้ภัยสู่ประธานาธิบดีเกาหลีใต้


                ในบันทึกความทรงจำ มุนเขียนไว้ว่า งานในรัฐบาลเป็นความอึดอัด เหมือนต้องสวมเสื้อคนอื่นตลอดเวลา ดังนั้น หลังรับตำแหน่งหนึ่งปีเต็ม เขาก็ยื่นใบลาออกและเดินทางไปปีนเขาหิมาลัย แต่ออกจากทำเนียบได้เพียงเดือนเดียว ก็รีบกลับจากเนปาล  หลังประธานาธิบดีโรห์ถูกยื่นญัตติถอดถอนจากตำแหน่ง ข้อหาวางตัวไม่เป็นกลางในการหาเสียงเลือกตั้ง 


                เมื่อผ่านพ้นวิกฤติการเมือง มุนกลับมาช่วยงานเคียงข้างเพื่อนอีกครั้ง ในตำแหน่งเลขานุการอาวุโส หรือที่ปรึกษาที่รับผิดชอบด้านการกวาดล้างทุจริตและคัดกรองบุคคลนั่งตำแหน่งระดับสูงในรัฐบาล ก่อนขึ้นเป็นหัวหน้าคณะที่ปรึกษา


                เมื่อโรห์ มู ฮยอน ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีครบวาระในปี 2551 มุนโล่งอก และคิดว่างานการเมืองของเขาน่าจะสิ้นสุดลงเสียที แต่ความหวังกลับไปใช้ชีวิตเรียบง่ายพังทลาย เมื่ออดีตประธานาธิบดีโรห์กระโดดหน้าผาฆ่าตัวตาย เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2552 ขณะถูกเรียกสอบในคดีสินบนที่คนในครอบครัวพัวพัน

 

มุน แจ อิน ลูกชายผู้ลี้ภัยสู่ประธานาธิบดีเกาหลีใต้

( ภาพ Koreaherald ) 


                มุน แจ อินออกมาประกาศข่าวร้ายด้วยน้ำตานองหน้า และในฐานะเพื่อนสนิทกับที่ปรึกษา มุนทำหน้าที่เป็นพ่องานในงานศพของโรห์ ความนิ่งและเข้มแข็งที่ปรากฏสู่สายตาสาธารณะครั้งนั้น เป็นที่สนใจ และทำให้อดีตมือขวาประธานาธิบดีผู้ล่วงลับวัย 56 ปี ถูกยกเป็นความหวังของค่ายเสรีนิยมนับจากนั้นมา แต่เจ้าตัวก็ยังรีรอกระทั่งมาถึงศึกเลือกตั้งมิถุนายน 2555
 
                บันทึกความทรงจำ มุน แจ อิน เขียนถึงประธานาธิบดีโรห์ ผู้ล่วงลับว่า เป็นคนหาได้ยากในแวดวงกฎหมาย ตรงไปตรงมา ไม่ยึดติดกับรูปแบบ กระหายใช้ความรู้เพื่อทำให้สังคมน่าอยู่ เขารู้สึกได้ทันทีว่าเจอคนอยู่ในโลกเดียวกันแล้ว มุนถือว่าโรห์เป็นทั้งเพื่อนสนิท เป็นผู้ชี้แนะ เป็นความทรงจำเจ็บปวดที่สุด และเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของเขา หากไม่ได้พบกับโรห์ ก็คงจะมีชีวิตสบายกว่านี้ ความใฝ่ฝันของเพื่อนปลุกเร้าเขาตลอดอยู่เวลา และทำให้ต้องกลับมาสานต่อมรดกการเมือง โรห์ปลดแอกจากพรหมลิขิตแล้ว แต่ภารกิจที่ทิ้งไว้ให้ ทำให้เขาไม่มีทางเลือก


                ปี 2554 มุน แจ อิน ร่วมก่อตั้งพรรคสหประชาธิปไตย ซึ่งเป็นพันธมิตรพรรคฝ่ายค้านมีเป้าหมายพาพรรคที่ไม่ใช่อนุรักษนิยมเข้าสู่สภา เขาได้รับเลือกเป็นส.ส.เขตซาซัง เมืองปูซาน เมืองใหญ่อันดับสองและถูกมองว่าเป็นฐานเสียงของอนุรักษนิยม ตามด้วยการเป็นตัวแทนพรรคลงเลือกตั้งชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีในปีเดียวกัน แต่ต้องพ่ายแพ้อย่างเจ็บปวดและเสียหน้าแก่พัคคึนฮเย ลูกสาวอดีตผู้นำเผด็จการที่เขาเคยต่อสู้  ด้วยคะแนน 49 ต่อ 51% แต่คะแนนที่ได้มากถึง 49% นั้น นับว่าสูงมากอย่างไม่เคยมีมาก่อนสำหรับผู้สมัครที่พ่ายแพ้


                แต่เป็นความพ่ายแพ้ที่เป็นแรงกระตุ้นให้มุน แจ อิน กลับมาใหม่อย่างแน่วแน่ ไม่มีความลังเลกับเส้นทางสายการเมืองอีกต่อไป 

 

มุน แจ อิน ลูกชายผู้ลี้ภัยสู่ประธานาธิบดีเกาหลีใต้

 

                นักการเมืองฝ่ายขวาพยายามให้ภาพเขาว่า เป็นพวกเห็นใจเข้าข้างเกาหลีเหนือ น้อยครั้งที่มุนจะเปิดปากวิจารณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนของเปียงยาง และเมื่อถูกถามตอนโต้วิสัยทัศน์ว่าคิดว่าเกาหลีเหนือเป็นศัตรูสำคัญหรือไม่ มุนไม่สามารถพูดได้ว่า “ใช่”  ไม่ต่างจากชาวเกาหลีใต้อีกมากมาย เพราะคำถามนี้ไม่สามารถตอบได้ง่ายๆ ว่า ใช่ หรือ ไม่ใช่ เพราะเกาหลีเหนือสำหรับผู้นำใหม่เกาหลีใต้คือ บ้านเกิดของพ่อแม่ที่โหยหากลับไปตลอดชีวิต อีกทั้งยังเป็นบ้านของผู้บริสุทธิ์อีกหลายล้านใต้ระบอบเผด็จการ


                สมัยอยู่ในทีมรัฐบาลประธานาธิบดีโรห์ ซึ่งมีนโยบายสานสัมพันธ์กับเกาหลีเหนือ มุน แจ อินเคยพามารดาไปเจอหน้าญาติพี่น้องที่พรากจากกันเพราะสงคราม และได้พบกับน้าเป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี มารดาของเขาอายุ 90 ปีแล้ว เวลาผ่านไปเรื่อยๆ แต่น้องสาวของแม่ยังอยู่ที่เกาหลีเหนือ มารดาของเขาอยากพบหน้าน้องสาวอีกครั้งหนึ่ง แต่เหตุผลของการสนับสนุนเจรจาและรวมชาติ ยังเพื่อต้องการให้ชาวเกาหลีเหนืออีกมากมายพ้นจากความทุกข์ทรมานอีกด้วย
 


เปิดอ่าน