“มันต้องถอน” เพลงต่างมุมแบบบุญล้อม คู่กะสังข์

บันเทิง > property  :  3 ส.ค. 2552

เพลง ”มันต้องถอน” สร้างชื่อให้ปอยฝ้าย มาลัยพร ดาวเด่นจากวงเสียงอิสาน กลายเป็นนักร้องขวัญใจคนฟังทั่วประเทศ และมีคิวไปเดินสายแสดงคอนเสิร์ตที่ยุโรปในเดือนนี้ เพลงดังกล่าวยังถูกทำเป็นเพลงแปลงเป็นสำเนียงถิ่นอื่นๆ ครบทุกภาค หรือแม้ประเทศเขมรก็มีเพลง ”มันต้องถ

ขณะที่ บุญล้อม คู่กะสังข์  หรืออดีตนักร้อง ชื่อ มนต์รัก  มนต์อีสาน ผู้ที่แต่งต้นฉบับเพลงนี้กลับไม่ค่อยถูกพูดถึงมากนัก ทีมข่าว ”คม ชัด ลึก” จะพาไปรู้จักถึงเส้นทางการทำงานและแรงบันดาลใจในการแต่งเพลง ”มันต้องถอน” ว่ามีที่มาอย่างไร

ก่อนอื่นต้องถามก่อนว่าคิดอะไรถึงแต่งเพลงนี้
*** ผมมีแรงบันดาลใจจากกลุ่มวงเหล้าเป็นการมองมุมกลับว่า คนที่เขียนเพลงส่วนมากเขียนเพลงเมาเหล้ามีกับแกล้ม ก็มองว่าเมื่อเวลาเขาเมากันตอนค่ำๆ มักจะมาถอนกันตอนเช้าๆ ก็เก็บข้อมูลมาจากคนกินเหล้าและเขียนเพลงนี้ขึ้นมา

พื้นเพเป็นคนจังหวัดใดและประกอบอาชีพอะไร
*** ผมเป็นคน จ.มหาสารคาม พ่อแม่ย้ายมาอยู่กาฬสินธุ์ทำไร่ทำนา ก่อนที่จะมาเป็นคนเขียนเพลงก็ทำงานเป็นช่างเชื่อมโซฟา หนีจากบ้านนอกมา เพราะอยู่ทำนารายได้มันก็แค่นั้น แล้วมาขับมอเตอร์ไซค์วินแถวๆ ห้วยขวาง (กรุงเทพฯ) พอดีเขามีประกวดร้องเพลงเลยไปประกวดกับเขา ตกรอบ 3-4 ครั้ง แต่ก็ยังอยากร้อง เพราะว่าก่อนหน้านั้นเคยเล่นกีตาร์ร้องเพลงสตริงพอมีพื้นฐานบ้าง แต่ลูกทุ่งยังไม่ถนัดก็เอาแนวสันติ ดวงสว่าง ยอดรัก สลักใจ ก็ตกรอบเข้ารอบวนอยู่แบบนี้

แล้วมาเป็นนักร้องได้อย่างไร
*** พอดีได้มารู้จักกับ อ.ไพโรจน์ แก้วมงคล (คนแต่งเพลง ”สาวซำน้อย” ให้พี วงร็อคสะเดิดจนโด่งดัง) แกก็เอาผมไปอยู่ด้วยคอยบอกวิธีการร้องเพลง ไปดูตามห้องอัดบ้าง เราเรียนรู้เอา ก็ได้มาออกอัลบั้มเมื่อปี 2543 ตอนแรกมีนายทุนเป็นธุรกิจเสื้อผ้าส่งนอก อ.ไพโรจน์แนะนำให้ เลยได้มาทำเพลงกับบริษัทเอ็มโอเอ็ม ผมใช้ชื่อ มนต์รัก มนต์อีสาน เขาเชียร์เพลงอยู่ 3-4 เดือนก็เลิก ผมก็อยู่กับ อ.ไพโรจน์ เรื่อยมา เมื่อเพลงมันยังไปไม่ถึงฝันของเราก็เลยถอยไปตั้งหลักที่ขอนแก่น ไปร้องเพลงกับวงดนตรีเล็กๆ ได้ค่าตัว 200-300 บาท ก็หัดเขียนเพลงตั้งแต่ปี 2546 เพลงแรกที่เขียนคือเพลง “ผ้าป่าสัญญารัก” ให้นักร้องยังไม่มีชื่อเสียงคนหนึ่งร้องอยู่ที่นั่น 2 ปี

