“คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เป็นนวัตกรรมทางสังคมเพื่อให้หลายภาคส่วนมาร่วมสร้างนโยบายสุขภาพ เน้น ‘สร้างนำซ่อม’ หรือการส่งเสริมป้องกัน อันเป็นทิศทางที่ตรงข้ามกับในอดีตที่เน้นเรื่องการรักษาและฟื้นฟู

นี่เป็นความท้าทาย จากกลุ่มคนที่มีความแตกต่างจากพื้นฐานการทำงาน พื้นฐานความคิดและประสบการณ์ที่แตกต่างกัน ต้องมานั่งอยู่ในเวทีเดียวกัน พูดคุยเรื่องเดียวกัน ช่วยกันคิด ช่วยกันหาทางออก

แต่ความท้าทายนี้เป็นเรื่องที่น่ายินดี ในภาคส่วนสุขภาพได้พยายามจัดเวทีขึ้นมา ดูผลงานที่ผ่านมาก็พบว่าสามารถผลักดันได้สำเร็จหลายประเด็น ถ้าภาคส่วนสุขภาพทำได้ ก็จะเป็นตัวอย่างสำหรับภาคอื่นๆ ของสังคม”

เป็นคำกล่าวของ ศ.ดร.ศุภชัย ยาวะประภาษ หนึ่งในคณะกรรมการสรรหากรรมการสุขภาพแห่งชาติ ที่อธิบายถึงความสำคัญของ “คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ” ซึ่งเกิดขึ้นตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 โดยเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนส่งตัวแทนมาร่วมกันเป็นหนึ่งในคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เพื่อผลักดันนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม ทำให้สังคมไทยดีขึ้นในลักษณะที่เป็นองค์รวม

ในวันที่ 6 ธันวาคม 2562 คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติชุดปัจจุบันจะหมดวาระการทำงานอย่างเป็นทางการ หลังปฏิบัติภารกิจมาครบ 4 ปี ตั้งแต่วันนี้ – 30 สิงหาคม 2562 จึงเป็นช่วงเปิดรับสมัครกรรมการสุขภาพแห่งชาติชุดใหม่ ซึ่งองค์ประกอบของคณะกรรมการฯ มาจาก 3 ภาคส่วน คือ ผู้แทนภาคประชาชน จะมาจากผู้แทนองค์กรภาคเอกชนที่ไม่แสวงหากำไร ผู้ทรงคุณวุฒิสาขาต่างๆ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งมาจากการเลือกกันเองของ อปท. ทุกระดับ

ศ.ดร.ศุภชัย อธิบายว่า ปัญหาใหญ่ของนโยบายสาธารณะในประเทศไทยตั้งแต่อดีตที่ผ่านมา คือ การแปลงนโยบายไปสู่ภาคปฏิบัติมักไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากผู้คนที่เกี่ยวข้องทั้งหลายไม่ได้มีส่วนรับรู้เรื่องราวตั้งแต่ต้น ส่งผลให้โอกาสในการแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติเป็นไปได้ยาก เพราะพวกเขาไม่ได้มีความรู้สึกในการเป็นเจ้าของนโยบายนั้นๆ

“ความท้าทายที่จะเอาชนะปรากฏการณ์นี้คือ เราต้องให้คนที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนานโยบายด้วยกันตั้งแต่ต้น ได้ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลและความคิดเห็น เขาจะได้รู้สึกมีส่วนร่วมในการสร้างมันขึ้นมา รู้สึกว่านโยบายนี้เขาเป็นเจ้าของด้วย โอกาสในการถูกนำไปปฏิบัติจริงก็จะเพิ่มขึ้น

สุขภาพเกี่ยวข้องกับพฤติกรรม ชีวิตความเป็นอยู่ อยู่ดีๆ จะให้คนเปลี่ยนพฤติกรรม เช่นไปบอกให้คนกินเค็มหรือหวานน้อยลงคงเป็นไปได้ยาก แต่หากให้เขารู้สึกด้วยตัวเองว่ามีทางเลือกอื่นในการดูแลสุขภาพ เขาจะลงมือทำเองและจะช่วยบอกต่อๆ กันไป”

ศ.ดร.ศุภชัย กล่าว ก่อนอธิบายต่อไปว่า พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 นำเอาหลักการแนวคิดในเรื่องการมีส่วนร่วมของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาปฏิบัติจริง ซึ่งความสำเร็จของมันจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายให้ความสนใจเข้ามาสมัคร หรือมาช่วยกันคัดเลือกคนที่จะเป็นตัวแทนของตัวเองเข้ามานั่งในคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ

“ภารกิจของคนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดไม่ได้จบลงที่การคัดเลือกคนเข้ามา แต่ต้องติดตามการทำหน้าที่ด้วย ถ้าเราเลือกเขามาก็ต้องคอยสนับสนุนให้เขาดำเนินการต่างๆ ได้สำเร็จ นี่คือสิ่งที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Citizenship หรือ ‘ความเป็นพลเมือง’ ที่ต้องช่วยกันคนละไม้ละมือ มิฉะนั้นแล้วสิ่งที่เรามุ่งหวังที่อยากเห็นสังคมไทยเป็นสังคมสุขภาวะที่ดีคงจะเกิดขึ้นได้ยาก” ศ.ดร.ศุภชัย กล่าว

ทั้งนี้ การเปิดรับสมัครกรรมการสุขภาพแห่งชาติใน 2 กลุ่มแรก คือ ผู้ทรงคุณวุฒิ และ ผู้แทนองค์กรภาคเอกชน เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว ตั้งแต่วันนี้ - 30 สิงหาคม 2562 โดยปีนี้เป็นปีแรกที่เริ่มใช้กระบวนการสรรหาผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ตลอดกระบวนการ หรือเรียกว่า E-Voting ซึ่งกระบวนการทั้งหมดจะเกิดขึ้นที่ เว็บไซต์ “การสรรหาคณะกรรมการสุขภาพแห่งแบบอิเล็กทรอนิกส์” https://nhc.nationalhealth.or.th

ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือขอคำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ระบบ E-Voting สอบถามได้ที่ โทร 02-832-9023-4 หรือ อีเมล [email protected] สำหรับกลุ่มผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คณะกรรมการสรรหาฯ จะกำหนดวัน-เวลาเปิดรับสมัครต่อไป