แล้วมาเขียนเพลงให้ปอยฝ้ายได้อย่างไร
*** พี่เขารู้จักกับ อ.สัญญาลักษณ์ ดอนศรี (คนแต่งเพลง ”ดาวมหาลัย”) อาจารย์เลยชวนมาเล่นที่ห้องอัดท็อปไลน์ บางครั้งแกขับรถกลับบุรีรัมย์ไม่ไหวก็ให้ผมขับให้ ผมไปที่บ้านอาจารย์จาก 2-3 อาทิตย์ ก็กลายเป็น 2-3 เดือน คลุกคลีอยู่ตรงนั้น ท่านเลยบอกวิธีการเขียนเพลงว่าต้องมีการเริ่มต้นและจบ มีการสร้างเรื่อง ผมได้ความรู้จากตรงนั้นเลยได้เขียนเพลงให้ท็อปไลน์ ชื่อเพลง ”อย่าลืมคนคอย” ให้วง ”พิณแคนแดนอีสาน” (วงหมอลำของศิริพร อำไพพงษ์) ก่อน ก็ถือว่าขึ้นมาระดับหนึ่งไม่ดังมาก มันเป็นก้าวแรกที่เข้ามาท็อปไลน์  พอมาปี 2548-2549 อาจารย์จะปล่อยให้ผมดูแลคุมนักร้อง ”พิณแคนแดนอีสาน” มีโอกาสเยอะขึ้น ความคิดตรงนั้นคิดว่าคงไม่มีวาสนาเป็นนักร้องเขาน่าจะสร้างเราให้มาแต่งเพลง
  ก่อนหน้านี้ ผมเคยลงข่าวใน "คม ชัด ลึก" ครั้งหนึ่งในนามวง ”ร็อค 3 ส.” ที่มี อ.สัญญาลักษณ์ ดอนศรี อ.สวัสดิ์ สารคาม และผม สังข์ บุญล้อม ตอนนั้นคิดว่าเป็นอะไรก็ได้ขอให้ทำงานตรงนี้แล้วมีความสุข แต่ชุดนั้นก็ไม่ได้ออก  มีช่วงหนึ่งที่ อ.สัญญาลักษณ์ไปเล่นการเมืองท้องถิ่น ก็ให้ผมมาดูมากขึ้น

เหตุที่ได้แต่งเพลงให้ปอยฝ้าย
***  ปอยฝ้ายเขามาหาผม บอกว่าพี่มาเขียนเพลงให้ผมบ้างนะ เผื่อดวงเราจะสมพงศ์กัน ผมเลยเขียนเพลง "มันต้องถอน" กับเพลง “อ้ายอยากจะรับผิดชอบ” ที่จริงเพลงชุดนั้นอัดเสียงเสร็จไปหมดแล้ว เขาไปขอนายห้างทวีชัย ว่าเพิ่มสองเพลงสุดท้ายของผม “มันต้องถอน” ร้องเป็นเพลงสุดท้ายในชุดเลย มันร้องง่ายๆ เอาไว้หลังแล้วกัน

ตอนนั้นคิดว่าเพลงนี้จะโด่งดังไหม
*** เราร้องไปก็ขำกันไปในห้องอัดว่า ทำไมเพลงมันเป็นแบบนี้ คิดว่าเพลงนี้ออกมาคนต้องชอบแต่ไม่คิดว่าจะดัง ไม่นานก็มีกระแสมา เลยเป็นจุดที่ทำให้คนรู้จักผมเยอะขึ้น แต่ทุกวันนี้ก็ยังอยากร้องเพลงนะครับ ใจเรามันอยากร้องนะ (หัวเราะ)

รู้สึกอย่างไรตอนที่เพลงเริ่มมีกระแส
***มันกลายเป็นเพลงที่ไม่ธรรมดา คนแก่ เด็ก ติดปากเลย เขารู้กันหมด แต่เขาไม่รู้จักคนแต่ง  คิดว่าคนคงรู้จักเราคำที่ว่า ”งึกงึกงักงัก” คนที่อยู่ตามหมู่บ้านต่างๆ เจอผมชอบถามว่าคิดได้ไง ถามแบบนี้เยอะมาก ผมบอกไปว่ามาตามความรู้สึก เป็นการมองมุมกลับเมาแล้วต้องถอน

คำที่นำมาใช้ในเพลงมีความแปลกมาก
*** ครับ อย่างคำ “โชงโล่งเซงเลง” มันเป็นคำพูดของคนอีสาน เป็นภาษาท้องถิ่น แต่ว่าทำไมเราไม่หยิบมาใช้บ้าง ผมเลยเรียงคำเอาคำว่า ”งึกงึกงักงัก” มาขึ้นตีหัวเพลงเพราะคนจะรู้ทั่วกันหมด ความหมายคือเมาประคองตัวไม่ได้ ส่วน “โชงโล่งเซงเลง” ก็อาการสะลึมสะลือ อีกอย่างเพลงนี้ที่ดังเพราะแบบการร้องของปอยฝ้าย ที่ผมมองว่าเขาเหมาะกับเพลงนี้ ยายจื้น (ตลกวงเสียงอิสาน) ก็อยากได้ แต่ผมบอกว่าให้ปอยฝ้ายไปแล้ว ยายจื้นร้องคงไม่เหมาะเพราะเขาติดตลกมาก

พอมีเพลงดังแล้ว มีคนถามถึงมากหรือไม่
*** ปกติเหมือนเดิม ไม่เคยมีใครถามถึงคนแต่ง คงเป็นพี่คนแรกที่มาสัมภาษณ์  ดีใจที่เขาได้รางวัลคนชอบ  คนคิดว่าเรารวยขึ้น แต่ผมก็ยังกินผักปลาเหมือนเดิมอยู่บ้านนอก

งานชุดต่อๆ ไปกดดันไหม
*** เพลงนี้มันเกินคาด ถ้าจะให้ดังเหมือน ”มันต้องถอน” หนักใจมากยากนะ กดดันมาก ก็ทำตามความรู้สึกเราดีกว่า ผมฉีกหนีไปเลย เป็นความรักหยอกสาวชื่อเพลง "มักแล้วครับ" เราจะเอาเหล้ามาสู้กับ ”มันต้องถอน” ไม่ได้แล้ว ตอนนี้ทำออกไปก็ลุ้นอยู่ แต่เพลงมันต้องถอนในหลายพื้นที่ยังแรงอยู่ ตอนนี้ผมเขียนเพลงให้วงเสียงอิสาน แม่นกน้อย ดาวน้อย คำมอด พรขุนเดช งานต่อๆ ไปก็จะทำให้ดี หาเพลงที่คนเขาฟังกัน ศิลปินเบอร์นี้ควรเจาะตลาดไหน ผมก็เก็บข้อมูลมาสร้างเรื่อง ดูว่าเหมาะกับนักร้องคนไหน คิดเยอะขึ้น มาถึงตรงนี้ต้องคิดให้ดียิ่งขึ้น

มองนักแต่งเพลงทุกวันนี้อย่างไร
***นักแต่งรุ่นใหม่ๆ ก็มีคนจะเอาเพลงมาเสนอ ผมก็บอกว่าลองเอามาดู บางคนบอกว่ามีร้อยเพลง ผมอยากบอกว่า เราต้องมาเรียนรู้การทำงานไม่ใช่นึกจะเขียนก็เขียน เสร็จแล้วเอามาขาย มันไม่ใช่ตรงนั้น ถ้าคุณมีพรสวรรค์แต่ไม่มีพรแสวงก็ไม่ได้ คุณต้องเดินทางหาข้อมูล


เปิดอ่าน